นโยบายโรงเรียนปีนี้ให้ครูที่ปรึกษาไปเยี่ยมบ้านนักเรียนทุกคนหรือร้อยละร้อย ที่ผ่านมาไม่เห็นเน้นอะไรเป็นพิเศษ ตัวเองจึงไปเยี่ยมบ้านบ้างเป็นบางคนหรือไปพอเป็นพิธี(ฮา) เวลาไม่ค่อยมีหนึ่งล่ะ จะให้ไปเสาร์-อาทิตย์หรือหลังเลิกเรียน ความขยันก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้นเสียด้วย อีกอย่างก็เวลาพักผ่อนเราแล้วไม่ใช่หรือ? จะให้ทุ่มเทขนาดไหน? ในชั้นเรียนหรือเวลาทำงานก็สอนนักเรียนอย่างเต็มที่แล้ว
งบประมาณในการดำเนินการอีก นักเรียนทั้งห้องก็หลายคนอยู่ แถมบ้านอยู่กันคนละทิศละทาง เพื่อนครูบางคนเล่า โดยเฉพาะในโรงเรียนใหญ่ๆประจำจังหวัด นักเรียนมาจากแทบทุกอำเภอ แต่ละห้องก็มากราว 40-50 คน การที่ครูที่ปรึกษา 2 คน จะไปให้ครบต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางพอสมควรเลยทีเดียว ดังนั้นส่วนตัวแม้เห็นประโยชน์มากมายจากการเยี่ยมบ้าน แต่หากยังขาดการจัดการหรือการสนับสนุนที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของเวลาและงบประมาณ โครงการนี้ก็คงจะลุ่มๆดอนๆอยู่อย่างนี้

ปีนี้โรงเรียนผมเน้นเรื่องเยี่ยมบ้าน(คิดเอง) เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยหยุดเพื่อให้ไปทำงานนี้โดยเฉพาะ แต่ปีนี้ท่านผู้อำนวยการประกาศให้โรงเรียนปิด 3 วันติดต่อ(30ก.ค.-1ส.ค.2557) ให้ครูที่ปรึกษาไปเยี่ยมบ้านนักเรียนให้ครบทุกคนหรือร้อยละร้อยให้ได้ โดยมีเงินช่วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ครูท่านละ 300 บาท ห้องที่ตัวเองรับผิดชอบเป็นที่ปรึกษาในปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 26 คนครับ ฉะนั้นจึงต้องไปบ้านลูกศิษย์ 26 หลัง “ผมจะไปให้ครบทุกบ้าน ทุกคน” ประกาศ นัดแนะ และให้สัญญากับผู้ปกครองนักเรียนในชั้น วันประชุมผู้ปกครองของโรงเรียน ก่อนหน้าจะไปเยี่ยมบ้านจริงสักเดือนเห็นจะได้
ลูกศิษย์ 2-3 คนอาสาพาครูไปบ้านเพื่อนๆ รู้สึกดีกับความมีน้ำใจของเด็กๆตั้งแต่เริ่มแรกเลย วันนั้นเราประชุมกัน เพื่อบันทึกข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนในเรื่องบ้านและครอบครัว พร้อมให้ทุกคนวาดแผนที่ประกอบการเดินทางไปบ้านตัวเองให้ชัดเจน “ครูจะได้หาเจอ เอาแบบที่ดูปุ๊บรู้ปั๊บนะ แบบดูปุ๊บงงปั๊บครูไม่เอา(ฮา)” วันนั้นสัพยอกนักเรียนไปในลักษณะนั้นครับ
ถึงวันจริงลูกศิษย์ที่จะไปด้วย มารออยู่ที่โรงเรียนก่อนแล้ว นัดกัน 8 โมงตรงจึงถูกต่อว่าจากเด็กๆเล็กน้อย ได้ยินไม่ผิดครับ เด็กๆต่อว่า ข้อหาครูมาช้ากว่านัด 7 นาที แกว่าอย่างนั้น เถียงข้างๆคูๆไปบ้างเหมือนกันว่า “นาฬิกาครูพอดี 8 โมงนะ ดูสิ!” ว่าพลางชี้นาฬิกาบนรถที่ช้ากว่าเวลาจริงสัก 6-7 นาที ตามที่ถูกต่อว่านั่นแหละครับ(ฮา) พร้อมกับเอ่ยชม “ในเรื่องเวลานัดหมาย รักษาคุณงามความดีนี้ไว้ ประดุจเกลือรักษาความเค็ม อย่าเอาครูเป็นเยี่ยงอย่าง” ประโยคหลังผมแถมให้กับตัวเองในใจ(ฮา)

มาเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างนี้ ชอบบรรยากาศชนบทครับ พูดเหมือนโรงเรียนไม่ชนบท(ฮา) แต่บ้านลูกศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งบางคนไกลจากโรงเรียนร่วม 30 กิโลเมตรนั้นชนบทยิ่งกว่า บ้านของบางคนต้องจอดรถแล้วเดินเข้าไปอีก รถยนต์เข้าไม่ได้ ทางดินโดนฝนมาก่อนหน้าแฉะเละเป็นโคลนตามรอยล้อรถ เจ้าตัวบอกล่วงหน้าแล้ว “คงต้องเดินเข้าไป ขนาดมอเตอร์ไซด์ผม ยังลื่นเลยครับ”
เส้นทางบางคนเป็นลูกรัง รถวิ่งไปฝุ่นคลุ้งตลบไล่หลังอบอวล สองข้างทางมักเป็นต้นไม้ร่มรื่นหรือไม่ก็คลอง ซึ่งมีทั้งคลองธรรมชาติและคลองชลประทาน เพราะ 2-3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บางระกำ พรหมพิราม ในเขตบริการของโรงเรียนเป็นพื้นที่ทำการเกษตร มีระบบชลประทานที่ดี ชาวนาทำนาปีละ 2-3 หน โดยได้รับน้ำมาจากทั้งเขื่อนนเรศวรและแม่น้ำน่าน
สภาพบ้านเรือนและถนนหนทางอย่างนี้ เหมือนย้อนไปสู่อดีตในวัยเยาว์ของตัวเอง เมื่อเด็กๆเราก็อยู่กินอย่างนี้ ละแวกบ้าน ถนนหนทางก็เป็นลูกรังฝุ่นแดงอย่างนี้ บ้านเรือนที่อยู่อาศัยผู้คนไม่มาก ออกไปจากหมู่บ้านก็เป็นต้นไม้หรือป่าคล้ายๆกันนี้


(ครูกาญจนา สุวรรณเจริญ:ภาพ)
เป็นเหมือนทุกครั้งที่ได้มาเยี่ยมบ้านนักเรียน มักรู้สึกหดหู่กับชะตาชีวิตของพวกเขา น้อยคนที่จะพร้อมหน้าพร้อมตามีทั้งพ่อและแม่ แยกทางกัน มิใช่พ่อแม่แท้ เงินส่งเสียขาดๆหายๆ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ หรือเพื่อนบ้านช่วยอุปการะ เป็นลักษณะอย่างนี้เสียส่วนมาก เอ่ยกับผู้ปกครองท่านหนึ่ง “ดีที่สุดแล้วอยู่ด้วยกันครบทั้งพ่อและแม่ อย่างนี้เด็กๆอบอุ่น กำลังใจที่จะเรียนหรือจะทำเรื่องดีๆของเขา จะมีมากกว่าคนอื่น”
เด็กๆหลายคนอยู่ที่โรงเรียนแต่งเนื้อแต่งตัวดี เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่ มอเตอร์ไซด์คันใหม่ เหมือนพรั่งพร้อม แต่หลายรายที่บ้านแล้วไม่ใช่อย่างนั้น บางรายตรงกันข้าม ภาพที่โรงเรียนเป็นแค่ภาพลวงตา กรณีนี้ของผู้ใหญ่อาจพยายามทดแทนความขาดที่มีอยู่ในใจ แต่กับเด็กๆที่ถูกหล่อหลอมมาจากความไม่จริงเหล่านี้เล่า ทำนายความทุกข์กังวลในการดำเนินชีวิตของพวกเขาในอนาคตไว้ได้เลย ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก ผู้ใหญ่รังแกฉัน(อีกแล้ว) และจะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก หากนี้เป็นภาพจำลองหนึ่ง ซึ่งสะท้อนชีวิตของผู้คนในสังคม ที่เน้นพิจารณากันและกันแค่เปลือกภายนอกอันสวยงามเท่านั้น
บางคนบอกคนจน จนเพราะไม่ขยัน จนเพราะไม่ขวนขวายจะทำอะไร แต่บางคนบอกคนจน จนเพราะไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ คนที่มีความรู้ คนที่มีเงิน มีโอกาสกว่า ผู้รู้บางคนให้ข้อมูลเรื่องนี้ไว้ว่า “คนเพียง 10% ถือครองทรัพยากร 90% ของประเทศ แต่คนอีก 90% ถือครองทรัพยากรเพียง 10%” อาจเพราะบางกลุ่มคนมีอำนาจทางสังคมเหนือกว่า อาจมีความคดโกงของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ที่สำคัญด้วย ดังนั้นคงเป็นรายๆไป ไม่อาจสรุปรวมได้ทั้งหมด ว่าจนด้วยเหตุผลกลใด แต่ที่แน่ๆลูกศิษย์หลายคนของผม“จน”
ยิ่งเป็นครูนาน ยิ่งตระหนัก ว่าการที่นักเรียนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในเรื่องเรียนได้อย่างที่หลักสูตรต้องการนั้น ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องมีมากมายหลายประการเหลือเกิน แค่พ่อแม่ ครอบครัว กับฐานะยากดีมีจน สองเรื่องนี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียนดอก บางคนเอาแค่จะกินจะอยู่ในแต่ละมื้อก็ยากแล้ว
จึงถามตัวเองอยู่บ่อยๆ “ถ้าเป็นเรา จะเรียนได้ จะเอาตัวรอดได้ อย่างเขาไหมหนอ? จะได้เป็นครู มีกินมีใช้เหมือนวันนี้...”
เข้าใจเขามากขึ้นเสมอครับ ยามที่มีโอกาสมาเห็นชีวิตและครอบครัวเขาเข้าจริงๆ
ส่งกำลังใจมาให้ครับคุณครู ;)...
ดีจังค่ะ..เป็นความใกล้ชิดระหว่างกันด้วยใจ...
ในแอฟริกา..เด็กเดินเท้าสามสี่ ชม.กว่าจะถึงโรงเรียน..รอดปากเสือสิงโตมาได้ก็นับว่าบุญ..มาสายโดนครูตีแถม..อีก..กินก็ไม่มีจะกิน..แต่ต้องไปโรงเรียนที่แพงแสนแพง..ในอินเดีย..ข้ามน้ำที่เชี่ยวกรากด้วยกระเช้าที่เป็นเหล็ก..ขึ้นสนิมผุกร่อน...บ้านเราคงจะเรียกว่าเท้ง..อะไรทำนองนั้น...คงจะพอนึกออก...ทั้งหมดที่กล่าวมา..เป็นหนังสารคดีที่ฝรั่งไปถ่ายทำมา..ถึง..บ้านที่อยู่ไกลโรงเรียน..และยากจน..จากหลายๆประเทศ...เด็กเหล่านั้น..ส่วนใหญ่มีความไฝ่ฝัน..จะเป็นหมอเป็นครู..เป็นนักบิน.เป็นต้น...(จะได้มีเงินมีงาน..มีตำแหน่ง..ที่ดีในสังคม).....และนี้คือระบบการศึกษา..ที่เป็นอยู่ทั่วโลก..เวลานี้...
หน้าตาในธรรมชาติ..ที่กำลังจะหมดไป..เพราะการศึกษา...(รึเปล่าเนี่ยะ)
ขอเป็นกำลังใจและชื่นชมมากๆครับ การเยี่ยมบ้านเป็นกิจกรรมที่ดีเยี่ยม ทำให้รู้สภาพที่แท้จริงของเด็กคนนั้นและทราบปัญหาของเขา ด้วย ผมเองก็ออกเยี่ยมเป็นประจำ เป็นปกติครับ ปีนี้เด็กห้องผม ม.๑/๑ มี ๓๐ คน เพิ่งไปเยี่ยมได้ ไม่กี่คน คงจะต้องหาเวลาออกเยี่ยมให้ครบทุกบ้านหละครับ แต่ชุมชนของผมต้องไปเยี่ยมตอนเย็น เลิกงาน ส่วนใหญ่ ผู้ปกครองออกทำงานหมด ถ้าไปกลางวันก็ไม่เจอผู้ปกครอง เจอแเด็กตามลำพังอีก ครับ
ขอบูชาคุณครูเพื่อศิษย์ครับ .... ผมเห็นมีโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใกล้บ้าน ใช้นโยบายเดียวกัน โดยให้งบประมาณจำนวนหนึ่ง ไม่มาก ... แต่ไม่ใช่ประเด็น .... ประเด็นคือ ผู้บริหาร รับนักเรียนเพิ่มขึ้น ๒ เท่า หลังจากดำเนินการเรื่องนี้ได้เพียง ๑ ปี ... ตอบรับกระแส "แห่เรียนในเมือง" ..... ผู้ใหญ่ท่านอาจจะหวังดี ให้คนชนบทได้มีโอกาสเรียนในเมืองก็ได้.... ใครจะไปรู้ ...... นอกจากครูที่ไปเยี่ยมบ้าน.... น่าจะเห็น "ความคิด ความอ่าน" ที่ "เข้าทาง" ผู้บริหารแบบเต็มๆ....... เมื่อการศึกษาเกี่ยวพันกับ "เงินตรารายหัว" ความเหลื่อมล้ำก็เกิดไปทั่วแดนชนบท
อาจารย์ พี่เข้าใจทุกประโยคของอาจารย์เชียวค่ะ ทุกส่งในโลกนี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกันและกัน การพัฒนาเด็กหนึ่งคนมีปัจจัยเยอะแยะที่เกี่ยวข้อง แต่เราก็คงทำเท่าที่งานตรงหน้าที่เรารับผิดชอบ ต้องอุเบกขาเมื่อทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น
โจทย์เดียวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนค่ะ ใครจะมาคาดหวังว่าคนสาธารณสุขจะทำได้ทุกสิ่ง ทุกคน ยิ่งอยู่ในโลกมานานเรายิ่งเข้าใจมัน และไม่ใส่ใจสิ่งที่ทำไม่ได้แน่ๆ
พี่ชอบภาพนี้มาก สื่อสารหลายสิ่ง
เจ้าของบ้านต้องเป็นคนรักหนังแน่ ชอบมากค่ะ
เป็นนโยบายที่ดีมากๆ ค่ะ .... โรงพยาบาล ก็มีการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเช่นกันค่ะ ..... แต่ไม่สามารถเยี่ยมได้ทุกคน .... จึงมีการแบ่งประเภทการเยี่ยมที่จำเป็น นะคะ ....
1. เยี่ยมโรคเรื้อรังที่..คุมไม่ได้ (เบากวาน...ความดันโลหิต)
2. เยี่ยมผู้ป่วยที่ขาดนัด ขาดยา
3. เยี่ยมผู้ป่วยหลังคลอด ..หลังผ่าตัด..หรือ ผู้ป่วยหลังคลอนะคะ
ฯลฯ การออกจาก โรงพยาบาลไปเยี่ยมคนไข้..ทำให้เห็นสภาพต่างๆ + สิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ ทั้ง ทางเศรฐกิจ .. สังคม ความเป็นอยู่และสุขภาพจิตใจของคนป่วย นะคะ ของทางโรงเรียนก็คงเช่นเดียวกัน นะคะ
ขอบคุณนะค่ะ ...ท่านอาจารย์ สบายดีนะคะ
พี่ครูธนิตย์ครับ
ผมคิดถึงตอนเป็นครูใหม่
ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนทุกหลัง ตอนหลังเลิกเรียน
พบว่าเด็กๆยากจนแต่เป็นคนดี
ปัจจุบันเด็กๆเหล่านั้นเป็นครู พยาบาล เป็นวิศวกร
ขอชื่นชมอาจาย์ถ้ามีโอกาสอยากให้ไปบ่อยๆ
จะได้ช่วยนักเรียนเป็นรายบุคลได้
วันก่อนผมและคุณแผ่นดินผ่านโรงเรียนอาจารย์ด้วย แต่ตอนหลังเที่ยงคืน 555