จะว่าไปแล้ว... เราควรดีใจเมื่อมีโอกาสได้ตื่นลืมตาขึ้นชื่นชม..."ดวงอาทิตย์" อีกวันหนึ่ง เพราะเราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าเราจะมี "วันพรุ่งนี้" วันที่ได้เห็นดวงอาทิตย์ส่องสว่างอีกครั้้งและอีกครั้ง...

เมื่อเช้าได้พาหลานสาวขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ระหว่างนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ฉันเห็น "ดวงอาทิตย์" สีส้มกลมเกลี้ยง สีสันเจ้าส้มลูกนั้น หวานละมุนละไม...แทรกลึกซึมซาบลงไปที่เนื้อหัวใจ

 

พลัน...ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กหญิงคนหนึ่งก็ผุดพราย  มันนานแล้ว...ตั้งแต่ฉันยังเป็นนักศึกษาพยาบาล...

 เธอเป็น "คนไข้" ตึกเด็กโรคเลือด อาการทรงๆ ทรุดๆ สามวันดีสี่วันไข้ เธอไม่มีพ่อ(อืม...ต้องมีสินะ แต่พ่อเธอไม่เคยมาเยี่ยม) มีแต่แม่ที่ทำงานก่อสร้าง ซึ่งไม่ค่อยได้มาเยี่ยมเธอบ่อยนัก ด้วยต้องทำงานเพื่อหาเงินมาเป็นค่ายาของเธอ

จำได้ว่าเธอเป็นเด็กหญิงตัวผอมบาง ผิวซีดเซียว เงียบขรึม ขี้อายและมีท่าทางหวาดกลัวอยู่เสมอ เธอมักรอคอยและถามถึงวันที่แม่จะมาเยี่ยมเธอ...

 วันนั้นอาการของเธอดีขึ้นและร้องขอให้พาเธอออกมาเดินเล่น

ฉันตามใจ พาเธอและเพื่อนคนไข้เด็กๆของเธออีก 2-3 คนออกมาเดินเล่นด้วยกัน

 เด็ก ก็คือ เด็ก

คือ ความไร้เดียงสา คือความรักความอบอุ่น

เด็กคือ...ของขวัญแห่งมวลมนุษยชาติ

 เช้าวันนั้น เด็กทุกคนเบิกบาน หัวเราะเสียงดัง แววตาตื่นเต้น แต่ฉันได้ยิน...เสียงพึมพำเบาๆ ของเธอว่า...

 “ดีจังเลย ได้เห็นดวงอาทิตย์อีกวันแล้ว...”   

 

 

 น้ำเสียงบ่งบอกความสุขความพอใจ แต่ดวงตาของเด็กน้อยสดใสเจิดจ้ายิ่งกว่า ช่างเป็นดวงตาที่สุกใสเหมือนดวงดาวที่สกาวในเดือนมืด

 

จะว่าไปแล้ว... เราควรดีใจเมื่อมีโอกาสได้ตื่นลืมตาขึ้นชื่นชม..."ดวงอาทิตย์" อีกวันหนึ่ง เพราะเราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าเราจะมี "วันพรุ่งนี้"  วันที่ได้เห็นดวงอาทิตย์ส่องสว่างอีกครั้้งและอีกครั้ง... 

 คิดคำนึงเรื่อยเปื่อยต่อไปว่า...

เด็กเล็กเพียงนี้ได้เรียนรู้ถึง “สัจธรรม” แห่งชีวิตนี้ได้อย่างไรนะ  คงเพราะเจ้าความเจ็บป่วยทุกข์ใจ ทั้งโรคกายและโรคใจนั้นแน่ๆ เลย

ฉันยิ้ม... ก้มลงไปจับมือบอบบางของเธอนิ่งนาน ส่งความรักและพลังใจทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวใจให้แก่เธอ...เธอยิ้มและบีบมือฉันแน่น  “ชอบ วันหลังมาดูอีกนะ” เธอกระซิบบอกเบาๆ

 ฉันยิ้มอยู่นานกับความทรงจำนั้น...หันไปบอกหลานสาวที่นั่งข้างๆกันว่า

 “ดีจังเลย ได้เห็นดวงอาทิตย์อีกวันแล้ว...”