๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นอีกวันที่ผมมีภารกิจการปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “การบริการที่ดี” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
อันที่จริง ผมไม่ได้จัดเจนเรื่องของ “ศาสตร์และศิลป์” ของการเป็น “นักบริการที่ดี” เสียเท่าไหร่หรอกนะครับ ถนัดแนวการถอดบทเรียน การเขียนงาน หรือจัดกระบวนการเรียนรู้อื่นๆ เสียมากกว่า
แต่ด้วยความที่ว่ารู้จักมักคุ้นและให้ความเคารพต่อผู้บริหารที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง เลยต้องไป “ช่วยงาน” และร่วม “เรียนรู้” ไปในตัว
ภาคเช้าเวลาคลาดเคลื่อนไปพอสมควร
แทนที่ผมจะได้บรรยายกรอบแนวคิด หรือทฤษฎีนำร่องสักเล็กน้อย เพื่อปูทาง ปูพรมเข้าสู่กระบวนการในภาคบ่าย
แต่กลับกลายต้องปรับกระบวนกลยุทธใหม่ ด้วยการโยกไปภาคบ่ายทั้งหมด โดยบูรณาการเรื่องทฤษฎีให้เนียนอยู่ในกระบวนการแทน แล้วค่อยสรุปขมวดประเด็นอีกที
ภาคบ่าย – โยกจากห้องบรรยายมาเป็นห้องโล่ง
ผมทำการบ้านล่วงหน้ามาบ้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกลุ่มผู้เข้าร่วมที่มาจาก “กองกลาง” ว่าประกอบด้วยใครบ้าง อาทิ หัวหน้างาน นักวิชาการ คนสวน รปภ. พนักงานขับรถ ฯลฯ
และนั่นยังรวมถึงการประเมินว่าผู้เข้าร่วมเคยคุ้นชินกับกิจกรรมปฏิบัติการ หรือกระบวนการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งข้อมูลที่ได้กลับมาคือ “ยังไม่คุ้นเคย ส่วนใหญ่เคยชินกับการนั่งฟังบรรยายเสียมากกว่า”
ครับ – กรณีเช่นนี้ก็ถือเป็นโจทย์ของวิทยากรอย่างผมที่ต้องสร้างความเข้าใจ สร้างการร่วมมือในการเปิดพื้นที่แห่งใจเรียนรู้ไปด้วยกัน ทั้งในมิติการเรียนรู้ร่วมกับผม การเรียนรู้ตัวเอง และการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน
ในเวทีที่ว่านั้น ผมเปิดเวทีผ่านกิจกรรม “สำรวจความสุขภายในองค์กร”
เพราะเชื่อ (เอง) ว่า การจะเป็นนักบริการที่ดี ควรต้องหยั่งรู้ถึง “บทบาทและสถานะ” ของตนเองเสียก่อน รวมถึงการสำรวจ “ทุนอันเข้มแข็งในองค์กร” ว่ามีอะไรบ้าง
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีความนัยสำคัญคือ “ปัจจัย” ที่ผมเชื่อว่าเป็นตัวเคลื่อนหนุนให้เกิดสภาวะการบริการที่ดี หรือการเป็นนักบริการที่ดี
ผมใช้เวลาไม่นานนักกับกิจกรรมเปิดตัว (ประมาณ ๑๕ นาที) ให้แต่ละคนได้เขียนถึง “ความสุขในองค์กร” ออกมาตามความเป็นจริง
จากนั้นจึงเปิดพื้นที่ให้คุยกันเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ
เป็นการพูดคุยเพื่อกระชับพื้นที่ให้แต่ละคนขยับเข้าใกล้กันไปพรางๆ
จากนั้นจึงเก็บเอกสารคืนจากทุกคน เพื่อมาประมวลในภาพรวมอีกครั้ง แล้วสะท้อนคืนกลับให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกันถึงมิติ “ความสุขภายในองค์กร” (กองกลาง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม)
สำหรับการประมวลผลข้อมูลอันเป็น “ความสุข” นั้น ผมจัดหมวดหมู่เป็นกลุ่มๆ เช่น คนสวน,กลุ่มผู้รักษาความปลอดภัย,กลุ่มพนักงานขับรถ,กลุ่มแม่บ้าน,กลุ่มนักวิชาการ,กลุ่มงานสารบรรณ ฯลฯ ซึ่งคำสำคัญที่ทุกกลุ่มสื่อสารตรงกัน คือ “ความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก”
ครับ, นี่คือความสุขที่มีความถี่ซ้ำและหนักแน่นจากทุกๆ กลุ่ม
นอกจากนั้นยังปรากฏในลักษณะอื่นๆ เช่น ความสุขคือการมีหัวหน้างานที่ดี,มีหัวหน้างานที่ยุติธรรม,ได้ทำงานเป็นทีม,ได้คุยกับเพื่อนร่วมงาน,ได้ทานข้าวกับเพื่อนร่วมงาน,ทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ตามเป้า, ฯลฯ
แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าหลายคนมองว่ากระบวนการที่ว่านี้ “เบาบาง” อยู่มาก
หรือแม้แต่ครุ่นคิดย้อนแย้งในใจว่า "ทำไปทำไม"
แต่อย่าลืมนะครับว่า คนจำนวนไม่น่้อย รู้ว่าอะไรคือความสุข แต่กลับไม่เคยได้บอกเล่าความสุขให้เพื่อนร่วมงานและร่วมองค์กรฟัง ไม่เคยได้เอา “ความสุขของแต่ละคน” มาแบ่งปันและมาผนึกรวมเป็น “พลังเดียวกัน” ซักที
เพราะการผนึกพลังที่ว่านี้ ผมเชื่อว่าเป็นระบบและกลไกของการ “อยู่ร่วมกัน พัฒนางานร่วมกัน” ผ่านการพูดคุยหารือ (โสเหล่) กันและกันด้วยหัวใจ เพื่อเสริมสร้างการร่วมคิดร่วมสังเคราะห์ตัวเองร่วมกัน
รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
ไม่ใช่การทำงานแบบตั้งหน้าตั้งตาทำงานราวกับเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต
หรือทำงานราวกับคนบ้างาน (workaholic) วันๆ เอาแต่ทำและทำ แต่ไม่ค่อยเงยหน้ามาทักทายหยอกล้อกับใคร
ประหนึ่งสร้างอาณาจักรเฉพาะตัวที่คนอื่นยากยิ่งต่อการเข้าไปเยี่ยมเยียน ก็ไม่ปาน --
ครับ, นี่คือกระบวนการเปิดตัวง่ายๆ สั้นๆ ที่ผมเลือกที่จะนำมาใช้ในเวทีการบรรยายเรื่อง “นักบริการที่ดี”
ขลุกขลักบ้างก็เป็นธรรมดา
แต่ก็ถือว่าผ่านไปด้วยดี และเชื่อว่าผู้เข้าร่วมกระบวนการจะเห็นความสำคัญของการค้นหาต้นทุนความสุขที่มีอยู่ในตัวเองและองค์กรตัวเองให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
เพราะสิ่งเหล่านี้แหละคือปัจจัยของการเป็นนักบริการที่ดี...(ที่มีอยู่แล้ว)
รอแค่เอามาผนึกเข้าด้วยกัน เท่านั้นเอง


“ความสุข คือ การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก” ..... และทำในองค์กรแล้วเป็นสุขด้วยนะคะ .... ขอบคุณค่ะ
ขอให้มีความสุขครับ
สบายดีนะครับ ;)...
ครับ พี่Dr. Ple
การได้ทำในสิ่งที่รัก และชอบ ย่อมทำให้เราทำงานได้อย่างมีพลัง -พลังที่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง องค์กร และสังคมไปเสร็จสรรพ ครับ
ครับ อ.ทองหยอด
ขอบให้มีความสุข เช่นกันครับ
และเต็มไปด้วยพลังชีวิตในการสร้างชีวิต สร้างสังคม นะครับ
สู้ๆ ครับ
ครับ, ผมสบายดีครับ อ.Wasawat Deemarn
และหวังว่า อ.วัส จะสบายดีไม่ต่างกัน 555
มาร่วมเรียนรู้ค่ะ ชอบมากกับข้อความ ...คนจำนวนไม่น้อย รู้ว่าอะไรคือความสุข แต่กลับไม่เคยได้บอกเล่าความสุขให้เพื่อนร่วมงานและร่วมองค์กรฟัง ไม่เคยได้เอา “ความสุขของแต่ละคน” มาแบ่งปันและมาผนึกรวมเป็น “พลังเดียวกัน” ซักที...ส่วนตัวเชื่อว่าหากคนเราเปิดใจที่จะเรียนรู้และรับฟัง ประโยชน์จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อยค่ะ