ยิ่งเป็นครูนาน ยิ่งตระหนัก ว่าการที่นักเรียนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในเรื่องเรียนได้อย่างที่หลักสูตรต้องการนั้น ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องมีมากมายหลายประการเหลือเกิน แค่พ่อแม่ ครอบครัว กับฐานะยากดีมีจน สองเรื่องนี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียนดอก บางคนเอาแค่จะกินจะอยู่ในแต่ละมื้อก็ยากแล้ว

นโยบายโรงเรียนปีนี้ให้ครูที่ปรึกษาไปเยี่ยมบ้านนักเรียนทุกคนหรือร้อยละร้อย ที่ผ่านมาไม่เห็นเน้นอะไรเป็นพิเศษ ตัวเองจึงไปเยี่ยมบ้านบ้างเป็นบางคนหรือไปพอเป็นพิธี(ฮา) เวลาไม่ค่อยมีหนึ่งล่ะ จะให้ไปเสาร์-อาทิตย์หรือหลังเลิกเรียน ความขยันก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้นเสียด้วย อีกอย่างก็เวลาพักผ่อนเราแล้วไม่ใช่หรือ? จะให้ทุ่มเทขนาดไหน? ในชั้นเรียนหรือเวลาทำงานก็สอนนักเรียนอย่างเต็มที่แล้ว

งบประมาณในการดำเนินการอีก นักเรียนทั้งห้องก็หลายคนอยู่ แถมบ้านอยู่กันคนละทิศละทาง เพื่อนครูบางคนเล่า โดยเฉพาะในโรงเรียนใหญ่ๆประจำจังหวัด นักเรียนมาจากแทบทุกอำเภอ แต่ละห้องก็มากราว 40-50 คน การที่ครูที่ปรึกษา 2 คน จะไปให้ครบต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางพอสมควรเลยทีเดียว ดังนั้นส่วนตัวแม้เห็นประโยชน์มากมายจากการเยี่ยมบ้าน แต่หากยังขาดการจัดการหรือการสนับสนุนที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของเวลาและงบประมาณ โครงการนี้ก็คงจะลุ่มๆดอนๆอยู่อย่างนี้

ปีนี้โรงเรียนผมเน้นเรื่องเยี่ยมบ้าน(คิดเอง) เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยหยุดเพื่อให้ไปทำงานนี้โดยเฉพาะ แต่ปีนี้ท่านผู้อำนวยการประกาศให้โรงเรียนปิด 3 วันติดต่อ(30ก.ค.-1ส.ค.2557) ให้ครูที่ปรึกษาไปเยี่ยมบ้านนักเรียนให้ครบทุกคนหรือร้อยละร้อยให้ได้ โดยมีเงินช่วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ครูท่านละ 300 บาท ห้องที่ตัวเองรับผิดชอบเป็นที่ปรึกษาในปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 26 คนครับ ฉะนั้นจึงต้องไปบ้านลูกศิษย์ 26 หลัง “ผมจะไปให้ครบทุกบ้าน ทุกคน” ประกาศ นัดแนะ และให้สัญญากับผู้ปกครองนักเรียนในชั้น วันประชุมผู้ปกครองของโรงเรียน ก่อนหน้าจะไปเยี่ยมบ้านจริงสักเดือนเห็นจะได้

ลูกศิษย์ 2-3 คนอาสาพาครูไปบ้านเพื่อนๆ รู้สึกดีกับความมีน้ำใจของเด็กๆตั้งแต่เริ่มแรกเลย วันนั้นเราประชุมกัน เพื่อบันทึกข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนในเรื่องบ้านและครอบครัว พร้อมให้ทุกคนวาดแผนที่ประกอบการเดินทางไปบ้านตัวเองให้ชัดเจน “ครูจะได้หาเจอ เอาแบบที่ดูปุ๊บรู้ปั๊บนะ แบบดูปุ๊บงงปั๊บครูไม่เอา(ฮา)” วันนั้นสัพยอกนักเรียนไปในลักษณะนั้นครับ

ถึงวันจริงลูกศิษย์ที่จะไปด้วย มารออยู่ที่โรงเรียนก่อนแล้ว นัดกัน 8 โมงตรงจึงถูกต่อว่าจากเด็กๆเล็กน้อย ได้ยินไม่ผิดครับ เด็กๆต่อว่า ข้อหาครูมาช้ากว่านัด 7 นาที แกว่าอย่างนั้น เถียงข้างๆคูๆไปบ้างเหมือนกันว่า “นาฬิกาครูพอดี 8 โมงนะ ดูสิ!” ว่าพลางชี้นาฬิกาบนรถที่ช้ากว่าเวลาจริงสัก 6-7 นาที ตามที่ถูกต่อว่านั่นแหละครับ(ฮา) พร้อมกับเอ่ยชม “ในเรื่องเวลานัดหมาย รักษาคุณงามความดีนี้ไว้ ประดุจเกลือรักษาความเค็ม อย่าเอาครูเป็นเยี่ยงอย่าง” ประโยคหลังผมแถมให้กับตัวเองในใจ(ฮา)

มาเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างนี้ ชอบบรรยากาศชนบทครับ พูดเหมือนโรงเรียนไม่ชนบท(ฮา) แต่บ้านลูกศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งบางคนไกลจากโรงเรียนร่วม 30 กิโลเมตรนั้นชนบทยิ่งกว่า บ้านของบางคนต้องจอดรถแล้วเดินเข้าไปอีก รถยนต์เข้าไม่ได้ ทางดินโดนฝนมาก่อนหน้าแฉะเละเป็นโคลนตามรอยล้อรถ เจ้าตัวบอกล่วงหน้าแล้ว “คงต้องเดินเข้าไป ขนาดมอเตอร์ไซด์ผม ยังลื่นเลยครับ”

เส้นทางบางคนเป็นลูกรัง รถวิ่งไปฝุ่นคลุ้งตลบไล่หลังอบอวล สองข้างทางมักเป็นต้นไม้ร่มรื่นหรือไม่ก็คลอง ซึ่งมีทั้งคลองธรรมชาติและคลองชลประทาน เพราะ 2-3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บางระกำ พรหมพิราม ในเขตบริการของโรงเรียนเป็นพื้นที่ทำการเกษตร มีระบบชลประทานที่ดี ชาวนาทำนาปีละ 2-3 หน โดยได้รับน้ำมาจากทั้งเขื่อนนเรศวรและแม่น้ำน่าน

สภาพบ้านเรือนและถนนหนทางอย่างนี้ เหมือนย้อนไปสู่อดีตในวัยเยาว์ของตัวเอง เมื่อเด็กๆเราก็อยู่กินอย่างนี้ ละแวกบ้าน ถนนหนทางก็เป็นลูกรังฝุ่นแดงอย่างนี้ บ้านเรือนที่อยู่อาศัยผู้คนไม่มาก ออกไปจากหมู่บ้านก็เป็นต้นไม้หรือป่าคล้ายๆกันนี้

(ครูกาญจนา สุวรรณเจริญ:ภาพ)

เป็นเหมือนทุกครั้งที่ได้มาเยี่ยมบ้านนักเรียน มักรู้สึกหดหู่กับชะตาชีวิตของพวกเขา น้อยคนที่จะพร้อมหน้าพร้อมตามีทั้งพ่อและแม่ แยกทางกัน มิใช่พ่อแม่แท้ เงินส่งเสียขาดๆหายๆ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ หรือเพื่อนบ้านช่วยอุปการะ เป็นลักษณะอย่างนี้เสียส่วนมาก เอ่ยกับผู้ปกครองท่านหนึ่ง “ดีที่สุดแล้วอยู่ด้วยกันครบทั้งพ่อและแม่ อย่างนี้เด็กๆอบอุ่น กำลังใจที่จะเรียนหรือจะทำเรื่องดีๆของเขา จะมีมากกว่าคนอื่น”

เด็กๆหลายคนอยู่ที่โรงเรียนแต่งเนื้อแต่งตัวดี เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่ มอเตอร์ไซด์คันใหม่ เหมือนพรั่งพร้อม แต่หลายรายที่บ้านแล้วไม่ใช่อย่างนั้น บางรายตรงกันข้าม ภาพที่โรงเรียนเป็นแค่ภาพลวงตา กรณีนี้ของผู้ใหญ่อาจพยายามทดแทนความขาดที่มีอยู่ในใจ แต่กับเด็กๆที่ถูกหล่อหลอมมาจากความไม่จริงเหล่านี้เล่า ทำนายความทุกข์กังวลในการดำเนินชีวิตของพวกเขาในอนาคตไว้ได้เลย ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก ผู้ใหญ่รังแกฉัน(อีกแล้ว) และจะยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก หากนี้เป็นภาพจำลองหนึ่ง ซึ่งสะท้อนชีวิตของผู้คนในสังคม ที่เน้นพิจารณากันและกันแค่เปลือกภายนอกอันสวยงามเท่านั้น

บางคนบอกคนจน จนเพราะไม่ขยัน จนเพราะไม่ขวนขวายจะทำอะไร แต่บางคนบอกคนจน จนเพราะไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ คนที่มีความรู้ คนที่มีเงิน มีโอกาสกว่า ผู้รู้บางคนให้ข้อมูลเรื่องนี้ไว้ว่า “คนเพียง 10% ถือครองทรัพยากร 90% ของประเทศ แต่คนอีก 90% ถือครองทรัพยากรเพียง 10%” อาจเพราะบางกลุ่มคนมีอำนาจทางสังคมเหนือกว่า อาจมีความคดโกงของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ที่สำคัญด้วย ดังนั้นคงเป็นรายๆไป ไม่อาจสรุปรวมได้ทั้งหมด ว่าจนด้วยเหตุผลกลใด แต่ที่แน่ๆลูกศิษย์หลายคนของผม“จน”

ยิ่งเป็นครูนาน ยิ่งตระหนัก ว่าการที่นักเรียนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในเรื่องเรียนได้อย่างที่หลักสูตรต้องการนั้น ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องมีมากมายหลายประการเหลือเกิน แค่พ่อแม่ ครอบครัว กับฐานะยากดีมีจน สองเรื่องนี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียนดอก บางคนเอาแค่จะกินจะอยู่ในแต่ละมื้อก็ยากแล้ว

จึงถามตัวเองอยู่บ่อยๆ “ถ้าเป็นเรา จะเรียนได้ จะเอาตัวรอดได้ อย่างเขาไหมหนอ? จะได้เป็นครู มีกินมีใช้เหมือนวันนี้...”

เข้าใจเขามากขึ้นเสมอครับ ยามที่มีโอกาสมาเห็นชีวิตและครอบครัวเขาเข้าจริงๆ