...เพราะ...เธอช่วย...เติมเต็ม...ให้ชีวิต...


สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลของมนุษย์ คือ “สุนัข” ซึ่งนับว่า มีความสมเหตุสมผล เพราะ "สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์" ด้วยเหตุผล 6 ประการ ได้แก่ สุนัข รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข (1) เป็นเพื่อนคลายเหงา (2) ช่วยบำบัดทั้งจิตใจและร่างกาย (3) เข้าใจภาษาคน (4) เตือนอันตรายได้ (5) และ เป็นสุดยอดของบอร์ดี้การ์ด (6)

จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลของมนุษย์ คือ “สุนัข” ซึ่งนับว่า มีความสมเหตุสมผล เพราะ "สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์" ด้วยเหตุผล 6 ประการ ได้แก่ สุนัข รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข (1) เป็นเพื่อนคลายเหงา (2) ช่วยบำบัดทั้งจิตใจและร่างกาย (3) เข้าใจภาษาคน (4) เตือนอันตรายได้ (5) และ เป็นสุดยอดของบอร์ดี้การ์ด (6) ดังรายละเอียดในภาพล่าง (http://www.dogilike.com/content/dogcloseup/2647/) อนึ่ง Roger Caras ได้กล่าวถึงความสำคัญของสุนัขต่อมนุษย์ว่า “Dogs are not our whole life…but they make our lives whole.” (แม้สุนัขจะไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิต แต่ก็ช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตของเรา) ในบันทึกนี้ ผู้เขียนจะขอนำประสบการณ์ในการเลี้ยงสุนัขมากว่า 20 ปี มาสนับสนุนข้อความตามที่ได้กล่าวมา 

                                                              (ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet)

ช่วงเรียน ป.1-4 ผู้เขียนเห็นแม่เลี้ยงสุนัขพันธุ์พื้นบ้านสีน้ำตาล เพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าบ้าน เพราะตอนกลางวันทุกคนออกจากบ้านหมด ลูกๆ ไปเรียน แม่ไปสอน (พ่อเสียตอนผู้เขียนอายุประมาณ 4 ขวบ) แม่มีลูก 5 คน และหลาน 13 คน ในบรรดาลูกทั้ง 5 ของแม่ มีผู้เขียนเพียงคนเดียวที่เลี้ยงสุนัขเหมือนแม่ และในบรรดาหลานทั้ง 13 คนของแม่ ก็มีเพียงหลาน 2 คน คือ ลูกทั้งสองของผู้เขียน ที่เลี้ยงสุนัขเหมือนแม่และเหมือนยาย แต่มีจุดประสงค์ในการเลี้ยงต่างกัน

ผู้เขียนได้เลี้ยงสุนัขตัวแรกแบบไม่ตั้งใจในปี 2533 ที่ได้พาลูกทั้งสองที่กำลังเรียนชั้นประถมฯ เข้าไปอยู่ที่ “บ้านเรือนขวัญ” บ้านหลังแรกซึ่งได้จ้างเหมาปลูกสร้างเองบนที่ดินจัดสรรในซอย ห่างจากที่ทำงาน (วิทยาลัยครูอุบลฯ) ประมาณ 2 กม. (ลูกเป็นกำพร้าพ่อตอนคนโตอายุ 5 ขวบ คนเล็กอายุ 3 ขวบ 8 เดือน) ผู้เขียนได้ให้อาหารสุนัขตัวหนึ่งที่แวะมาหาอาหารที่บ้านทุกวัน ตอนหลังสุนัขดังกล่าวไม่ยอมกลับบ้าน ไปตามหาเจ้าของพบว่า เป็นชาวบ้านในซอยถัดไป เจ้าของบอกยกให้ผู้เขียนเลยเพราะมีสุนัขหลายตัว ผู้เขียนจึงตั้งชื่อให้เธอว่า “บุญหล่น” เพราะบุญหล่นทับเธอที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในที่ๆ มีการเลี้ยงดูที่ดีกว่าเดิม เลี้ยงมานานพอสมควรบุญหล่นหายไป ผู้เขียนตามหาอยู่ 2 วัน วันที่สามพบว่า เธอแอบไปคลอดลูก 2 ตัวที่ป่าข้างบ้าน ลูกตัวหนึ่งตาย ตัวที่สองรอด เลยตั้งชื่อให้ว่า “บุญรอด” จากนั้นผู้เขียนก็เลี้ยงสุนัขที่บ้านเรือนขวัญมาตามลำดับ ตั้งแต่ลูกๆ ออกจากบ้านไปเรียนระดับอุดมศึกษาที่ขอนแก่น และกรุงเทพฯ และเมื่อลูกสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทั้งสองคนก็ทำงานที่กรุงเทพฯ ผู้เขียนจึงต้องอยู่บ้านตามลำพังแต่นั้นมา โดยมีสุนัขทำหน้าที่เพื่อนที่ดีที่สุด 

ในปี 2548 ผู้เขียนและพ่อใหญ่สอ (ซึ่งเกษียณอายุราชการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ ในปี 2547) ได้ไปสร้าง “ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้” ที่หมู่บ้านของอำเภอวารินชำราบ ห่างจากบ้านเรือนขวัญประมาณ 45 กม. ต่อมา “แม่ลายดาว” ที่บ้านเรือนขวัญได้คลอดลูก 7 ตัว หลังลูกหย่านมไม่นาน ลายดาวมีอาการกินข้าวได้น้อยในเย็นวันหนึ่ง ผู้เขียนตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะพาไปหาหมอ แต่รุ่งเช้า พบว่า ลายดาวนอนตายโดยมีของเหลวไหลออกจากปาก พ่อใหญ่สอได้นำลูก ุ6 ตัวของลายดาวไปที่ฟาร์มโดยเลี้ยงไว้เอง 3 ตัว อีก  3 ตัวให้ชาวบ้านไป ส่วนตัวที่ 7 ที่เป็นเพศเมียและตัวเล็กสุด (แต่ก็ดูมีเชื้อมีแถวหน่อย) พ่อใหญ่สอ (ตาไม่ถึง) บอกให้แจกคนไปเลี้ยงแต่แรก เพราะเห็นว่าตัวเล็กไม่สมบูรณ์ แต่ผู้เขียนชอบที่สุดจึงเลี้ยงไว้เองโดยตั้งชื่อให้ว่า “ข้าวเหนียว” 3 ตัวของพ่อใหญ่สอผู้เขียนตั้งชื่อให้ว่า ข้าวคั่ว ข้าวตัง และข้าวต้ม ปรากฏว่า เกเรมากทุกตัวคือไล่กัดไก่ชาวบ้านที่เข้าไปหากินในฟาร์ม สอนไม่ได้ แกเลยให้คนไปทั้งหมด ผู้เขียนเลยต้องให้ “ข้าวเหนียว” ไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อใหญ่สอที่ฟาร์ม 

เมื่อโตขึ้น “ข้าวเหนียว” กลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพ่อใหญ่สอ เพราะในช่วงที่พ่อใหญ่สอนั่งเขียนแผนกิจกรรมประจำวันอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน  ข้าวเหนียวก็จะนอนรอ เมื่อพ่อใหญ่สอออกจากบ้านแล้วปั่นจักรยานไปจอดในจุดต่างๆ เพื่อทำงานในฟาร์ม (เนื้อที่ 10 ไร่) ข้าวเหนียวก็จะตามไป และไปนั่งรอนอนรอที่รถจักรยาน เวลาพ่อใหญ่สอเตรียมตัวจะขับรถออกจากฟาร์ม ข้าวเหนียวก็จะรีบกระโดดขึ้นท้ายรถ ขอตามไปด้วยทุกครั้งไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ผู้เขียนเลยตั้งฉายาให้ข้าวเหนียวว่า “องครักษ์พิทักษ์พ่อใหญ่สอ” พ่อใหญ่สอเองก็ดูจะรักเมตตาข้าวเหนียวเช่นกัน เห็นพูดจากับข้าวเหนียวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในขณะที่เวลาพูดกับผู้เขียนแกจะใช้น้ำเสียงแบบที่ชาวอีสานเรียกว่า “เหมือนกับไล่ปอบ”  ที่พูดนี่ไม่ได้อิจฉาข้าวเหนียวหรอกนะคะ กลับดีใจที่เธอช่วยให้พ่อใหญ่สอแสดงบทอ่อนโยนเป็น ข้าวเหนียวเป็นสุนัขขี้ตกใจ/กลัวเสียงดัง เวลาฟ้าร้องจะเข้าไปหลบในห้องน้ำทุกครั้ง มีอยู่คราวหนึ่ง ตอนที่เข้าเมืองไปอยู่ที่บ้านเรือนขวัญ ศาลเจ้าในชุมชนมีการจัดงานและจุดประทัดเสียงดังรัวเป็นเวลานาน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้ข้าวเหนียวตกใจหนีเตลิดเปิดเปิงไป เพราะข้าวเหนียวหายตัวไป ผู้เขียนและพ่อใหญ่สอตามหาทุกที่เป็นเวลา 3 วันก็ไม่พบ ตอนเช้าของทุกวัน ผู้เขียนจะเปิดประตูรั้วออกไปดูด้วยความหวังว่า จะเห็นข้าวเหนียวกลับมา ...6 วันผ่านไป ความหวังที่จะเจอข้าวเหนียวก็เริ่มลดน้อยลง แต่แล้วเมื่อ้ผู้เขียนเปิดประตูรั้วในเช้าวันที่ 7 ก็พบข้าวเหนียวรออยู่ที่หน้าประตู...เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนดีใจที่สุดในชีวิต... 

พ่อใหญ่สอจะเป็นคนขี้หลงขี้ลืม มีอยู่ครั้งหนึ่งแกขับรถจากฟาร์มเข้าเมืองโดยมีข้าวเหนียวตามไปด้วยเช่นทุกครั้ง ปกติแล้วแกจะนำข้าวเหนียวไปไว้ที่บ้านเรือนขวัญ ก่อนที่จะออกไปทำธุระต่างๆ บังเอิญวันนั้นผู้เขียนมีงานด่วนจึงทำงานอยู่บนบ้านโดยไม่ได้ลงไปดู พอตกเย็นพ่อใหญ่สอกลับไปที่บ้านและบอกว่าไม่รู้ข้าวเหนียวหายไปไหน ผู้เขียนถามว่า เห็นข้าวเหนียวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แกก็ตอบแบบมั่วๆ ว่า ก็ตอนที่มาถึงบ้าน (สายๆ ) นั่นแหละ ผู้เขียนจึงช่วยแกออกตามหาในซอยต่างๆ ก็ไม่เจอ แกบอกเลิกตามเถอะแต่ผู้เขียนไม่ยอม ถามแกว่า ก่อนมาที่บ้านไปแวะที่ไหนหรือเปล่า แกบอกว่าไปปะยางรถจักรยาน ผู้เขียนก็เลยให้แกขับรถไปที่ร้านดังกล่าว ซึ่งกำลังจะปิดร้านเพราะทุ่มครึ่งแล้ว ช่างที่ร้านบอกว่า พ่อใหญ่สอขับรถออกไปโดยไม่ได้นำสุนัข (ที่ลงจากรถ) ขึ้นรถกลับไปด้วย เรียกก็ไม่ได้ยิน ช่วงเที่ยงยังเห็นสุนัขเดินกลับไปกลับมาแต่ตอนหลังไม่เห็นแล้ว ผู้เขียนจึงเดินเรียกชื่อข้าวเหนียวไปตามถนน และเข้าไปในซอยถัดไป สักครู่ข้าวเหนียวก็วิ่งมาด้วยความเร็วและกระโดดเกาะผู้เขียนด้วยความตื่นเต้นดีใจ พอๆ กับผู้เขียนที่ก้มลงโอบกอดข้าวเหนียวด้วยความเวทนาว่า คงจะเสียขวัญและหิวข้าวกระหายน้ำ 

นอกจาก "ข้าวเหนียว" แล้ว "โมชิ" สุนัขของลูกสาว เป็นสุนัขอีกตัวที่ผู้เขียนเคยเลี้ยงดูและมีความผูกพัน จนนำมาเขียนบันทึกในชื่อเรื่อง ว่า "เรื่องนี้มีโมชิแสดงนำ" ดังตัวอย่าง "...โมชิได้มาเป็นลูกชายของหม่ามี้จ๊ะเอ๋ ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณยาย ก็เพราะวันนั้นหม่ามี้ไปเดินที่สวนจตุจักร แล้วได้สบตากับโมชิที่ส่งสายตาละห้อย จนหม่ามี้ใจอ่อนเลยขอให้คนขายนำโมชิออกจากกรงมาให้ดู หม่ามี้เห็นที่ขาของโมชิมีสะเก็ดแผลด้วย ก็ยิ่งสงสาร จึงตัดสินใจรับโมชิไปอยู่ด้วย..." ท่านที่สนใจเรื่องราวการผจญภัยของโมชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนั่งสายการบินไทยกลับกรุงเทพฯ ตามลำพัง ติดตามอ่านได้ที่ บันทึกที่เกี่ยวข้องข้างล่างนะครับ ใครที่ได้อ่านต่างก็บอกว่า รักโมชิและคุณยายมากขึ้นทั้งนั้นแหละครับ

...ทันทีที่ผู้เขียนกลับจากทัวร์ยุโรปในเดือนตุลาคม ปี 2555 (หลังเกษียณอายุราชการ) และได้โทรฯ ถามพ่อใหญ่สอถึงอาการของข้าวเหนียว พ่อใหญ่สอบอกด้วยเสียงต่ำๆ ว่า "ข้าวเหนียวไม่อยู่กับเราแล้ว..." ผู้เขียนรู้สึกเศร้าใจและเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ดูแลเธอในวาระสุดท้าย ก่อนนั้น พ่อใหญ่สอโทรฯ บอกว่า ข้าวเหนียวได้แต่นอนไม่ลุกขึ้นกินข้าว ผู้เขียนออกจากบ้านเรือนขวัญเข้าไปที่ฟาร์ม เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติของข้าวเหนียว พบว่า ใต้ท้องข้าวเหนียวผิดปกติ และบอกพ่อใหญ่สอว่า "เหมือนกับจะเป็นมะเร็ง" (ทั้งที่ไม่เคยเห็นมะเร็งในสัตว์) และบอกให้พ่อใหญ่สอพาข้าวเหนียวไปหาสัตวแพทย์ แกก็ไม่พาไปสักทีอ้างยังไม่ว่าง จนผู้เขียนต้องบังคับให้แกพาข้าวเหนียวเข้าเมือง แล้วช่วยกันอาบน้ำให้ เสร็จแล้วให้พ่อใหญ่นำข้าวเหนียวไปพบหมอ ก่อนที่ผู้เขียนจะไปต่างประเทศเพียงวันสองวัน แล้วสัตวแพทย์ก็บอกว่า ข้าวเหนียวเป็นมะเร็งจริงๆ และได้ให้การรักษาโดยการฉายแสง บอกว่า ต้องฉายแสง 3 ครั้ง ถ้าร่างกายของข้าวเหนียวทนต่อการฉายแสงไม่ได้ เธอก็จะอยู่ไม่ได้ วันรุ่งขึ้นซึ่งผู้เขียนไปอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยุโรป ได้โทรฯ ถามอาการของข้าวเหนียวหลังการฉายแสง พ่อใหญ่สอบอกว่าปกติดีทำให้ผู้เขียนเบาใจว่า เธอทนได้ แต่อีก 2 วันต่อมา หลังจากที่พ่อใหญ่สอกลับจากพบหมอที่รักษาตัวเอง ก็พบข้าวเหนียวนอนสิ้นลมอยู่ข้างบ้านซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนอยู่ที่อิตาลีและไม่ได้รับรู้...อนิจจา...ต่อแต่นี้จะไม่มีข้าวเหนียวอีกแล้ว...

พวกเราว่างเว้นการเลี้ยงสุนัขอยู่ไม่ถึงเดือน ก็มีคนคุ้นเคยถามว่าจะนำลูกสุนัขไปเลี้ยงไหม ผู้เขียนไปดูลูกสุนัขแล้วก็ตอบตกลง พ่อใหญ่สอให้เลือกสุนัขตัวเมียจะได้ไม่ไปไล่กัดไก่ ผู้เขียนจึงเลือกสุนัขหลังอานพันธุ์ทางสีดำแต้มขาวคล้ายกับข้าวเหนียว โดยตั้งชื่อให้ว่า "เฉาก๊วย" เพราะสีเหมือนเฉาก๊วยราดกะทิ แต่เฉาก๊วยมีบุคลิกตรงกันข้ามกับข้าวเหนียวทุกอย่าง คือ มีอาการไฮเปอร์ฯ เสื้อผ้าที่ตากไว้ที่ราวถูกกระโดดงับและดึงลงมาคลุกดินเสมอๆ และกัดทึ้งของทุกอย่าง เห่ากระโชกคนที่เข้าไปในฟาร์ม และไล่กัดไก่ จนพ่อใหญ่สอบอกจะไม่เลี้ยงแล้ว สุดท้ายลองแก้ปัญหาโดยล่ามโซ่และปล่อยเป็นระยะๆ พ่อใหญ่สอฉีดยาหมันให้เฉาก๊วยเหมือนกับที่ฉีดให้ข้าวเหนียว แต่ในวันที่ 28 มกราคม 2557 ผู้เขียนสังเกตเห็นเฉาก๊วยเหมือนจะตั้งท้อง พ่อใหญ่สอบอกไม่หรอกเพราะฉีดยาหมันให้แล้ว ผู้เขียนบอกว่าอีก 2 เดือนก็รู้กัน ปรากฏว่า ตื่นเช้ามาเจอเฉาก๊วยคลอดลูก 6 ตัว พ่อใหญ่สอซึ่งนอนไม่ค่อยหลับบอกว่า ได้ยินเสียงตั้งแต่ประมาณตีสองแล้ว ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจว่า จะเลี้ยงข้าวเปลือกและข้าวสาร ซึ่งเป็นสุนัขเพศผู้หลังอานพันธุ์ทางเหมือนแม่ (เจตนาเลือกสีให้ต่างจากสีดำขาวที่เคยเลี้ยงมา) แต่พ่อใหญ่สอบอกให้เลี้ยงแค่ตัวเดียว ก็คิดจะเลือกข้าวสารเลยติดตามดูการเจริญเติบโตและถ่ายรูปข้าวสารไว้เยอะเลย แต่พอคุณยายในหมู่บ้านไปขอ ทำไมให้ข้าวสารไปก็ไม่รู้ ก็เลยต้องเลี้ยง "ข้าวเปลือก" ส่วนตัวอื่นๆ ก็มีคนขอไปเลี้ยงทั้งหมด

"ข้าวเปลือก" ตะกละตะกลามมาก จัดอาหารให้คนละที่กับแม่ แต่กลับแย่งแม่กิน ตอนอายุ 2 เดือนแม่ไม่ยอม แต่ตอนนี้ (อายุ 3 เดือนพอดี) แม่กลับยอม สิ่งที่ผู้เขียนขัดใจ คือ วันไหนที่อากาศร้อนมากๆ ข้าวเปลือกจะมุุุดเข้าไปนอนในกอไม้ที่ปลูกไว้ทำให้เสียหาย ส่วนที่ชอบใจก็คือ "ฝึกได้" เวลาจะขอกินบอกให้รอจะนอนหมอบเรียบร้อยรออย่างสงบ ตอนนี้กำลังให้พ่อใหญ่สอฝึกให้กระโดดงับขนม (ดังภาพล่าง) และที่ผู้เขียนพอใจมากที่สุดก็คือ ข้าวเปลือกได้ช่วยทำหน้าที่บำบัดความเครียดให้กับพ่อใหญ่สอ (ซึ่งมีอุปนิสัยเป็นคนเครียด) เพราะในแต่ละช่วงเวลาของวัน แกจะมีโอกาสเล่นหัวกับข้าวเปลือก สร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี 

สำหรับลูกตั้มและนุกนิกเลี้ยงสุนัขถึง 3 ตัว ซึ่งรักและผูกพันกันมาก ผู้เขียนเห็นว่า เลี้ยงมากไปทำให้เป็นภาระ เวลาไปไหนมาไหนก็จะหอบหิ้วกันไปด้วย ทำให้เกิดความไม่สะดวก แต่ก็เป็นความสุขความพอใจของลูกๆ เขา…

วันที่ 30 เมษายน 2557 ลูกตั้มได้ไปทำเรื่องโอนบ้านที่ซื้อใหม่ (แบบจำนองกับธนาคาร) โดยจะให้ลูกเอ๋ย้ายไปอยู่ด้วยกัน แล้วปรับปรุงและประกาศขายห้องชุดที่ลูกตั้มซื้อเองและของลูกเอ๋ (ที่แม่ซื้อ)…ผู้เขียนมีความสุขมากที่ลูกทั้งสองจะได้ไปอยู่ด้วยกัน เพราะเป็นห่วงลูกเอ๋ที่อยู่ตามลำพัง ลูกทั้งสองพอใจบ้านใหม่มากเพราะอยู่ใกล้ทะเลสาบ มีไม้ใหญ่ บรรยากาศร่มรื่นและอากาศดี อีกอย่างที่ลูกเอ๋บอกชอบใจมาก ก็คือ ชั้นสองของบ้านมีที่ว่างที่ทำเป็นห้องพระได้ และมองเห็นเจดีย์วัดด้วย (เพราะเธอเป็นนักปฏิบัติธรรม แม้ดูจากรูปลักษณ์แล้วเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากัน) น้องพลอย หนูดี และบีเอ็ม ก็คงชอบใจเพราะมีบริเวณโล่งๆ กว้างๆ ให้วิ่งเล่น…(สำหรับโมชิไม่ได้อยู่กับหม่ามี้เอ๋แล้ว ซึ่งก็เป็นการดี เพราะสุนัข 2 เจ้านี้ไม่ลงรอยกัน)…ก็ขอให้มีความสุขทั้งคนทั้งน้องหมานะจ๊ะ...แล้วพบกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ลูกตั้มจะพาไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล นะจ๊ะ…



ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามามอบดอกไม้เป็นกำลังใจ และทักทายพูดคุยในบันทึกนี้  

                                                                  

หมายเลขบันทึก: 567062เขียนเมื่อ 30 เมษายน 2014 13:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 3 มิถุนายน 2014 04:55 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (27)

555

ขำคำพูดนี้ครับอาจารย์แม่

“เหมือนกับไล่ปอบ”

ผมมีสุนัขเลี้ยงวัวหลายตัว

แต่ยังไม่ได้เขียนเลยครับ

แต่ละตัวซนมาก

รอดูเมล็ดผักที่อาจารย์แม่เพาะครับ


เรียน อาจารย์ ค่ะ  .... ที่บ้าน มี

  - เจ้าแอ๋ว (แมวค่ะ)

  - เจ้าสีทองและเจ้าแจ้ (ไก่แจ้ค่ะ)

  - Brownน้อย (สุนัข สี่น้ำตาลค่ะ)


ทั้งหมดนี้ หนูรักหมดเลยค่ะ  .... ไม่มีพวกเขา ...หฯูเหงาค่ะ



* เล่าเรื่องน้องหมาน่ารัก...ได้รู้เรื่องดีๆของเจ้าของหมาด้วย...สะท้อนความสุขของการเป็นเพื่อนร่วมโลกนะคะ...

* พี่ใหญ่เล่าเรื่องสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน ว่างๆชวนไปอ่านที่บันทึกนี้ค่ะ

http://www.gotoknow.org/posts/566605

หาสัตว์เลี้ยงมาฝากอาจารย์แม่เจอแล้ว

555

http://www.gotoknow.org/posts/203213

สวัสดีครับคุณพี่

ผมไม่เคยชอบหมา ไม่เคยชอบแมว แต่ก็สงสารในฐานะเป็นเพื่อนร่วมโลก

อ่านเรื่องหมาของคุณพี่แล้ว ก็สงสารมากกว่าเดิม

คุณพี่ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ

DEAR ABBY: I'm a 43-year-old woman who has been in a relationship with a man I dated many years ago, "Charles." When we reconnected three years ago, I had a dog, "Frosty." One year into the relationship, Charles asked me to get rid of Frosty because he thinks dogs are unsanitary. I loved Frosty and kept him, but it caused all kinds of problems with my boyfriend.

When Charles and I moved in together three months ago, he insisted I get rid of Frosty and I caved. I miss my little friend so much it hurts. Memories of him are everywhere. I am able to get him back, but is it crazy that I would jeopardize my relationship because I want to keep my dog? -- IN THE DOGHOUSE

DEAR IN THE DOGHOUSE: I don't think it's crazy, and I'm sure my animal-loving readers -- who number in the millions -- would agree with me. People bond with their pets to such an extent that in the event of a natural disaster, some of them refuse to be separated from their companions.

That Charles would insist you get rid of Frosty shows extreme insensitivity for your feelings, in addition to disregard for your beloved pet in whom you had a significant emotional investment. Could Charles be jealous of the affection you have shown Frosty? Not knowing him, I can't guess. But if you are forced to choose between the two of them, you should seriously consider choosing the dog.

น่ารักมากมายครับกับบอร์ดี้การ์ส่วนตัวของครบครัวอาจารย์แม่

ขอบคุณ "ลูกขจิต" มากนะคะ ที่เข้ามาให้กำลังใจอาจารย์แม่ ในนาทีแรกที่อาจารย์แม่ลงบันทึก สำเนียงที่พ่อใหญ่สอเขาพูดกับอาจารย์แม่เหมือนตะคอกจริงๆ นะคะ (ซึ่งทางบ้านอาจารย์แม่เรียกการพูดแบบนี้ว่าเหมือนไล่ปอบ) แกบอกว่าเป็นธรรมชาติของแก ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว (พูดยังงั้นแสดงว่า แกจะไม่ปรับ แต่ให้เราเป็นฝ่ายปรับหูให้คุ้นชิน ซึ่งยังไงๆ อาจารย์แม่ก็ไม่ชินอยู่ดีค่ะ)

ลูกขจิตอุตส่าห์ไปตามหาเรื่องสัตว์เลี้ยง (วัว) ที่เขียนเมื่อ 6 ปีที่แล้วมาฝาก เจ้าด่างแปลกดีนะคะ อาจารย์แม่เคยเห็นแต่วัวสีล้วน แบบด่างเพิ่งจะเห็นนี่แหละค่ะ ที่ฟาร์มไอดินฯ พ่อใหญ่สอก็ตั้งใจจะเลี้ยงวัวแต่แรก เพราะได้สร้างคอกวัวเบ้อเริ่มเทิ่ม แต่แล้วก็ไม่กล้าเลี้ยงกลัวไปสารพัด วัวที่เห็นใน-นอกคอกให้คนสวนในอดีตเลี้ยงเป็นของตนเอง โดยลงทุนซื้อให้ 6 ตัว ใช้วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ในฟาร์มทั้งหมด บอกขายได้ค่อยเอาเงินมาคืน ปรากฏว่าเกือบ 10 ปีแล้วยังไม่ได้คืนเลย สิ่งที่ได้คือ ขี้วัว ค่ะ ตอนหลังแกก็คิดจะเลี้ยงเองอีก ลงทุนปลูกหญ้า ล้อมรั้วลวดหนามตลอดแนวสวนแก้วมังกรและมะนาว แล้วก็เปลี่ยนใจไม่เลี้ยงอีก ตอนนี้ก็รื้อรั้วออกทั้งหมด แบบนี้แกก็บอกเป็นเรื่องปกติ และให้อาจารย์แม่ต่องเห็นว่าเป็นเรื่องปกติตามแกให้ได้...เฮ้อ! เหนื่อยใจจริงๆ ค่ะ

อาจารย์แม่จำได้ว่า ลูกขจิตเคยลงภาพสุนัขที่ฟาร์ม รู้สึกจะสีน้ำตาล นานหลายปีแล้ว

อาจารย์แม่ยังไม่ได้เพาะเมล็ดพันธุ์นะคะ เพราะพ่อใหญ่สอต้องการให้นำไปปลูกที่บริเวณที่แกเตรียมไว้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะพร้อมเมื่อไหร่ ถ้าเพาะขึ้นแล้วจะนำภาพลงให้ดูนะคะ ขอขอบคุณอีกครั้งค่ะที่มีแ่ก่ใจส่งเมล็ดพันธู์ไปให้

...อยู่ที่นี่ได้เลี้ยงสุนัข ตัวแรก และตัวสุดท้าย ...รู้และเข้าใจดีว่าเมื่อสุนัขที่เราเลี้ยงตายความรู้สึกเป็นอย่างไร?...เรื่องราวของ "ข้าวเหนียว" อ่านแล้วรู้สึกเศร้า และสงสารมากๆนะคะ...

ขอบคุณ "Dr. Ple" มากนะคะ สำหรับดอกไม้กำลังใจ 

แหม! เลี้ยงถึง 3 ชนิดเลยนะคะ ทั้งเจ้าสี่ขา (ยอดนิยมอันดับ 1) เจ้าเหมียว (ยอดนิยมอันดับ 2) และไก่แจ้ เสียดายว่าไม่มีภาพให้ได้ชมนะคะ จากที่บอกมาก็เป็นการสนับสนุนว่า สัตว์เลี้ยงช่วยให้หายเหงาได้นะคะ

                  

ขอบพระคุณ "พี่ใหญ่" มากนะคะ สำหรับดอกไม้กำลังใจที่มอบให้น้อง

น้องได้เข้าไปอ่านบันทึกตามที่พี่ใหญ่เชิญชวนแล้วนะคะ อ่านแล้วมีความสุขมากค่ะ เพราะพี่ใหญ่มีวิธีการเล่าที่กลมกลืนลื่นไหล และทำให้รับรู้ได้ถึงจิตที่เมตตา น่านำไปเป็นแบบอย่างในวิธีคิดวิธีปฏิบัติในชีวิตประจำวันค่ะ 

"คุณน้องคนบ้านไกล" รู้ไหมคะว่า ตอนที่พี่เขียนบันทึกเรื่องนี้ พี่นึกถึงคุณน้องเป็นคนแรก เพราะหลายปีก่อน คุณน้องเคยแสดงออกว่า ไม่ชอบการเลี้ยงสุนัข แต่ในบันทึกนี้ พี่ดีใจที่คุณน้องบอกว่า "ผมไม่เคยชอบหมา ไม่เคยชอบแมว แต่ก็สงสารในฐานะเป็นเพื่อนร่วมโลก" พี่เข้าใจว่า การชอบ/ไม่ชอบเลี้ยงสุนัขมันเป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละบุคคล แต่การสงสารสุนัขเป็นจิตเมตตาที่น้องมีต่อสัตว์โลกที่เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ขอบคุณคุณน้องมากค่ะ ที่นำคำถามคำตอบ ปัญหาของคนรักหมามาให้อ่าน แบบนี้คงเข้ากับภาพและข้อความข้างล่างนะคะ

ขอบคุณ "คุณหมอทิมดาบ" มากนะคะ ที่แม้ในช่วงเวลาแห่งความกังวลใจ ยังมีกำลังใจมามอบให้  ไอดินฯ ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณหมอผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความกังวลใจ ไปได้ด้วยดีนะคะ

ขอบคุณมากนะคะ สำหรับกำลังใจจาก "น้อง ดร.พจนา" น้องบอกว่า "...อยู่ที่นี่ได้เลี้ยงสุนัข ตัวแรก และตัวสุดท้าย...".แสดงว่า  น้องเลี้ยงอยู่ตัวเดียวสินะคะ "...รู้และเข้าใจดีว่าเมื่อสุนัขที่เราเลี้ยงตายความรู้สึกเป็นอย่างไร?  ..เรื่องราวของ "ข้าวเหนียว" อ่านแล้วรู้สึกเศร้า และสงสารมากๆนะคะ..." ใช่ค่ะ ข้าวเหนียวน่าสงสารมาก ไม่เคยทำอะไรให้เดือดร้อนรำคาญใจ มีแต่สร้างความประทับใจ แต่แล้วก็ต้องมาจากไปแบบที่ไม่น่าจะเป็น...

พี่ซาบซึ้งใจมากค่ะ ที่ "น้อง ดร.พจนา" บอกจะส่งหนังสือเกี่ยวกับนกไปให้พี่ทางเรือ...ตื่นเต้นจังเลยค่ะ อยากจะเห็นจังว่าเรือหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าพี่มีมนต์คาถาจะขอให้ได้นั่งไปกับเรือลำนั้น

                                                                 

น่ารักมาก ๆ ทุกตัว  BM ดูซื่อ  หนูดีดูเรียบร้อย  น่าจะขี้อ้อนนะคะ

ขอบคุณ "ทพญ.ธิรัมภา" มากนะคะ ที่มาให้กำลังใจ ทักทายพูดคุย ที่คุณหมอบอกว่า "น่ารักมาก ๆ ทุกตัว BM ดูซื่อ หนูดีดูเรียบร้อย น่าจะขี้อ้อนนะคะ"  นั้น ยายไอดินฯ ขอเม้าท์ว่า BM  ที่คุณหมอบอกดูซื่อนั้น แอบทำพี่พลอยมีลูกมาแล้วนะคะ ดีว่าเพื่อนๆ ลูกตั้มและนุกนิกขอไปเลี้ยงทั้งหมด ส่วนหนูดีนั้นขี้อ้อนจริงค่ะ และชอบส่งเสียงแหลมเวลาขอของกิน

ยายไอดินฯ ได้อ่านบันทึกของคุณหมอเรื่องเงินเดือนติดลบ "...เริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ ออมสิน กรุงไทย ออกรถป้ายแดงกันจนโรงพยาบาลแทบที่จอดไม่พอ แล้วหนี้ก็ทบมากขึ้น เดี๋ยวแต่งงาน มีลูก การศึกษาของลูก ทางเดินชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไปหาได้มากเท่าไหร่ หากใช้จ่ายไม่สมดุลหรือใช้มากกว่า จะปล่อยให้เงินเดือนติดลบไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรือ วันนี้ยังไม่ทุจริต หรือเอาเวลาราชการไปหารายได้เพิ่ม ต้องกลับมาหารือในกรรมการชมรมโรงพยาบาลเรา กิจกรรมที่จะเชื่อมโยงแนวคิดพอเพียงได้ชัด ให้มีการวางแผนการเงิน เพื่อประโยชน์และความสุขตั้งแต่บัดนี้ ทั้งของตนเองและองค์กรใสสะอาด ปราศจากทุจริต" และอีกเรื่อง "...ปูชั้นวางด้วยกระดาษทิชชูแผ่นใหญ่ ดักแมลงตัวเล็ก เศษผงไว้ คราวหน้าจะทำความสะอาดง่ายมาก แค่เอาทิชชูออกทิ้ง ชั้นไม่ค่อยเปื้อน ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดนิดหน่อยก็สะอาดแล้ว ประหยัดพลังงาน ยืดเวลา ไม่ต้องล้างตู้เย็นครั้งใหญ่บ่อย ๆ ..." 

เรื่องแรกอยากให้ครูไทยข้าราชการกลุ่มใหญ่สุด และมีปัญหาหนี้สินมากที่สุดเพราะตกเป็นทาสนโยบายประชานิยม ได้นำไปปรับใช้แก้ปัญหาของตนเองบ้าง ส่วนเรื่องการดูแลตู้เย็น ยายไอดินฯ ขอนำไปใช้เองค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ขอบพระคุณอาจารย์แม่มากครับ

ที่เข้ามาแก้ไขข้อความให้ แก้ไขแล้วครับ

นักเรียนได้ฝึกใช้สมองทั้งสองซีกเลยนะครับ

วศิน สอบได้ที่ 3 ที่ สพม 9 คาดว่าจะบรรจุ แถวสุพรรณบุรี นครปฐมครับ

ส่วนกล้วยไข่สอบได้ที่ 4 ของ สพป สุพรรณบุรีเขต2 คาดวาจะบรรจุในเร็ววันนี้เช่นกันครับ

อาจารย์แม่ฝาก "ลูกขจิต " แสดงความยินดีกับ "ว่าที่ครูผู้ช่วยวศิน และ กล้วยไข่" ด้วยนะคะ เยี่ยมจริงๆ ได้ต้นแบบที่ดีอย่างลูกขจิตที่ได้ช่วยให้มีโอกาสสั่งสมทักษะ ประสบการณ์และจิตวิญญาณครูแบบเต็มเปี่ยม เช่นนี้ ดีใจแทนประเทศไทยจริงๆ ค่ะ ที่จะได้ครูดีครูเก่งเพิ่มอีก 2 คน (ตอนแรกเข้าใจว่า กล้วยไข่เรียนหลังวศิน 1 ปีค่ะ)

อยากให้สถาบันผลิตครูทั้งหลาย ได้นำรูปแบบการผลิตครูแบบที่ลูกขจิตทำอยู่ ไปใช้จังค่ะ ประเทศไทยจะได้มีครูดีครูเก่งเพิ่มขึ้นมากๆ หน่อย

ไหว้สาครับ..._/l\_ ตามมาขอบคุณครับอาจารย์...

ขอขอบคุณดอกไม้กำลังใจจาก "คุณวอญ่า" และ "รศ.ดร.ชยพร แอคะรัจน์

"    

ยินดีจ๊าดนักเจ๊า คุณ "พี่หนาน"

-สวัสดีครับอาจารย์แม่ไอดิน

-ตามมาอ่านเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับความรัก..ของเพื่่อร่วมโลกครับ

-สำหรับผมกับคนข้างกายแล้ว ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ใด ๆ ไว้เลย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหากแต่ว่าถ้าเลี้ยงไว้แล้วกลัวจะดูแลไม่ดีน่ะครับ

-แต่สมัยเด็ก ๆ ผมมีหมาชื่อ"เจ้าขวัญ..เป็นหมาที่เก่งมาก ๆครับ เป็นหมาตัวเมียที่ชอบไปนากับครอบครัวของผม จำได้ว่าเวลาแม่หากบตามท้องนา เจ้าขวัญจะช่วยไล่กบจากที่รก ๆ ให้กระโดดมาในนา..เราจึงสามารถจับกบได้มากทีเดียวครับ...แต่อยู่ได้ไม่นาน..เจ้าขวัญก็จากไปครับ..

-อีกตัวชื่อ"เจ้าโก้ง"เป็นหมาตัวผู้..ตัวนี้อยู่กับครอบครัวของผมนานมาก ๆ ครับ จำได้ว่าตอนที่พ่อผ่าน จอมดวง ได้จากเราไป วันที่เรานำศพของพ่อไปฌาปนกิจที่ป่าช้า "เจ้าโก้ง"ได้หายตัวไปหลายวันเลยครับ...พอเราไปที่ป่าช้าเพื่อเก็บกระดูกของพ่อ เราจึงเจอกับ"เจ้าโก้ง"นอนเฝ้าอยู่บริเวณนั้น...พอเสร็จพิธีต่าง ๆ"เจ้าโก้ง"ก็กลับมาบ้าน และอยู่กับครอบครัวของผมอีกนานหลายปี..ครับ..

-อ่านบันทึกนี้แล้วทำให้ผมได้คิดถึง"เจ้าขวัญ"กับ"เจ้าโก้ง"ขึ้นมาอีกครั้ง...ต้องขอขอบคุณบันทึกนี้มาก ๆครับ

ขอบคุณ "คุณเพชรน้ำหนึ่ง" มากนะคะ ที่มาให้กำลังใจอาจารย์แม่ไอดินฯ และเล่าเรื่อง "นังขวัญ : สุนัขช่วยหากบ" และ "เจ้าโก้ง : สุนัขรักเจ้าของ" ให้ฟัง ทั้งสองตัวน่าประทับใจมากค่ะ

การที่เราไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพราะกลัวดูแลได้ไม่ดีน่ะ ดีแล้วค่ะ ลูกสาวอาจารย์แม่ก็บอกว่า เลี้ยงเขาก็ต้องดูแลเขาให้ดี

อาจารย์แม่ตามไปดูการแข่งขันผลิตข้าวซ้อมมือที่ Blog คุณเพชรแล้วนะคะ ตอนเด็กๆ อาจารย์แม่กับพี่สาวสองคนเคยลองตำข้าวด้วยครกกระเดื่องใต้ถุนบ้านป้าดังภาพล่างซ้าย เพราะนึกสนุก ปรากฏว่า กว่าจะได้ข้าวมาต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ นอกจากครกกระเดื่อง ก็เห็นชาวบ้านใช้อุปกรณ์แบบที่คุณ "ยายธี" มอบให้กับ รร.บ้านผือ ดังภาพกลาง ปัจจุบันมีการผลิตครกกระเดื่องไฟฟ้าแล้ว 


กิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์วิถีชีวิตพื้นบ้าน ที่คุณเพชรฯ นำเสนอ มีคุณค่าด้านจิตใจและด้านมานุษยวิทยา-สังคมวิทยามากนะคะ


ขอบคุณมากนะคะ สำหรับดอกไม้กำลังใจจาก "คุณสามสัก"  ยายไอดินฯ จะพยายามตอบคำถามจากบันทึกของคุณสามสัก และขออนุญาตนำภาพล่าง ไปประกอบบันทึกเรื่องต่อไปด้วยนะคะ

มาแสดงความยินดีกับอาจารย์แม่ที่ได้รับรางวัลครับ

ประกาศชื่อผู้ได้รับเสื้อยืด GotoKnow Easy Summer ครั้งที่ 2 และ 3

ผักอาจารย์แม่งอกหรือยังครับ

ขอบคุณ "ลูกขจิต" มากนะคะ ที่กรุณาเข้ามาแจ้งเรื่องรางวัลที่อาจารย์แม่ได้รับ ตามดูประกาศผลอยู่นาน มาประกาศเอาตอนที่ไม่ได้ตามนี่เองนะคะ เลยเพิ่งจะทราบจากที่ลูกขจิตบอกนี่ล่ะค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ที่อาจารย์แม่เพิ่งย้อนกลับมาดูบันทึกนี้ เลยเพิ่งได้ตอบ 

นำภาพเมล็ดผักที่เพาะมาให้ดูค่ะ เป็นภาพที่จะนำลงในบันทึกใหม่ด้วยนะคะ (ซึ่งลูกขจิตคงทราบแล้วจากอนุทิน) ขอบคุณอีกครั้งสำหรับน้ำใจที่มีให้อาจารย์แม่ตลอด  

  • ผมส่งของมาให้ตั้งแต่ 19 พค ไม่ทราบว่าได้รับหรือยัง
  • หากยังไม่ได้รับ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยน๊ะครับ จักขอบคุณมาก

ขอบคุณมากนะคะ ได้รับของที่ระลึกเมื่อ 27 พ.ค. 2557 พวงกุญแจออกแบบได้น่ารักมากค่ะ


อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี