ขอบพระคุณคุณแม่ของดร.ป๊อปที่ช่วยเป็นนางเอกในรายการใหม่ของม.มหิดล รวมถึงคุณโยและทีมงานรายการ 32 Services ที่ถ่ายทำ ณ บ้านดร.ป๊อป เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 57

งานถ่ายทำครั้งนี้เป็นแบบธรรมชาติของการบันทึกอัตราการเต้นของชีพจร (ค่าปกติ 60-90 ครั้งต่อนาที) ความเหนื่อย (จาก 0-10 ไม่เหนื่อย-เหนื่อยที่สุด) โดยมีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนปกติ (90-100%) ขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต โดยประเมินก่อนและหลังการจัดการความเครียดด้วยกิจกรรมบำบัด ได้แก่ การให้ความรู้และกำลังใจเพื่อจัดการความคิดในการปรับชีวิตที่ทำซ้ำจนเป็นนิสัยประจำ การปรับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคม และการปรับบริบท-ทัศนคติ ความเชื่อ แรงจูงใจ การรับรู้ศักยภาพกายและจิต ทำให้คลายความเครียดเชิงลบสู่ความเครียดเชิงบวก ก่อให้เกิดความสุขตามหลักการของ Positive Psychology ศึกษาเพิ่มเติมจาก Wikipedia และ Self-Psychology ศึกษาเพิ่มเติมจาก Wikipedia 

ลองมาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงอัตราการเต้นของชีพจรและความเหนื่อยที่ลดลง บ่งชี้การจัดการความเครียดได้ดีขึ้น


ก่อนการทำกิจกรรม ความดันโลหิต 113/77 (ค่าปกติ 120/80) ชีพจรเต้น 83 ครั้งต่อนาที

1. กิจกรรมซักผ้า  ชีพจรเต้น 88 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 5/10 หลังปรับท่าทางการซักผ้า เช่น นั่งเก้าอี้ที่ไม่ก้มตัวจนเกินไป การวางตะกร้าใกล้ตัว และการสั่งจิตใต้สำนึกว่า เป็นกิจกรรมยามว่าง มิใช่การทำงาน ทำให้ชีพจรเต้น 84 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 5/10

2. กิจกรรมเล่นคอมพิวเตอร์ ชีพจรเต้น 74 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 2-3/10 หลังปรับท่าทางการนั่งให้ผ่อนคลาย ไม่เอียงตัว แต่เคยชินกับการเอียงตัวมาข้างซ้าย แม้จะมีหมอนหนุน ทำให้ชีพจรเต้น 78 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 2-3/10

3. กิจกรรมการดูแลคุณยาย ชีพจรเต้น 88 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 8/10 หลังใช้อุปกรณ์ช่วยที่ได้รับบริจาคจากพี่วรรณะ ร้านฉลาดคิด รพ.ศิริราช ก็ทำให้ชีพจรเต้น 84 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 7/10 

4. กิจกรรมทำอาหารกลางวัน ชีพจรเต้น 82 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 7/10 หลังปรับท่าทางให้ยืนในระยะที่หยิบของใกล้ แต่ใจก็กังวลในการต้องทำอาหารต้อนรับกองถ่ายทำฯ ทำให้ชีพจรเต้น 98 ครั้งต่อนาที เหนื่อย 7-8/10 

หลังการทำกิจกรรม ความดันโลหิต 118/69 (ค่าปกติ 120/80) ชีพจรเต้น 82 ครั้งต่อนาที

การแปรผลความมั่นใจในการจัดการความเครียดของคุณแม่ดร.ป๊อป คือ เรียนรู้การปรับท่าทางขณะทำกิจกรรมที่รู้สึกเหนื่อยได้มั่นในขึ้นและเข้าใจว่า ต้องนำไปฝึกฝนจนเปลี่ยนนิสัยประจำ และที่สำคัญต้องปรับจิตใจที่ยืดหยุ่นและไม่รู้สึกเร่งรีบจนเกินไป เหล่านี้คือ การปรับความเครียดเชิงลบ (ทำกิจกรรมเร็ว ใช้เวลารีบเร่ง และทำให้ใจร้อน) ให้กลายเป็นความเครียดเชิงบวก (ทำกิจกรรมสบายๆ ช้าๆ ตามศักยภาพ และทำให้ใจเย็นเป็นสุข) 

และที่สำคัญที่ผมได้เลือกคุณแม่ให้เป็นนางเอกของรายการนี้ เพราะคุณแม่มีประสบการณ์การจัดการความสุขหลังภาวะรูมาตอยส์ คลิกอ่านบันทึกการเป็นวิทยากรของคุณแม่ของผมที่นี่