สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลของมนุษย์ คือ “สุนัข” ซึ่งนับว่า มีความสมเหตุสมผล เพราะ "สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์" ด้วยเหตุผล 6 ประการ ได้แก่ สุนัข รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข (1) เป็นเพื่อนคลายเหงา (2) ช่วยบำบัดทั้งจิตใจและร่างกาย (3) เข้าใจภาษาคน (4) เตือนอันตรายได้ (5) และ เป็นสุดยอดของบอร์ดี้การ์ด (6)

จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลของมนุษย์ คือ “สุนัข” ซึ่งนับว่า มีความสมเหตุสมผล เพราะ "สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์" ด้วยเหตุผล 6 ประการ ได้แก่ สุนัข รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข (1) เป็นเพื่อนคลายเหงา (2) ช่วยบำบัดทั้งจิตใจและร่างกาย (3) เข้าใจภาษาคน (4) เตือนอันตรายได้ (5) และ เป็นสุดยอดของบอร์ดี้การ์ด (6) ดังรายละเอียดในภาพล่าง (http://www.dogilike.com/content/dogcloseup/2647/) อนึ่ง Roger Caras ได้กล่าวถึงความสำคัญของสุนัขต่อมนุษย์ว่า “Dogs are not our whole life…but they make our lives whole.” (แม้สุนัขจะไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิต แต่ก็ช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตของเรา) ในบันทึกนี้ ผู้เขียนจะขอนำประสบการณ์ในการเลี้ยงสุนัขมากว่า 20 ปี มาสนับสนุนข้อความตามที่ได้กล่าวมา 

                                                              (ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet)

ช่วงเรียน ป.1-4 ผู้เขียนเห็นแม่เลี้ยงสุนัขพันธุ์พื้นบ้านสีน้ำตาล เพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าบ้าน เพราะตอนกลางวันทุกคนออกจากบ้านหมด ลูกๆ ไปเรียน แม่ไปสอน (พ่อเสียตอนผู้เขียนอายุประมาณ 4 ขวบ) แม่มีลูก 5 คน และหลาน 13 คน ในบรรดาลูกทั้ง 5 ของแม่ มีผู้เขียนเพียงคนเดียวที่เลี้ยงสุนัขเหมือนแม่ และในบรรดาหลานทั้ง 13 คนของแม่ ก็มีเพียงหลาน 2 คน คือ ลูกทั้งสองของผู้เขียน ที่เลี้ยงสุนัขเหมือนแม่และเหมือนยาย แต่มีจุดประสงค์ในการเลี้ยงต่างกัน

ผู้เขียนได้เลี้ยงสุนัขตัวแรกแบบไม่ตั้งใจในปี 2533 ที่ได้พาลูกทั้งสองที่กำลังเรียนชั้นประถมฯ เข้าไปอยู่ที่ “บ้านเรือนขวัญ” บ้านหลังแรกซึ่งได้จ้างเหมาปลูกสร้างเองบนที่ดินจัดสรรในซอย ห่างจากที่ทำงาน (วิทยาลัยครูอุบลฯ) ประมาณ 2 กม. (ลูกเป็นกำพร้าพ่อตอนคนโตอายุ 5 ขวบ คนเล็กอายุ 3 ขวบ 8 เดือน) ผู้เขียนได้ให้อาหารสุนัขตัวหนึ่งที่แวะมาหาอาหารที่บ้านทุกวัน ตอนหลังสุนัขดังกล่าวไม่ยอมกลับบ้าน ไปตามหาเจ้าของพบว่า เป็นชาวบ้านในซอยถัดไป เจ้าของบอกยกให้ผู้เขียนเลยเพราะมีสุนัขหลายตัว ผู้เขียนจึงตั้งชื่อให้เธอว่า “บุญหล่น” เพราะบุญหล่นทับเธอที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในที่ๆ มีการเลี้ยงดูที่ดีกว่าเดิม เลี้ยงมานานพอสมควรบุญหล่นหายไป ผู้เขียนตามหาอยู่ 2 วัน วันที่สามพบว่า เธอแอบไปคลอดลูก 2 ตัวที่ป่าข้างบ้าน ลูกตัวหนึ่งตาย ตัวที่สองรอด เลยตั้งชื่อให้ว่า “บุญรอด” จากนั้นผู้เขียนก็เลี้ยงสุนัขที่บ้านเรือนขวัญมาตามลำดับ ตั้งแต่ลูกๆ ออกจากบ้านไปเรียนระดับอุดมศึกษาที่ขอนแก่น และกรุงเทพฯ และเมื่อลูกสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทั้งสองคนก็ทำงานที่กรุงเทพฯ ผู้เขียนจึงต้องอยู่บ้านตามลำพังแต่นั้นมา โดยมีสุนัขทำหน้าที่เพื่อนที่ดีที่สุด 

ในปี 2548 ผู้เขียนและพ่อใหญ่สอ (ซึ่งเกษียณอายุราชการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ ในปี 2547) ได้ไปสร้าง “ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้” ที่หมู่บ้านของอำเภอวารินชำราบ ห่างจากบ้านเรือนขวัญประมาณ 45 กม. ต่อมา “แม่ลายดาว” ที่บ้านเรือนขวัญได้คลอดลูก 7 ตัว หลังลูกหย่านมไม่นาน ลายดาวมีอาการกินข้าวได้น้อยในเย็นวันหนึ่ง ผู้เขียนตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะพาไปหาหมอ แต่รุ่งเช้า พบว่า ลายดาวนอนตายโดยมีของเหลวไหลออกจากปาก พ่อใหญ่สอได้นำลูก ุ6 ตัวของลายดาวไปที่ฟาร์มโดยเลี้ยงไว้เอง 3 ตัว อีก  3 ตัวให้ชาวบ้านไป ส่วนตัวที่ 7 ที่เป็นเพศเมียและตัวเล็กสุด (แต่ก็ดูมีเชื้อมีแถวหน่อย) พ่อใหญ่สอ (ตาไม่ถึง) บอกให้แจกคนไปเลี้ยงแต่แรก เพราะเห็นว่าตัวเล็กไม่สมบูรณ์ แต่ผู้เขียนชอบที่สุดจึงเลี้ยงไว้เองโดยตั้งชื่อให้ว่า “ข้าวเหนียว” 3 ตัวของพ่อใหญ่สอผู้เขียนตั้งชื่อให้ว่า ข้าวคั่ว ข้าวตัง และข้าวต้ม ปรากฏว่า เกเรมากทุกตัวคือไล่กัดไก่ชาวบ้านที่เข้าไปหากินในฟาร์ม สอนไม่ได้ แกเลยให้คนไปทั้งหมด ผู้เขียนเลยต้องให้ “ข้าวเหนียว” ไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อใหญ่สอที่ฟาร์ม 

เมื่อโตขึ้น “ข้าวเหนียว” กลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพ่อใหญ่สอ เพราะในช่วงที่พ่อใหญ่สอนั่งเขียนแผนกิจกรรมประจำวันอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน  ข้าวเหนียวก็จะนอนรอ เมื่อพ่อใหญ่สอออกจากบ้านแล้วปั่นจักรยานไปจอดในจุดต่างๆ เพื่อทำงานในฟาร์ม (เนื้อที่ 10 ไร่) ข้าวเหนียวก็จะตามไป และไปนั่งรอนอนรอที่รถจักรยาน เวลาพ่อใหญ่สอเตรียมตัวจะขับรถออกจากฟาร์ม ข้าวเหนียวก็จะรีบกระโดดขึ้นท้ายรถ ขอตามไปด้วยทุกครั้งไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ผู้เขียนเลยตั้งฉายาให้ข้าวเหนียวว่า “องครักษ์พิทักษ์พ่อใหญ่สอ” พ่อใหญ่สอเองก็ดูจะรักเมตตาข้าวเหนียวเช่นกัน เห็นพูดจากับข้าวเหนียวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในขณะที่เวลาพูดกับผู้เขียนแกจะใช้น้ำเสียงแบบที่ชาวอีสานเรียกว่า “เหมือนกับไล่ปอบ”  ที่พูดนี่ไม่ได้อิจฉาข้าวเหนียวหรอกนะคะ กลับดีใจที่เธอช่วยให้พ่อใหญ่สอแสดงบทอ่อนโยนเป็น ข้าวเหนียวเป็นสุนัขขี้ตกใจ/กลัวเสียงดัง เวลาฟ้าร้องจะเข้าไปหลบในห้องน้ำทุกครั้ง มีอยู่คราวหนึ่ง ตอนที่เข้าเมืองไปอยู่ที่บ้านเรือนขวัญ ศาลเจ้าในชุมชนมีการจัดงานและจุดประทัดเสียงดังรัวเป็นเวลานาน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้ข้าวเหนียวตกใจหนีเตลิดเปิดเปิงไป เพราะข้าวเหนียวหายตัวไป ผู้เขียนและพ่อใหญ่สอตามหาทุกที่เป็นเวลา 3 วันก็ไม่พบ ตอนเช้าของทุกวัน ผู้เขียนจะเปิดประตูรั้วออกไปดูด้วยความหวังว่า จะเห็นข้าวเหนียวกลับมา ...6 วันผ่านไป ความหวังที่จะเจอข้าวเหนียวก็เริ่มลดน้อยลง แต่แล้วเมื่อ้ผู้เขียนเปิดประตูรั้วในเช้าวันที่ 7 ก็พบข้าวเหนียวรออยู่ที่หน้าประตู...เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนดีใจที่สุดในชีวิต... 

พ่อใหญ่สอจะเป็นคนขี้หลงขี้ลืม มีอยู่ครั้งหนึ่งแกขับรถจากฟาร์มเข้าเมืองโดยมีข้าวเหนียวตามไปด้วยเช่นทุกครั้ง ปกติแล้วแกจะนำข้าวเหนียวไปไว้ที่บ้านเรือนขวัญ ก่อนที่จะออกไปทำธุระต่างๆ บังเอิญวันนั้นผู้เขียนมีงานด่วนจึงทำงานอยู่บนบ้านโดยไม่ได้ลงไปดู พอตกเย็นพ่อใหญ่สอกลับไปที่บ้านและบอกว่าไม่รู้ข้าวเหนียวหายไปไหน ผู้เขียนถามว่า เห็นข้าวเหนียวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แกก็ตอบแบบมั่วๆ ว่า ก็ตอนที่มาถึงบ้าน (สายๆ ) นั่นแหละ ผู้เขียนจึงช่วยแกออกตามหาในซอยต่างๆ ก็ไม่เจอ แกบอกเลิกตามเถอะแต่ผู้เขียนไม่ยอม ถามแกว่า ก่อนมาที่บ้านไปแวะที่ไหนหรือเปล่า แกบอกว่าไปปะยางรถจักรยาน ผู้เขียนก็เลยให้แกขับรถไปที่ร้านดังกล่าว ซึ่งกำลังจะปิดร้านเพราะทุ่มครึ่งแล้ว ช่างที่ร้านบอกว่า พ่อใหญ่สอขับรถออกไปโดยไม่ได้นำสุนัข (ที่ลงจากรถ) ขึ้นรถกลับไปด้วย เรียกก็ไม่ได้ยิน ช่วงเที่ยงยังเห็นสุนัขเดินกลับไปกลับมาแต่ตอนหลังไม่เห็นแล้ว ผู้เขียนจึงเดินเรียกชื่อข้าวเหนียวไปตามถนน และเข้าไปในซอยถัดไป สักครู่ข้าวเหนียวก็วิ่งมาด้วยความเร็วและกระโดดเกาะผู้เขียนด้วยความตื่นเต้นดีใจ พอๆ กับผู้เขียนที่ก้มลงโอบกอดข้าวเหนียวด้วยความเวทนาว่า คงจะเสียขวัญและหิวข้าวกระหายน้ำ 

นอกจาก "ข้าวเหนียว" แล้ว "โมชิ" สุนัขของลูกสาว เป็นสุนัขอีกตัวที่ผู้เขียนเคยเลี้ยงดูและมีความผูกพัน จนนำมาเขียนบันทึกในชื่อเรื่อง ว่า "เรื่องนี้มีโมชิแสดงนำ" ดังตัวอย่าง "...โมชิได้มาเป็นลูกชายของหม่ามี้จ๊ะเอ๋ ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณยาย ก็เพราะวันนั้นหม่ามี้ไปเดินที่สวนจตุจักร แล้วได้สบตากับโมชิที่ส่งสายตาละห้อย จนหม่ามี้ใจอ่อนเลยขอให้คนขายนำโมชิออกจากกรงมาให้ดู หม่ามี้เห็นที่ขาของโมชิมีสะเก็ดแผลด้วย ก็ยิ่งสงสาร จึงตัดสินใจรับโมชิไปอยู่ด้วย..." ท่านที่สนใจเรื่องราวการผจญภัยของโมชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนั่งสายการบินไทยกลับกรุงเทพฯ ตามลำพัง ติดตามอ่านได้ที่ บันทึกที่เกี่ยวข้องข้างล่างนะครับ ใครที่ได้อ่านต่างก็บอกว่า รักโมชิและคุณยายมากขึ้นทั้งนั้นแหละครับ

...ทันทีที่ผู้เขียนกลับจากทัวร์ยุโรปในเดือนตุลาคม ปี 2555 (หลังเกษียณอายุราชการ) และได้โทรฯ ถามพ่อใหญ่สอถึงอาการของข้าวเหนียว พ่อใหญ่สอบอกด้วยเสียงต่ำๆ ว่า "ข้าวเหนียวไม่อยู่กับเราแล้ว..." ผู้เขียนรู้สึกเศร้าใจและเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ดูแลเธอในวาระสุดท้าย ก่อนนั้น พ่อใหญ่สอโทรฯ บอกว่า ข้าวเหนียวได้แต่นอนไม่ลุกขึ้นกินข้าว ผู้เขียนออกจากบ้านเรือนขวัญเข้าไปที่ฟาร์ม เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติของข้าวเหนียว พบว่า ใต้ท้องข้าวเหนียวผิดปกติ และบอกพ่อใหญ่สอว่า "เหมือนกับจะเป็นมะเร็ง" (ทั้งที่ไม่เคยเห็นมะเร็งในสัตว์) และบอกให้พ่อใหญ่สอพาข้าวเหนียวไปหาสัตวแพทย์ แกก็ไม่พาไปสักทีอ้างยังไม่ว่าง จนผู้เขียนต้องบังคับให้แกพาข้าวเหนียวเข้าเมือง แล้วช่วยกันอาบน้ำให้ เสร็จแล้วให้พ่อใหญ่นำข้าวเหนียวไปพบหมอ ก่อนที่ผู้เขียนจะไปต่างประเทศเพียงวันสองวัน แล้วสัตวแพทย์ก็บอกว่า ข้าวเหนียวเป็นมะเร็งจริงๆ และได้ให้การรักษาโดยการฉายแสง บอกว่า ต้องฉายแสง 3 ครั้ง ถ้าร่างกายของข้าวเหนียวทนต่อการฉายแสงไม่ได้ เธอก็จะอยู่ไม่ได้ วันรุ่งขึ้นซึ่งผู้เขียนไปอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยุโรป ได้โทรฯ ถามอาการของข้าวเหนียวหลังการฉายแสง พ่อใหญ่สอบอกว่าปกติดีทำให้ผู้เขียนเบาใจว่า เธอทนได้ แต่อีก 2 วันต่อมา หลังจากที่พ่อใหญ่สอกลับจากพบหมอที่รักษาตัวเอง ก็พบข้าวเหนียวนอนสิ้นลมอยู่ข้างบ้านซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนอยู่ที่อิตาลีและไม่ได้รับรู้...อนิจจา...ต่อแต่นี้จะไม่มีข้าวเหนียวอีกแล้ว...

พวกเราว่างเว้นการเลี้ยงสุนัขอยู่ไม่ถึงเดือน ก็มีคนคุ้นเคยถามว่าจะนำลูกสุนัขไปเลี้ยงไหม ผู้เขียนไปดูลูกสุนัขแล้วก็ตอบตกลง พ่อใหญ่สอให้เลือกสุนัขตัวเมียจะได้ไม่ไปไล่กัดไก่ ผู้เขียนจึงเลือกสุนัขหลังอานพันธุ์ทางสีดำแต้มขาวคล้ายกับข้าวเหนียว โดยตั้งชื่อให้ว่า "เฉาก๊วย" เพราะสีเหมือนเฉาก๊วยราดกะทิ แต่เฉาก๊วยมีบุคลิกตรงกันข้ามกับข้าวเหนียวทุกอย่าง คือ มีอาการไฮเปอร์ฯ เสื้อผ้าที่ตากไว้ที่ราวถูกกระโดดงับและดึงลงมาคลุกดินเสมอๆ และกัดทึ้งของทุกอย่าง เห่ากระโชกคนที่เข้าไปในฟาร์ม และไล่กัดไก่ จนพ่อใหญ่สอบอกจะไม่เลี้ยงแล้ว สุดท้ายลองแก้ปัญหาโดยล่ามโซ่และปล่อยเป็นระยะๆ พ่อใหญ่สอฉีดยาหมันให้เฉาก๊วยเหมือนกับที่ฉีดให้ข้าวเหนียว แต่ในวันที่ 28 มกราคม 2557 ผู้เขียนสังเกตเห็นเฉาก๊วยเหมือนจะตั้งท้อง พ่อใหญ่สอบอกไม่หรอกเพราะฉีดยาหมันให้แล้ว ผู้เขียนบอกว่าอีก 2 เดือนก็รู้กัน ปรากฏว่า ตื่นเช้ามาเจอเฉาก๊วยคลอดลูก 6 ตัว พ่อใหญ่สอซึ่งนอนไม่ค่อยหลับบอกว่า ได้ยินเสียงตั้งแต่ประมาณตีสองแล้ว ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจว่า จะเลี้ยงข้าวเปลือกและข้าวสาร ซึ่งเป็นสุนัขเพศผู้หลังอานพันธุ์ทางเหมือนแม่ (เจตนาเลือกสีให้ต่างจากสีดำขาวที่เคยเลี้ยงมา) แต่พ่อใหญ่สอบอกให้เลี้ยงแค่ตัวเดียว ก็คิดจะเลือกข้าวสารเลยติดตามดูการเจริญเติบโตและถ่ายรูปข้าวสารไว้เยอะเลย แต่พอคุณยายในหมู่บ้านไปขอ ทำไมให้ข้าวสารไปก็ไม่รู้ ก็เลยต้องเลี้ยง "ข้าวเปลือก" ส่วนตัวอื่นๆ ก็มีคนขอไปเลี้ยงทั้งหมด

"ข้าวเปลือก" ตะกละตะกลามมาก จัดอาหารให้คนละที่กับแม่ แต่กลับแย่งแม่กิน ตอนอายุ 2 เดือนแม่ไม่ยอม แต่ตอนนี้ (อายุ 3 เดือนพอดี) แม่กลับยอม สิ่งที่ผู้เขียนขัดใจ คือ วันไหนที่อากาศร้อนมากๆ ข้าวเปลือกจะมุุุดเข้าไปนอนในกอไม้ที่ปลูกไว้ทำให้เสียหาย ส่วนที่ชอบใจก็คือ "ฝึกได้" เวลาจะขอกินบอกให้รอจะนอนหมอบเรียบร้อยรออย่างสงบ ตอนนี้กำลังให้พ่อใหญ่สอฝึกให้กระโดดงับขนม (ดังภาพล่าง) และที่ผู้เขียนพอใจมากที่สุดก็คือ ข้าวเปลือกได้ช่วยทำหน้าที่บำบัดความเครียดให้กับพ่อใหญ่สอ (ซึ่งมีอุปนิสัยเป็นคนเครียด) เพราะในแต่ละช่วงเวลาของวัน แกจะมีโอกาสเล่นหัวกับข้าวเปลือก สร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี 

สำหรับลูกตั้มและนุกนิกเลี้ยงสุนัขถึง 3 ตัว ซึ่งรักและผูกพันกันมาก ผู้เขียนเห็นว่า เลี้ยงมากไปทำให้เป็นภาระ เวลาไปไหนมาไหนก็จะหอบหิ้วกันไปด้วย ทำให้เกิดความไม่สะดวก แต่ก็เป็นความสุขความพอใจของลูกๆ เขา…

วันที่ 30 เมษายน 2557 ลูกตั้มได้ไปทำเรื่องโอนบ้านที่ซื้อใหม่ (แบบจำนองกับธนาคาร) โดยจะให้ลูกเอ๋ย้ายไปอยู่ด้วยกัน แล้วปรับปรุงและประกาศขายห้องชุดที่ลูกตั้มซื้อเองและของลูกเอ๋ (ที่แม่ซื้อ)…ผู้เขียนมีความสุขมากที่ลูกทั้งสองจะได้ไปอยู่ด้วยกัน เพราะเป็นห่วงลูกเอ๋ที่อยู่ตามลำพัง ลูกทั้งสองพอใจบ้านใหม่มากเพราะอยู่ใกล้ทะเลสาบ มีไม้ใหญ่ บรรยากาศร่มรื่นและอากาศดี อีกอย่างที่ลูกเอ๋บอกชอบใจมาก ก็คือ ชั้นสองของบ้านมีที่ว่างที่ทำเป็นห้องพระได้ และมองเห็นเจดีย์วัดด้วย (เพราะเธอเป็นนักปฏิบัติธรรม แม้ดูจากรูปลักษณ์แล้วเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากัน) น้องพลอย หนูดี และบีเอ็ม ก็คงชอบใจเพราะมีบริเวณโล่งๆ กว้างๆ ให้วิ่งเล่น…(สำหรับโมชิไม่ได้อยู่กับหม่ามี้เอ๋แล้ว ซึ่งก็เป็นการดี เพราะสุนัข 2 เจ้านี้ไม่ลงรอยกัน)…ก็ขอให้มีความสุขทั้งคนทั้งน้องหมานะจ๊ะ...แล้วพบกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ลูกตั้มจะพาไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล นะจ๊ะ…



ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามามอบดอกไม้เป็นกำลังใจ และทักทายพูดคุยในบันทึกนี้