สวัสดีครับชาว Blog และผู้ที่ติดตามคอลัมน์ "บทเรียนจากความจริงกับ ดร.จีระ" ของผมที่ตีพิมพ์เป็นประจำทุกวันเสาร์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้า (หน้า 5) ผมขอถือโอกาสเปิด Blog สำหรับร่วมแสดงความคิดเห็นและต่อยอดทางความคิดกันที่นี่ และหวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่สาธารณชน
จีระ หงส์ลดารมภ์

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นองค์ประธานพิธีการเปิดโครงการเทพศิรินทร์ Knowledge Camp ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 16 – 19 ตุลาคม 2549 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ บรุ๊คไซด์ วัลเล่ย์ รีสอร์ท จ.ระยอง โดยศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นายกสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ ได้ร่วมสร้างสังคมความรู้ให้แก่นักเรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถด้านต่างๆของเยาวชนเทพศิรินทร์ทั้ง 7 แห่ง


ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ได้รับเชิญบรรยายเรื่อง APEC and HR Strategy Implication to India ให้กับสมาชิกร่วมรับฟังจัดโดย India – Thai Chamber of Commerce and India -Thai Business Forum เมื่อ 25 ตุลาคม 2549 โรงแรม แรมแบรนด์ กรุงเทพ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ได้รับเชิญบรรยายเรื่อง “คิดแบบ CEO ในยุคสมัยใหม่” ให้กับผู้บริหารและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า 80 คน ซึ่งจัดโดย มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เมื่อ 26 ตุลาคม 2549 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพ
เวลาผ่านไปแล้ว 5 สัปดาห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึงหลายอย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีปัจจัยหรือมีข้อมูลใหม่ๆเพิ่มเติมเสมอคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ต้องใช้นโยบาย
Listen and Learn อย่างมากและต้องมีความอดกลั้น ที่จะต้องรับฟัง หากมีประโยชน์จึงนำไปปฏิบัติ
ผมคิดว่าความคิดและข้อเสนอแนะของอดีตนายกฯ ชวนหลีกภัยที่ติงการทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ น่าสนใจคือจะต้องอธิบายจุดอันตรายของ "ระบบทักษิณ"ให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะใน 5 ปีที่ผ่านมาประชาชนที่ยากจนอาจจะคิดไม่ครบถ้วน และไม่เข้าใจผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นจะต้องทำ ควรอธิบายด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงอาจจะต้องดึงเอาภาคประชาสังคมที่เป็นกลางมาช่วยอธิบายเพื่อเสริมรัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้ทั่วถึง
ผมหวังว่า งานดังกล่าวจะก้าวไปด้วยดี และสร้างความเข้าใจได้ถูกต้อง
ระยะนี้ยังมีข่าวความไม่สงบหรือคลื่นใต้น้ำอยู่ ซึ่งคงจะไม่ใช่ของแปลกอะไรเพราะมีผู้เสียผลประโยชน์มากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจะต้องบริหารและจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างรอบคอบเหมาะสมและสมานฉันท์
ดูเหมือนว่า นายกฯสุรยุทธ์จุลานนท์ ทำหน้าที่เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมได้เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญการยกย่องให้เกียรติทุกกลุ่มในสังคมเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสม
ส่วนกลุ่มพันธมิตรก็เช่นกันคงจะต้องอดทนและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเหมือนเดิม ขออย่าท้อใจถึงกับจะลาออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งไม่เป็นผลดีคงจะต้องช่วยกันตรวจสอบต่อไป
สำหรับผมถึงแม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะทำหน้าที่ต่อไปในฐานะประชาชนคนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความรู้ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในระยะนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะใช้สื่อทางวิทยุมากขึ้นเพราะสื่อทางโทรทัศน์ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
ในขณะที่สื่อวิทยุ เช่น FM 96.5 MHz. ทั้ง 24 ชั่วโมง มีความคิดดี ๆ ออกมาจากผู้เชี่ยวชาญหลายด้านทันเหตุการณ์ ผมยังต้องติดตามใกล้ชิด
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีงาน 3 เรื่องที่จะเล่าให้ฟัง
เรื่องแรกซึ่งทำเป็นประจำทุกปี คือ ค่ายผู้นำเยาวชน Knowledge camping ให้แก่นักเรียนเทพศิรินทร์และโรงเรียนในเครือทั้ง 7 โรงเรียน จำนวน 120 คนครั้งนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว ในปีนี้เน้นในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น ภาวะผู้นำ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้นมีวิทยากรรับเชิญซึ่งเป็นนักเรียนเก่าที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาร่วมแบ่งปันความรู้เช่น
- หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงเป็นองค์ประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษเรื่อง "โครงการหลวง"
- ฯพณฯ พล.อ.ต.กำธนสินธวานนท์ บรรยายเรื่อง "พระอัจฉริยภาพด้านพลังงาน"
- ดร.ม.ร.ว.ถนัดศรีสวัสดิวัตน์ บรรยายเรื่อง "พระอัจฉริยภาพด้านศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรีและกีฬา"
- ศ.ดร.ศรีศักดิ์จามรมาน บรรยายเรื่อง "พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ"
ค่าย Knowledge camping นี้เป็นค่ายที่สร้างและพัฒนาภาวะผู้นำให้กับนักเรียน ให้เด็กมีความคิดกว้างไกลคิดเป็น กล้าแสดงออก เด็กจะได้รับการพัฒนาความคิดจากโจทย์ "ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า" ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้นำของชาติในอนาคต
อีกงานหนึ่งเป็นงาน India-Thai Business Forum ซึ่งเป็นชมรมนักธุรกิจชั้นนำของอินเดียในประเทศไทย ผมภูมิใจที่เขาสนใจงาน HRD ของ APEC ของผม แต่แทนที่จะมองเฉพาะ APEC เขามองถึงความร่วมมือระหว่างอินเดียกับ APEC ในอนาคต
ผมคิดว่าเรื่อง HRD กับอินเดียน่าจะมี 3 เรื่อง
1. การแลกเปลี่ยนครูทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ IT โดยให้อินเดียส่งครูมาช่วย
2. การส่งครูไทยไปสอนเรื่อง การบริการ Service sector และการท่องเที่ยว
3. จัดให้เกิดธุรกิจร่วมกัน เช่น E-learning
ผมคิดว่ารัฐบาลของนายกฯสุรยุทธ์ ยังคงสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง ACD HRD Center ขึ้นเพื่อให้เอเชีย ซึ่งมีอินเดีย จีน ญึ่ปุ่น ไทย และประเทศในตะวันออกกลางรวย ๆ เช่นโอมาน คูเวต มาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคนเอเชียด้วยกัน แทนที่จะไปเรียนจากตะวันตกซึ่งผมได้รับมอบหมายจากรัฐบาลชุดที่แล้วให้ดำเนินการและได้รับการเห็นชอบในหลักการแล้ว
เอเชียต้องมีฐานความรู้ของตัวเอง ร่วมมือกับตะวันตกได้โดยไม่ลอกความคิดของตะวันตกอย่างเดียว
นอกจากนี้ผมได้รับเชิญจากมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ไปบรรยายเรื่อง คิดแบบ CEO ในยุคสมัยใหม่ ผมชอบหัวข้อที่เขาตั้ง เพราะ CEO ต้องคิดเป็นถึงจะสำเร็จจึงแนะนำวิธีการคิดไป 3 วิธีคือ
- ทฤษฎี 4 L's ของผม
- 5 Disciplines ของ Peter Senge
- และ 6 Thinking hats ของ Edward de Bono
เน้นว่าแต่ละแบบสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้โดยมองจากสถานการณ์ความจริงของแต่ละองค์กรมีจุดที่น่าสนใจคือ ยุคใหม่ CEO ต้องไม่เก่งคิดคนเดียวต้องให้ผู้ร่วมงานคิดเป็นด้วย
คำถามคือ จะทำอย่างไรในประเทศไทย เราเสียเปรียบตั้งแต่ระบบการศึกษาเพราะเราไม่มีการกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้เราให้นักเรียนลอกความคิดของอาจารย์
ผมโชคดีได้เปลี่ยนแนวการสอนมากว่า 10 ปีแล้ว ไม่ว่าจะสอนที่ไหนจะให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และสรุปร่วมกัน ทุกวันนี้มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้นล่าสุดองค์กรบริหารส่วนตำบล ซึ่งจะนำเศรษฐกิจพอเพียงไปให้เขาคิดเช่นเดียวกับข้าราชการระดับ C7 , C8 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของรองปลัดสุทธิพรจีระพันธุ ซึ่งเป็นผู้สนใจวิธีการเรียนแบบใหม่
จีระ หงส์ลดารมภ์[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ผมมีกิจกรรม สัมมนา ภาวะผู้นำโลก(Seminar on Global Leadership) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ในหลักสูตร ป.เอก ผมออกเดินทางแต่เช้า เพื่อจะไปร่วม สภากาแฟก่อนมีการสัมมนา จึงส่งข้อควานี้มาช้ากว่าปกติที่เคยทำ หลังจากเขียนเสร็จแล้ว รู้สึกว่า บรรยากาศรอบตัวมีผลต่อการเขียนมาก ไม่ค่อยมีสมาธิเหมือนเขียนเงียบ ๆ ในมุมธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ผมอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” จาก Interent ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระ เขียนเรื่อง ควรรับฟังข้อคิดเห็นอดีตนายกฯชวนผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้ แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ
Listen and Learn อย่างมากและต้องมีความอดกลั้น ที่จะต้องรับฟัง หากมีประโยชน์จึงนำไปปฏิบัติ
ในอดีต การสรรหา คัดเลือกผู้นำ CEO ในองค์กร มักจะแสวงหาผู้นำที่มีความสามารถในการทำงาน ถือว่าเก่ง ครับ แต่ในยุคปัจจุบันและอนาคตแนวคิดนั้นได้เปลี่ยนมาแสวงหาผู้นำที่มีความสามารถในการ Link, Listen and Learn เพื่อต้องการหาผู้นำที่สามารถบริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดูเหมือนว่า นายกฯสุรยุทธ์จุลานนท์ ทำหน้าที่เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมได้เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญการยกย่องให้เกียรติทุกกลุ่มในสังคมเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสม
ส่วนกลุ่มพันธมิตรก็เช่นกันคงจะต้องอดทนและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเหมือนเดิม ขออย่าท้อใจถึงกับจะลาออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งไม่เป็นผลดีคงจะต้องช่วยกันตรวจสอบต่อไป
Can we fix! Broken Government?
Can we fix! The national disunity?
เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องสมานฉันท์ ร่วมมือกัน ผมเชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านของเรา ย่อมแก้ไขได้ด้วยคนในบ้านของเราเช่นกัน
ที่สำคัญที่สุดเราหนีไม่พ้นที่จะต้องแข่งขันกับโลก การศึกษาสำคัญที่สุดควรจะต้องรีบเร่งแก้ไขปรับปรุง
การลงทุนภาคเอกชน ชะลอการลงทุนเกือบถึงขั้นหยุดชะงักมาหลายปี(Reluctance) แนวโน้มจะมีมากขึ้นหรือน้อยลง ผมไม่แน่ใจ
ประชาชนทุกส่วน ควรเพิ่มและส่งเสริมความสมานทฉันท์ ช่วยเหลือกันและกัน เพื่อชาติจริง ๆ ร่วมมือกันช่วยรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้สำเร็จ ยุติความขัดแย้ง หันมาแก้ปัญหาประชาธิปไตยด้วยความสงบสุข เคารพในศักดิ์ศรี ในศักยภาพของคนทุกคน ต้องเชื่อว่าคนทุกคนมีคุณค่าทั้งสิ้น ไม่มองใครต่ำ ใครสูง
สำหรับผมถึงแม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะทำหน้าที่ต่อไปในฐานะประชาชนคนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความรู้ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีงาน 3 เรื่องที่จะเล่าให้ฟัง
เรื่องแรกซึ่งทำเป็นประจำทุกปี คือ ค่ายผู้นำเยาวชน Knowledge camping ให้แก่นักเรียนเทพศิรินทร์และโรงเรียนในเครือทั้ง 7 โรงเรียน จำนวน 120 คนครั้งนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว ในปีนี้เน้นในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น ภาวะผู้นำ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้นมีวิทยากรรับเชิญซึ่งเป็นนักเรียนเก่าที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาร่วมแบ่งปันความรู้เช่น
- หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงเป็นองค์ประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษเรื่อง "โครงการหลวง"
- ฯพณฯ พล.อ.ต.กำธนสินธวานนท์ บรรยายเรื่อง "พระอัจฉริยภาพด้านพลังงาน"
- ดร.ม.ร.ว.ถนัดศรีสวัสดิวัตน์ บรรยายเรื่อง "พระอัจฉริยภาพด้านศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรีและกีฬา"
- ศ.ดร.ศรีศักดิ์จามรมาน บรรยายเรื่อง "พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ"
ค่าย Knowledge camping นี้เป็นค่ายที่สร้างและพัฒนาภาวะผู้นำให้กับนักเรียน ให้เด็กมีความคิดกว้างไกลคิดเป็น กล้าแสดงออก เด็กจะได้รับการพัฒนาความคิดจากโจทย์ "ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า" ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้นำของชาติในอนาคต
อีกงานหนึ่งเป็นงาน India-Thai Business Forum ซึ่งเป็นชมรมนักธุรกิจชั้นนำของอินเดียในประเทศไทย ผมภูมิใจที่เขาสนใจงาน HRD ของ APEC ของผม แต่แทนที่จะมองเฉพาะ APEC เขามองถึงความร่วมมือระหว่างอินเดียกับ APEC ในอนาคต
ผมคิดว่าเรื่อง HRD กับอินเดียน่าจะมี 3 เรื่อง
1. การแลกเปลี่ยนครูทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ IT โดยให้อินเดียส่งครูมาช่วย
2. การส่งครูไทยไปสอนเรื่อง การบริการ Service sector และการท่องเที่ยว
3. จัดให้เกิดธุรกิจร่วมกัน เช่น E-learning
นอกจากนี้ผมได้รับเชิญจากมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ไปบรรยายเรื่อง คิดแบบ CEO ในยุคสมัยใหม่ ผมชอบหัวข้อที่เขาตั้ง เพราะ CEO ต้องคิดเป็นถึงจะสำเร็จจึงแนะนำวิธีการคิดไป 3 วิธีคือ
- ทฤษฎี 4 L's ของผม
- 5 Disciplines ของ Peter Senge
- และ 6 Thinking hats ของ Edward de Bono
เน้นว่าแต่ละแบบสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้โดยมองจากสถานการณ์ความจริงของแต่ละองค์กรมีจุดที่น่าสนใจคือ ยุคใหม่ CEO ต้องไม่เก่งคิดคนเดียวต้องให้ผู้ร่วมงานคิดเป็นด้วย
ผมคิดว่า การปฏิรูปการเรียนการสอน การศึกษาของบ้านเรา น่าจะนำแนวคิด แนวปฏิบัติ ของ ศ.ดร.จีระ มาเป็นส่วนหนึ่งใน
ในการพัฒนาระบบการศึกษา
ผมสังเกตเห็นว่า อาจารย์ทำแล้วได้ผล อาจารย์สามารถขุดความสามารถของนักเรียน นักศึกษาได้ อาจารย์ทำให้นักเรียน นักศึกษาจำนวนมาก (ในเวลาที่จำกัด) ที่ไม่ค่อยพูดซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเก่ง ได้มีโอกาสได้แสดงความเก่งขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ให้นักเรียน นักศึกษาได้แชร์ความรู้ ได้ปะทะกันทางปัญญา เหมือนพระสนทนาธรรม เหมือนจอมยุทธ์ได้ปะลองฝีมือ ปัญญาย่อมเกิด ฝีมือย่อมพัฒนาขึ้นได้แน่นอน
รู้สึกเป็นเกียรติมากค่ะ ที่ได้อ่านบทความ ของอาจารย์
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ และสวัสดีคุณยม และท่านผู้อ่านทุกท่าน เช้าวันนี้ดิฉันได้มีโอกาสเปิด Internet เข้ามาที่ Blog chiraacademy ได้พบ Blog ใหม่ “วิเคราะห์บทความบทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ (จากแนวหน้า)” รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านได้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาแชร์ความคิดใน Blog นี้ การเปลี่ยนแปลงตลอด 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันสนใจประเด็นเศรษฐกิจพอเพียงการบริหารงานของรัฐบาล ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ประชาชนชาวไทยควรนำมาปฏิบัติ เนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบัน คนไทยขาดจิตสำนึกในด้านนี้ การพัฒนาแบบสมัยใหม่ หรือแบบตะวันตก อาจมีผลดีหลายอย่าง เช่น ความสะดวกสบายจากเครื่องทุ่นแรง การคมนาคม ฯลฯ แต่สิ่งที่เป็นผลจากการพัฒนาตามแนวทางนี้เชิงประจักษ์อันปฏิเสธไม่ได้มี 4 ประการ คือ 1.ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้น 2.การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล 3.การทำลายวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ 4.เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมอย่างรุนแรง นักปราชญ์ตะวันตกเช่น Larslo, Grof และ Russell มีความเห็นว่าอารยธรรมตะวันตกกำลังพาโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง ดิฉันมีความเห็นในประเด็นเรื่องการทำลายวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมาจนทำให้เยาวชนของชาติในป้จจุบันไม่รู้จักวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศชาติ เด็กในยุคนี้ใช้ชีวิตกันอย่างประมาท และลุ่มหลงในสิ่งยั่วยวนใจ หลายคนอาจมองว่าเด็กทุกวันนี้เก่ง มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ระดับโลก แต่เป็นเพียงเยาวชนในส่วนน้อยของประเทศเท่านั้นที่ได้มีโอกาสดังกล่าว ในสังคมชนบทในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากสื่อต่าง ๆ ที่เข้าไปถึงอย่างรวดเร็วในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ทำให้เยาวชนในชนบทได้บริโภควัฒนธรรมตะวันตกจากสื่อ และนำวัฒนธรรมดังกล่าวมาปฏิบัติโดยเลือกให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของไทย สิ่งหนึ่งที่อยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีจิตวิญญาณว่า “สังคมไทยอยู่ได้เพราะมีการให้” ดิฉันหวังว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงมีจิตวิญญาณของการให้ ใน Blog น่าจะเป็นสื่อในการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ขอบขอบคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกอย่างดิฉันได้เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้ใน Blog นี้ ขอแสดงความนับถือ นางสาวยมนา การดี <p> </p>
วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” สัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระ เขียนเรื่องควรรับฟังข้อคิดเห็นอดีตนายกฯชวนดิฉันขอสรุปและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมซึ่งมีดังนี้ ค่ะ1. อาจารย์ ได้พูดถึงการใช้นโยบาย Listen and Learn ต้องมีความอดกลั้นที่จะรับฟัง หากมีประโยชน์จึงนำไปปฎิบัติ และอาจารย์ได้กล่าวถึงความคิดและข้อเสนอแนะของนายกชวน หลีกภัย ที่ติงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ2. การจัดการเรียนรู้ค่ายผู้นำเยาวชน Knowledge camping ที่ว่าด้วย- Leadership Competency- Sufficiency3. งาน India – Thai Business Forum ที่สนใจงาน HRD ของ APEC แต่แทนที่จะมองถึงความร่วมมือระหว่างอินเดียกับ APEC ในอนาคต HRD ของอาจารย์และ India มี 3 เรื่อง3.1. การแลกเปลี่ยนครูทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ IT โดยให้อินเดียส่งครูมาช่วย
3.2 การส่งครูไทยไปสอนเรื่อง การบริการ Service sector และการท่องเที่ยว
3.3 จัดให้เกิดธุรกิจร่วมกัน เช่น E-learning4. อาจารย์ได้กล่าวถึงการสนับสนุนรัฐบาลของนายกฯสุรยุทธ์ สนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง ACD HRD Centerขึ้นเพื่อให้เอเชีย ซึ่งมีอินเดีย จีน ญึ่ปุ่น ไทย และประเทศในตะวันออกกลางรวย ๆ เช่นโอมาน คูเวต มาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคนเอเชียด้วยกัน แทนที่จะไปเรียนจากตะวันตกซึ่งอาจารย์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลชุดที่แล้วให้ดำเนินการและได้รับการเห็นชอบในหลักการ5. อาจารย์ได้รับเชิญจากมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ไปบรรยายเรื่อง คิดแบบ CEO ในยุคสมัยใหม่ อาจารย์ชอบหัวข้อที่เขาตั้ง เพราะ CEO ต้องคิดเป็นถึงจะสำเร็จจึงแนะนำวิธีการคิดไป 3 วิธีคือ
-1. ทฤษฎี 4 L’s ของ ศ.ดร. จีระ เอง
-2. 5 Disciplines ของ Peter Senge
3. 6 Thinking hats ของ Edward de Bono เน้นว่าแต่ละแบบสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้โดยมองจากสถานการณ์ความจริงของแต่ละองค์กรมีจุดที่น่าสนใจคือ ยุคใหม่ CEO ต้องไม่เก่งคิดคนเดียวต้องให้ผู้ร่วมงานคิดเป็นด้วย ความคิดเห็นเพิ่มเติม1. นโยบาย Listen and Learn เป็นนโยบายที่ดี มากๆ ค่ะเพราะคนที่มีอำนาจส่วนใหญ่มักNo Listen and NO Learn ภาวะผู้นำหรือที่เรียกว่า Leadership Competency นั้นนอกจาก Listen and Learn ควรที่จะมี Reality และ Relevance เพื่อนำเข้าสู่การเกิด thinking &Decision making ที่ดีได้ Listen and Learn + Reality &Relevance + Brien storming = thinking &Decision- making หรือจะเรียกได้ว่า 2L+2R+B=T&D ค่ะ2. การจัดการเรียนรู้ค่ายผู้นำเยาวชน Knowledge camping ที่ว่าด้วย- Leadership Competency- Sufficiency นั้น ควรที่จะเน้น L2Environment คือ การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ คือ A + C = B ; Affective (Mood อารมณ์)+ Cognitive(นึกคิด)= Behaviorความเป็นมนุษย์ถ้าเกิดอารมณ์ความรักหรือชอบสมองก็จะคิดที่จะทำให้ได้มาสั่งซึ่งสิ่งที่ปรารถนา Needให้เกิดการกระทำหรือพฤติกรรมBehavior (การแสดงออก)ตามมาโดยอัตโนมัติเมื่อได้มาซึ่งNeedมนุษย์ก็มีความสุขดังเช่น การแสวงหาคนรักและพยายามทำให้ได้แต่งงานกับคนรัก เป็นต้น(Leadership Competency)3. ACD HRD Centerเป็นแนวความคิดที่เยี่ยมและเป็นเรื่องที่น่ายินดีค่ะ เพราะอินเดียเป็นประเทศที่น่าศึกษากับการใช้ outsourcing กับการพัฒนา Human Resource การทำE-learning ใน 3ประเด็นที่อาจารย์พูดถึงจะทำให้เกิดเป็น community + Opportunities ซึ่งถือได้ว่าเป็น innovation อย่างหนึ่งในการพัฒนาทุนมนุษย์ค่ะ4. CEO ต้องคิดเป็นถึงจะสำเร็จมี 3 วิธี และ+ 1InnovationCompetitive Strategy(4 C) สำหรับ CEO ยุคใหม่
1. ทฤษฎี 4 L’s ของ ศ.ดร. จีระ
2. 5 Disciplinesของ Peter Senge ประกอบด้วย1.. Systems Thinking
2. Personal Mastery
3. Mental Models
4. Building Shared Vision
5. Team Learning 3. 6 Thinking hats ของ Edward de Bono ประกอบด้วย How to Use the Tool:
You can use Six Thinking Hats in meetings or on your own. In meetings it has the benefit of blocking the confrontations that happen when people with different thinking styles discuss the same problem.
Each 'Thinking Hat' is a different style of thinking. These are explained below:1. White Hat: With this thinking hat you focus on the data available. Look at the information you have, and see what you can learn from it. Look for gaps in your knowledge, and either try to fill them or take account of them.This is where you analyze past trends, and try to extrapolate from historical data.2. Red Hat: ‘Wearing’ the red hat, you look at problems using intuition, gut reaction, and emotion. Also try to think how other people will react emotionally. Try to understand the responses of people who do not fully know your reasoning.3. Black Hat: Using black hat thinking, look at all the bad points of the decision. Look at it cautiously and defensively. Try to see why it might not work. This is important because it highlights the weak points in a plan. It allows you to eliminate them, alter them, or prepare contingency plans to counter them. 4. Black Hat thinking : helps to make your plans ‘tougher’ and more resilient. It can also help you to spot fatal flaws and risks before you embark on a course of action. Black Hat thinking is one of the real benefits of this technique, as many successful people get so used to thinking positively that often they cannot see problems in advance. This leaves them under-prepared for difficulties.5. Yellow Hat: The yellow hat helps you to think positively. It is the optimistic viewpoint that helps you to see all the benefits of the decision and the value in it. Yellow Hat thinking helps you to keep going when everything looks gloomy and difficult.6. Green Hat: The Green Hat stands for creativity. This is where you can develop creative solutions to a problem. It is a freewheeling way of thinking, in which there is little criticism of ideas. A whole range of creativity tools can help you here.7. Blue Hat: The Blue Hat stands for process control. This is the hat worn by people chairing meetings. When running into difficulties because ideas are running dry, they may direct activity into Green Hat thinking. When contingency plans are needed, they will ask for Black Hat thinking, etc.A variant of this technique is to look at problems from the point of view of different professionals (e.g. doctors, architects, sales directors, etc.) or different customers.ซึ่งแต่ละ แบบสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้โดยมองจากสถานการณ์ความจริงของแต่ละองค์กรมีจุดที่น่าสนใจคือ ยุคใหม่ CEO ต้องไม่เก่งคิดคนเดียวต้องให้ผู้ร่วมงานคิดเป็นด้วยเป็นสิ่งที่ดีและดิฉันเห็นด้วยมากๆค่ะ และ CEO ยุคใหม่ ควรจะให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วมในการสร้างยุทธศาสตร์นวตกรรมเพื่อการแข่งขัน InnovationCompetitive Strategy ด้วย 4 C ดังนี้ <ul style="margin-top: 0cm"><ol style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: black; tab-stops: list 72.0pt">Comprehension</li></ol></ul>- strict competency- cooperative network- hi – touch- knowledge content- paradigm- value chain- supply give value chain - demand give value chain <ul style="margin-top: 0cm"><ol style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: black; tab-stops: list 72.0pt">Capability</li></ol></ul>- cluster- innovation network- cluster supply side- cluster demand side <ul style="margin-top: 0cm"><ol style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: black; tab-stops: list 72.0pt">Commitment</li></ol></ul>- critical mass <ul style="margin-top: 0cm"><ol style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: black; tab-stops: list 72.0pt">Cooperation</li></ol></ul>- cooperation network- touch – based system- good governance- end user- local – global link- industrial cluster- community cluster- potential cohesion สรุป : NEWCEO= 4 L’s +5 Disciplines +6 Thinking hats + 4C (InnovationCompetitive Strategy) ด้วยความเคารพอย่างสูงและสวัสดีค่ะ A’ LOTUS ลูกศิษย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นักศึกษารัฐศาสตร์ดุษฎีบัญฑิต
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ คุณรัตติยา คุณยมนา น้องLotus และท่านผู้อ่านทุกท่าน <p>เช้านี้ ผมหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ จากเว็ปของ น.ส.พ.แนวหน้า แต่ยังไม่เห็นบทความดังกล่าว จึงอ่านบทความอื่น ๆ และได้เห็นบทความของท่านนายกรัฐมนตรีที่เปิดใจให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “นโยบายรัฐบาล” ผมเห็นว่ามีสาระที่เป็นประโยชน์กับผู้เรียน รัฐประศาสนศาสตร์ และผู้ที่สนใจในนโยบายสาธารณะ การเมือง จึงได้คัดสำเนามาลงไว้ใน Blog นี้ </p> ส่วนการวิเคราะห์บทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ต้องรอไว้ก่อน จนกว่าจะปฎิบัติภารกิจวันนี้ ซึ่งเช้านี้ ศ.ดร.จีระ และทีมงานมีจัดสัมมนา “หลักสูตรพัฒนาศักยภาพ และบุคลิกภาพ”วันเสาร์ที่ 4 และ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล หากผู้อ่านสนใจ จะติดตามไปร่วมสัมมนา ติดต่อได้ที่ผมหรือที่ ttp://www.chiraacademy.com/ มีเบอร์โทรติดต่อได้หรือติดต่อที่ผมเพื่อจะได้ช่วยประสานงานให้ก็ยินดีครับ ที่ 081-9370144 เชิญท่านผู้อ่านติดตาม สาระในบทความ “สุรยุทธ์” เปิดใจ นโยบายรัฐบาล” ซึ่งปรากฏอยู่ข้างล่างนี้ ครับ สวัสดี <p>ยม</p><p>[email protected]</p>0819370144 “สุรยุทธ์” เปิดใจ นโยบายรัฐบาล [1]หมายเหตุ : เมื่อเวลา 19.00 น.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5และช่อง 7 โดยมีนายพิษณุ นิลกลัด เป็นผู้ซักถามนโยบายการดำเนินงานของรัฐบาล เผย 1 เดือนนายกทำชีวิตเปลี่ยน สุขภาพเสีย เมื่อถามว่าระยะ 1 เดือนกับ 2 วันที่พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หน้าที่ที่ได้รับหนักกว่าที่คิดหรือหรือเป็นอย่างที่คิด พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า มันค่อนข้างที่จะกระชั้นและหนัก เพราะปัจจัยหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทุกอย่างมันมีแรงกดดัน มีแรงบีบครั้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องถภายในประเทศหรือเรื่องภายนอกประเทศมีทั้งนั้น เมื่อถามว่า ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีกับหลังการเป็นนายกรัฐมนตรีชีวิตจประจำวันเปลี่ยนไปมากขนาดไหน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ก็คงเปลี่ยนเยอะตนไม่มีเวลาได้พบกับภรรยาและลูก กลับไปทุกคนก็พักผ่อนกันหมดแล้ว เมื่อออกจากบ้านภรรยาก็ยังไม่ตื่นมันก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน นอนวันหนึ่งไม่เกิน 4 ชั้วโมงค่อนข้างที่จะลำบากกับสุขภาพของตนเองเหมือนกันเพราะอายุเริ่มมากแล้วอดนอนทำให้มีผลกระทบต่อร่างกายพอสมควร สมานฉันท์ – ใต้ - ศอ.บต.-พระนาย เมื่อถามว่า การแถลงนโยบายในเรื่องของการสมานฉันท์ที่มีคำสั่ง 207/2549มานี้มั่นใจขนาดไหนที่จะบอกคนไทยทั้งภาคใต้และทั่วประเทศที่กำลังวิตกอยู่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องของความมั่นคงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการีจัดแนวทางกันใหม่เพราะปัญหาไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการเมืองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องของยาเสพติด การลักลอบนำมนุษย์หรือที่เรียกว่าการค้ามนุษย์ข้ามแดน เรื่องโรคต่างๆที่อาจจะมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นโรคซาส์หรือไข้หวัดนกสิ่งเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงภายในของเรา เรื่องสถานการณ์ภาคใต้ ตนได้มีโอกาสลงไปพบปะกับผู้นำทางศาสนาในช่วง 2-3วันที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราได้ทำความเข้าใจว่าองค์กรด้านความมั่นคงของเราจะเข้ามาดูแลสถานตการณ์ทางภาคใต้อย่างไรโดยที่มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาใหม่ ซื่อเหมือนเดิม แต่การจัดองค์กรภายในก็มีการปรับเปลี่ยนเพื้อทำให้สอดคล้องกับความเข้มข้นของสถานการณ์ในปัจจุบัน เมื่อถามว่า จากรายละเอียดของคำสั่งดูเหมือนงานนี้จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะโรค พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง คงมีหลายส่วนที่จะต้องมาดูแลด้วยกัน ไม่ว่าจะในด้านของการดูแลเกี่ยวกับเรื่องของโรคที่อาจจะระบาดได้ซึ่งต้องมีทั้งฝ่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งคนที่จะมาแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ถือได้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ เพราะถ้าเรามีคนซึ่งไม่รู้จริงไม่เก่งจริงลงไปทำปัญหาก็จะขยายตัวอเอกไป เมื่อถามว่า อะไรคือเงื่อนไขพิเศษที่ทำให้กระทรวงมหาดไทยเลือกนายพระนาย สุวรรณรัตน์ ดำรงตำแหน่ง ผอ.ศอ.บต. พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนมีโอกาสซักถามคุณพระนายด้วยตนเองในช่วงที่ลงพื้นที่ภาคใต้ โดยถามว่าสมใครใจไหมท่านบอกว่าเต็มใจที่จะงาน ท่านก็รู้ว่าเป็นงานที่หนัก แต่ถือเป็นเรื่องที่จะต้องหาทางแก้ไข แก้สถานการณ์ให้ได้ นั่นเป็นส่วนที่คุณพระนายบอกตนเอง ส่วนที่สองที่ตนมีความรู้สึกเองคือคุณพนะนายนมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนดีพูดง่ายๆคือมีมนุษยสัมพันธ์ดี ตรงนี้เป็นส่วนที่ดีของคูรพระนาย เมื่อถามว่า มีผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นเข้ามาร่วมการทำงานครั้งนี้ด้วยคิดว่าการได้คนเหล่านี้มาช่วยจะทำให้การแก้ปัญหาสำเร็จเร็วขึ้นหรือไม่ นายโฆษิต กล่าวชี้แจงแทนว่า ครั้งแรกที่มีประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้มอบกรอบคิดและการปฏิบัติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการมีส่วนร่วม ฉะนั้นตนคิดว่าทิศทางของพวกเราทุกคนคือการพยามแสวงหาความร่วมมือฝให้กว้างที่สุดและต่อไปคงต้องทำให้ลึกที่สุดด้วย เพราะเราเชื่อความร่วมมือ การประสานงานที่ดีและการมีส่วนร่วมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราทำงานได้ผล เมื่อถามว่า เมื่อได้ ผอ.ที่ดีได้ทีมงานที่ดคาดหมายหรือไม่กับอายุการทำงานปีเศษๆจะประสบความสำเร็จขนาดไหน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนมีความหวัง เพราะอย่างที่เรียนแล้วตนลงไปพบผู้นำทางศาสนาและอีกระยะหนึ่งตนจะลงไปพบกับเยาวชนในระดับที่อายุ 20 บวกลบ การไปพบผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ทำให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการตอบรับจากผู้นำเหล่านั้น สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือการแสดงออกหลังจากที่ตนเองพูดเสร็จแล้ว ทุกคนต่างมาคอยรับและยื่นมือมาให้ตนจับ ในความรู้สึกเหมือนประชาชนยื่นมือมาให้ตนแล้วและตนก็ยื่นมือไปจับเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเชื่อมั่น แสดงถึงความร่วมมือ ความเข้าใจที่จะต้องช่วยกันทำงาน ตนมองภาพว่าภาครัฐเองลงไปทำงานแม้จะเก่งอย่างไร ถ้าไม่ได้คนในท้องถิ่นหรือผู้นำท้องถิ่นเข้าช่วยมันไม่มีโอกาส การเมือง - ปฏิวัติ เมื่อถามว่านอกจากปัญหาทางภาคใต้แล้ว ยังมีปัญหาอะไรที่อยากจะทำให้เร็วที่สุดให้เห็นผลเร็วที่สุดในรัฐบาลนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาทางการเมือง ซึ่งก็เป็นของความวิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ความแตกแยกทางความคิด ซึ่งอันนี้เราถือว่าเป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งจะต้องหาทางแก้ไข ตนมองประเด็นนี้ว่า ในเมื่อมันเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว เราจะทำอย่างไรให้มันเกิดความสามัคคี ขึ้นมาในชาติบ้านเมืองของเรา สิ่งที่อยากจะเรียนเสมอ เมื่อมันเกิดไปแล้วเราจะทำอะไรไปไม่ได้มากไปกว่านั้น เราจะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร มีอนาคตที่ดีกว่าเดิมอย่างไร ในเรื่องการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม “ซึ่งผมก็เปิดโอกาสว่าถ้าท่านมีอะไรให้มาคุยกับผมได้เลย ผมไม่เคยปิด ผมไม่เคยมีเวลาที่ผมจะไม่คุยกับใคร ผมพร้อมที่จะคุย ในเรื่องของการที่จะมองในแง่ของการตรวจสอบ และการถ่วงดุลมันจำเป็นจะต้องมี ถ้าเราปล่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ ถ้าเราปล่อยฝ่ายบริหารก็จะมีอำนาจมาก และไปทำในสิ่งที่ประชาชนเองก็ไม่ต้องการให้ทำ มันก็จะกลับมาอีก ตรงนี้คิดว่าน่าจะมาช่วยกันแก้ไข “ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว เมื่อถามว่าก่อนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าทั้งประชาชน นักวิชาการไม่ได้รักใคร่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่มาถึงวันนี้เมื่อเขารู้สึกว่าเขาได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเผด็จการ และไม่ได้จากการเลือกตั้ง ท่านนายกจะบอกเขาอย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ชอบเลยในเรื่องของการเข้ามายึดอำนาจ และทำรัฐประหาร เพราะในชีวิตได้พูดมาตลอดว่าไม่ได้ชอบ แต่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นมา ถ้าเราจะมาบอกว่าไม่ชอบเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่หาทางแก้ไขเรื่องเหล่านี้ไม่ให้มันเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต เราจะทำยังไงเราจะเลือกทางไหน“เพียงแต่ว่าผมไม่ชอบ แล้วก็อยู่เฉยๆหรือว่ามาคัดค้าน กับการที่จะมามีส่วนร่วมเพื่อมาบอกว่าเราจะทำยังไงไม่ให้มันเกิดอย่างนี้อีก ผมเป็นคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ทุกคนก็อยากจะเห็นว่ามันไม่ควรจะมีอีกแล้ว” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว เมื่อถามว่าภาครัฐได้มีโอกาสที่จะไปเจรจากับนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยบ้างหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็พูดได้ทุกแห่งและยินดีที่จะพูดทุกแห่ง ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบอกมาเลยว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้กำลังเข้ามายึดอำนาจ แต่ว่าเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นไปแล้ว โดยที่ทุกคนจะบอกว่ามันเหมือนกับว่าเป็นการเลือกใช้เครื่องไม้เครื่องมือรักษาโรคอย่างที่เราพูดกัน เพราะเมื่อมันจะต้องผ่าตัด ผ่าตัดไปแล้วทำอย่างไรที่เราจะทำให้สภาวะร่างกายของเรามีความเข้มแข็ง แข็งแรงขึ้นมามันน่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อถามว่าการจะสร้างการเมืองให้ราบรื่นประชาชนต้องผาสุกด้วย ในส่วนของนายโฆสิตจะเอื้อกับนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง นายโฆสิต กล่าวว่า ก็ย้อนไปเมื่อการประชุมครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าการที่เราจะทำงานด้วยกันจากนี้เป็นต้นไป ขอให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นด้วยปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง เรามีความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะเดินไปสู่จุดที่ขออนุญาติพูดว่าความสุขความเจริญ ที่เราได้เห็นอดีตว่าเรามีความเจริญ “ตอนนี้ปัญหามาก เป็นความเจริญที่ไม่มีความเป็นธรรม เป็นความเจริญที่ไม่ยั่งยืนเช่นนี้เป็นต้น ฉะนั้นเราก็คิดว่าเป็นการพยายามที่จะอาศัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความเจริญในรูปแบบที่สังคมที่มีความสุข” นายโฆสิต กล่าว เมื่อถามว่าชาวไร่ชาวนาที่การศึกษาน้อย เงินก็ไม่มีมาก เราจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไรภายในระยะเวลา 1-2 นาทีเขาถึงจะเข้าใจ สมมติว่าเราเป็นชาวนาไม่มีที่ดินสักไร่เดียว ต้องใช้เแรงงานรับจ้างเขาทำงาน เกี่ยวข้าวปลูกข้าวแล้วเราจะใช้หลักปรัชาญาเศรษฐกิพอเพียงอย่างไรให้มีความสุขในสังคม นายโฆสิต อธิบายว่า เรามีรูปธรรมเยอะของผู้ที่ยึดหลักปรัชญาแล้วได้ผล ซึ่งรูปธรรมเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ที่บทบาทอยู่ในชุมชน หลายคนเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งคนเหล่านี้มีจริงวิถีที่ท่านคิดและสอดคล้องกับหลักปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถก้าวพ้นปัญหาความยากจนได้ แต่เราคิดว่ายังมีจำนวนน้อยเกินไป ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นในวิธีการว่านี่คือวิธีที่จะต่อสู้กับความยากจน แต่จะทำอย่างไรจึงจะขยายผลออกไปได้เรื่อยๆ อันนั้นคือนโยบายที่เราได้เขียนเอาไว้ เมื่อถามว่า นโยบายที่แถลงจับต้องไม่ได้จะบอกเขาอย่างไร นายโฆษิต กล่าวว่า ตนขอบอก 2 ข้อ ข้อ 1 คือในอดีตนโยบายเป็นรูปธรรมมาก แต่ก็มีหลายที่ที่มีความรู้สึกเหมือนกับที่ตนมีความรู้สึกคือถ้าเราเอารูปธรรมมานำและละเลยให้ความสำคัญกับคุณธรรมน่อยหรือนามธรรมต่ำมากคิดว่าไม่ตรงกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมันไม่มีความพอดี ฉะนั้นตรงนี้เราอยากจะเห็นเราปรับความพอดีให้ความสำคัญกับนามธรรมพิ่มขึ้นเยอะ อีกเรื่องนามธรรมที่เราพูดถึงไม่ใช่เป็นนามธรรมที่ไม่เห็นตัวอย่างของการปฏิบัติ แต่เป็นนามธรรที่มาจากตัวอย่างจริงของการปฏิบัติที่ได้ผล เมื่อถามว่า จำฝรั่งเขามาหากเรารักลูกหลานและรักโลกหรือประเทศของเรา เราจะต้องส่งมอบประเทศหรือโลกให้คนรุ่นหลักให้สมบูรณ์ให้เหมือนกับคนรุ่นก่อนหน้านั้น ตรงนี้ท่านคิดอย่างไร เพราะเห็นท่านพูดเราจะต้องส่งมอบประเทศไทยให้รุ่นลูกหลานของเราให้ดีที่สุด พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า มันก็มีเรื่องใหญ่ๆที่ตนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญหากเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ สร้างความปรองดองขึ้นมาในชาติบ้านเมืองของเราก็ถือว่าผ่านพ้นข้อสอบข้อใหญ่ๆ 2 ข้อที่สำคัญของเราไป ส่วนข้อสอบย่อยๆซึ่งมันก็มีอีกมากมาย ตนคิดว่าเราจะวางกรอบวางแนวทางไว้ ยกตัวอย่างแนวทางด้านเศรษฐกิจ แนวทางตัวชี้วัดความผาสุข แน่นอนคนที่ไม่ได้ผ่านความลำบากในชีวืตในลักษณะที่เป้นคนจนมาก่อนก็จะมองไม่เห้นว่าตัวชี้วัดจะมีผลอย่างไรบ้างจริงๆมันไม่ได้เป็นความร่ำรวยอย่างเดียวที่จะทำให้เรามีความสุข ความยากจน ความเท่าเทียมกันก็ทำให้เรามีความสุขเหมือนกัน เมื่อถามว่า ที่นายกฯบอกว่าต้องการทำให้คนมีความสุขไม่ต้องร่ำรวยก็ได้ แต่คนที่จะอย่างนั้นได้ต้องเป็นรัฐบาล เราจะมีกระบวนการอย่างไรในการสรรหารัฐบาลที่เป็นคนรักประชาชน เพราะเมื่อเลือกตั้งที่ไรเราจะได้รัฐบาลที่ดูเหมือนวย่าหน้าตาความสวยงามสู้รัฐบาลแต่งตั้งไม่ได้ ตั้งแต่สมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายอานันท์ ปันยารชุน และสมัยนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าตรงนี้เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมอของพรรคการเมืองที่จะต้องเตรียมตัว ตนได้เชิญพรรคการเมืองทุกพรรคมาพูดกันในเรื่อวงเหล่านี่ว่าเราจะต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมของพรรคกาเมือง ซึ่งคงทั้งในเรื่อวงของสิ่งที่เป็นกฎหมายที่จะต้องมีการปรับแก้อะไรบ้าง พรรคการเมืองก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อม เพราะจะต้องมีคนรุ่นใหม่มีความรู้ มีความสามารถ แน่นอนประสบการณ์อาจจะน้อยบ้าง แต่ความรู้ ความสามารถมาปรับกันได้ โดยที่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีพอ รัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า กระบวนการรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไรให้คนบุคลิกอย่างนายโฆษิต และอีกหลายๆท่านมาจาก ส.ส.หรือมาจากบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้สภาที่งดงาม พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้เราจะต้องสร้างกรอบ สร้างกระบวนการ ซึ่งให้ความมั่นใจ สิ่งที่แรกที่ตนเห็นจากประสบการณ์ตัวเองคือมีเงินพอหรือเปล่าที่จะเป็นนักการเมือง พร้อมที่จะเสียเงินไหม เพราะท่านลงเลือกตั้งท่านจะต้องมีเงิน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทำให้คนที่มีความรู้ความสมารถหลายคนเกิดความลังเล เพราะเงินที่ตัวมีอยู่ไม่มากหากจะนำไปเสี่ยงกับเรื่องเหล่านี้มันจะคุ้มไหม ทุกคนก็คิดเหมือนกัน ในแง่ของเศรษฐกิจพอเพียง ตนตอบได้เลยว่าถ้าจะเป็นนักเมืองทุกคนก็ต้องคิดว่าทำแล้วมันจะมีผลออเกมาอย่างไร ถ้าท่านลงไปแล้วไม่ต้องใช้เงินมากมีคนให้การสนับสนุน มีสปอนด์เซอร์ดีๆ ซึ่งเขาไม่มาเรียกร้องเอาอะไรต่ออะไรมากนักมันก็ไปได้ เพราะต่างประเทศก็มีสปอนด์เซอร์ทั้งนั้น ไม่มีประเทศไหนที่ออกมาบอกว่าไม่ต้องใช้เงิน เมื่อถามว่า ทำไมท่านโฆษิตถึงไม่ยอมเล่นการเมือง นายโฆษิต กล่าวว่า ตนขออนุญาตินะ เป็นความเห็นที่ตนก็เห็นอย่างนี้มานานแล้ว รัฐธรรมนูญก็เป็นส่วนสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความเห็นของสังคมส่วนใหญ่ ณ วันนี้ที่ตนมองย้อนหลังไป ความเห็นคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตนเองดีใจ คิดว่าสำหรับคนรุ่นหลังๆที่จะมามีแบบอย่าง มีโอกาส เชื่อว่าเรื่องพวกนั้นจะเป็นไปได้ ถ้าตราบใดที่สังคมให้น้ำหนักให้เกิดความพอดี รูปธรรมเป็นเรื่องสำคัญแต่นามธรรมไม่ใช่ของที่จะมองข้ามกัน เมื่อถามว่า ในการแถลงนโยบายที่มีการพูดถึงโครงการใหญ่ๆ รัฐบาลปีเศษๆทำเมกกะโปรเจกบางคนบอกไม่สมควร นายโฆษิต กล่าวว่า ที่เรารับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีภารกิจเรามี 2 อย่าง 1.ให้งานเดินต่อไป 2.วางรากฐาน ตอนนี้เราคงต้องขอเวลาสักนิดเพื่อที่จะกำหนดรากฐานว่าเราจะทำอะไร เพราะแผนต่างๆมันมีเยอะ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายต่างๆให้เราไปช่วยกันดู ตรงไหนพร้อมเพียงใด เมื่อถามว่า ฑูตอังกฤษพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะไปได้หรือกับโลกสมัยใหม่ นายโฆษิต กล่าวว่า โดยส่วนตัวได้มีโอกาสรับทราบและได้รับเกียรติจากท่านฑูตที่มาพบและได้ติดต่อไปอีก 2-3 ประเทศ ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้คุยกัน ตนเรียนไปว่าเราถือเอาความพอดีและความมีเหตุผลและเราอยากคุยกันและมีข้อตกลงหรือข้อสรุปที่มีเหตุผลและได้ข้อสรุปร่วมกัน คิดว่าท่านฑูตเหล่านั้นก็เข้าใจว่าภารกิจของเรา เราอยากทำไม่ให้เกิดปัญหาที่หลัง เมื่อถามว่า กฎอัยการศึกจะเลิกได้เมื่อไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ อย่างที่เรียนแล้วในเรื่องทางการเมืองถ้าเรามองเห็นภาพเราจะร่วสมมือกันอย่างไรมีความเข้าใจที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่มีเหตุการณ์ต่างๆซึ่งมองดูแล้วอย่างไรเราเรียกกันว่าคลื่นใต้น้ำออกมาประท้วงบ้าง ออกมาทำอะไรต่างๆบ้าง ซึ่งทำให้ฝ่ายความมั่นคงเขาเกิดความระแวงอยู่ตลอดเวลาถ้าไม่มีความทระแวงในส่วนนนี้แล้ว ตนยืนยันเลยว่าอยากจะเลิกให้เร็วที่สุด เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีถือศีล 5 เดินทางไปเจรจาความต่างประเทศเสียเปรียบหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เสียเปรียบเลย เพราะตนรู้เวลาที่ตนจะพูด พูดในส่วนไหนที่จะเป็นประโยชน์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญหากเราไม่รู้ว่าพูดไปแล้วมันจะเหมาะควรไหม ก็อย่าไปพูด ถ้าเหมาะควรและเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ก็พูด เมื่อถามว่า ผลงานขนาดไหนที่พอใจและคิดว่ารับใช้ชาติสมบูรณ์ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ที่ตนหวังคือเรื่องการแก้ไขปัญหาทางการเมือง มีการเตรียมการเรื่องกฎ กติกา มารยาททางการเมืองที่จะเป็นใหม่ทำให้เรียบร้อย ตนไม่อยากเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากตรงนี้ออกมาได้และสถานการณ์ทางภาคใต้ลดความรุนแรงลงมีแนวโน้มในการพัฒนามากขึ้น คิดว่าส่วนนั้นเป็นเป้าที่ตนเองหวัง <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/news.asp?ID=33884#news
</div>
คนกรุงเทพฯ :นึกถึงคนภาคกลาง[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ใน 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดภัยธรรมชาติใหญ่ในประเทศไทยที่ผมยังไม่ได้พูดถึงคือปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางหลายจังหวัดหากไม่มีการผันน้ำไปสู่ทุ่งนาตามจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรีชัยนาท ถนนในกรุงเทพฯ ก็คงจมน้ำไปตามกัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คุณอภิรักษ์โกษะโยธิน คงเปิดตำราแทบไม่ทัน
ผมและคณะจึงมีโอกาสไปเยี่ยม แสดงความห่วงใยชาวต่างจังหวัดและแจกสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อบต.สามตุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยมีคุณขวัญชัย มหาชื่นใจนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนันตำบลสามตุ่ม คุณพยอมมหาชื่นใจ ได้ให้การต้อนรับอย่างดี
ปีนี้นับเป็นปีที่ประเทศของเรามีปัญหาอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นจาก :
- ในประเทศเรา มนุษย์เจริญมากขึ้น จึงต้องตัดไม้ทำลายป่า สร้างถนน สร้างบ้านจัดสรรทำให้ไปกระทบเส้นทางเดินของน้ำ
- แม่น้ำ คู คลอง ตื้นเขินทำให้การไหลของน้ำไม่สะดวก
แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้อากาศเปลี่ยน จากการที่ผมคุยกับอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่า ปัจจุบันฝนตกไม่สม่ำเสมอ บางแห่งมาก บางแห่งน้อย อย่างในปีนี้ฝนตกที่ภาคเหนือตอนล่างมากกว่า เฉลี่ย 27% ทำให้น้ำไหลทะลักมาสู่ภาคกลางมากมายและที่สำคัญ ฝนที่ตกในภาคกลางเองก็มากกว่าปกติถึง 10% จึงเกิดปัญหาโลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องการค้าเสรีหรือการเงินเสรีเท่านั้นแต่เป็นเรื่องภัยธรรมชาติจากโลกที่กระทบเราด้วยจากปรากฏการณ์อากาศไม่ปกติหรือโลกร้อนนั่นเอง
เรื่องนี้คนไทยน่าจะต้องเอาใจใส่และปรับตัวเองให้เข้าใจว่า อากาศจะมีปัญหามากขึ้นและจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อทั้งโลกต้องช่วยกัน ขณะนี้น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายซึ่งอาจจะเป็นผลภัยรุนแรง
ผมติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดหากเราคิดว่าปีนี้น้ำท่วมแค่ปีเดียว ปีหน้าก็คงปกติ ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้เพราะอากาศของโลกไม่ปกติ และเรามีเวลาที่จะร่วมกันแก้ไขอีกไม่เกิน 15 ปี
จากการอ่านข่าวพบว่ากลุ่มนักวิชาการของอังกฤษได้มีการศึกษา และส่งรายงานไปให้ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษทราบว่า อย่างช้าที่สุด ภายใน 15 ปี GDP ของโลกจะลดลง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 7 Trillion US $ ) เพราะการผลิตสินค้าและบริการจะถูกกระทบจากภาวะโลกร้อน ลองคิดดู ประเทศไทยจะจนลง 20% ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 15 ปี
ลูกศิษย์ผมคือ คุณยม นาคสุขได้เชิญผมไปฟังสัมมนาของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาซึ่งได้เตือนประเทศไทยให้หันมาเอาใจใส่ ทำวิจัย ปรับตัว เรื่อง Global warming เพราะมีเวลาเหลืออีกไม่มาก
ผมจึงถือโอกาสเรียนให้ทราบว่า วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายนผมจะมีรายการสู่ศตวรรษใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 14.00-15.00 น.ซึ่งผมได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์อธิบดีท่านนี้เป็นผู้มีความรู้ดีมาก และได้ทำงานหลายอย่างเพื่อประชาชนจะมาพูดในรายการ ผมจึงเป็นแนวร่วมกับท่านทำหลายเรื่อง เช่น
- จะพัฒนาภาวะผู้นำของข้าราชการกรมอุตุนิยมวิทยาให้เป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้นำที่จะทำงานให้ประชาชนได้ประโยชน์
- จะทำสารคดีสั้น 5 นาที ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ให้อธิบดีออกรายการเพื่อกระจายข่าวเป็นการเตือนภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญในชนบทให้รับทราบถึงเรื่องภาวะอากาศ ผลกระทบและการปรับตัว
ผมพูดเสมอว่ามนุษย์สร้างความเจริญ แบบไม่มองความสมดุลของธรรมชาติ ทุนแห่งความยั่งยืนของผมซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผมต้องการให้โลกน่าอยู่ ให้คนรุ่นหลังได้เห็นไม่ใช่มีความสะดวกสบายในปัจจุบัน แต่อนาคตไม่ยั่งยืน
การมองความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติกับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนมีความรู้ เดินสายกลางพอประมาณ ผมจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานหลายแห่ง เช่น กรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมบรรเทาสาธารณภัย สภาวิจัยแห่งชาติ เป็นต้นเพื่อเตรียมรับมือเรื่องโลกร้อนให้ได้ และจะเริ่มรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงปัญหานี้
สัปดาห์นี้ ผมมีโอกาสไปร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ 2549 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติครองราชย์ 60 ปีและเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งผมชอบและชื่นชมมากเพราะ
- ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมควรจะได้แสดงศักยภาพทางการเกษตรอย่างเต็มที่ให้โลกรับทราบ
- การเกษตรในยุคไร้พรมแดนว่า ให้โลกได้เรียนรู้จากเรา และเราก็เรียนรู้จากโลกเรียกว่า เกษตร พืชสวนไร้พรมแดน
- เป็นการแสดงอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ท่านทรงเน้นความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยมาโดยตลอดเป็นเวลายาวนานแล้วเพราะพระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์เห็นว่าเป็นจุดที่อยู่รอดของคนไทย
- ได้มีโครงการที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่หลายโครงการเพื่อให้คนไทยและชาวต่างประเทศได้ทราบ
- ต่างชาติกว่า 33 ประเทศมาจัดพืชสวน มีดอกไม้และพันธุ์ไม้สวยๆ มากมายและเน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติเหล่านั้น ที่หาดูได้ยาก
นับเป็นแหล่งความรู้ที่ดีเพราะพืชสวนที่เป็นพืชเขตร้อน มักจะหาดูได้ยาก และเป็นการแสดงถึงองค์ความรู้การวิจัยที่จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่ม ทางด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
ผมประทับใจที่ผู้จัดงานนำเอาแนวคิด 4 เรื่องมาร้อยเรียงกันคือ
- เกษตร
- วัฒนธรรม
- องค์ความรู้
- และนำไปสู่ความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
การสร้างหอคำหลวงเป็นศิลปะแบบล้านนา ซึ่งจะเป็น landmark ของชาวเชียงใหม่ต่อไป เป็นการผสมผสานแนวคิด 4 เรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้ว
ผมขอฝาก 2-3 เรื่องไว้เพื่อที่หลายคนจะได้นำไปเตรียมการสำหรับเยี่ยมชม
- การไปชมต้องให้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน ดูทั้งกลางวันและกลางคืน
- ใช้เวลานั่งรถดูภาพรวมเป็นการดูแบบ macro ว่ามีอะไรบ้าง
- แต่ที่สำคัญท่านน่าที่จะเลือกเดินดู และเรียนรู้ว่า เฉพาะในช่วงกลางคืน เมื่อดูแล้วคิดว่าจะเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อเนื่อง
ผมดีใจที่ทราบว่ารัฐบาลมีโครงการที่จะเก็บไว้เป็นศูนย์การเรียนรู้ถาวรในระยะยาว เพราะครบ 3 เดือนแล้วก็ยังมีประโยชน์มากมาย การสร้างอะไรให้คนไทยกลับมาหา Basics คือภาคเกษตรเป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
คงจะต้องยอมรับวิสัยทัศน์ (Vision) ของรัฐบาลชุดที่แล้วโดยการนำของนายกฯ ทักษิณ แต่จุดอ่อนคือมีการใช้จ่ายเงินแบบไม่มีระบบควบคุม และอาจจะไม่โปร่งใสผมเห็นกลุ่มข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน นำโดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาไปร่วมงานหลายคน และอาจจะหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าใช้เงินถูกต้องหรือไม่ก็ว่ากันไปตามระบบการตรวจสอบ ซึ่งดีและถูกต้อง
สุดท้าย ผมภูมิใจที่สุดคือคำถามของคุณนาตยา แวววีระคุปต์ ที่ถามผมในรายการเวทีความคิด ทางสถานีวิทยุ FM 96.5 MHz เมื่อวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผมรายงานสดมาจากเชียงใหม่ว่า
- สิ่งที่ทำไปทั้งหมดนอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านอย่างสมศักดิ์ศรีแล้วเกษตรกรไทยระดับรากแก้วได้อะไร
เพราะประชากรไทยกว่า 50% ที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย คือ เกษตรกรนั่นเองเกษตรกรระดับรากแก้วจะได้อะไรกับงานนี้
ผมชอบคำถามนี้เพราะการจัดงานครั้งนี้ มีการไป outsource ภาคธุรกิจมาทำ ซึ่งก็ไม่ว่ากัน เพราะภาคธุรกิจเอกชน อาจจะมีความพร้อม ชำนาญและมีประสบการณ์มากกว่า แต่บางครั้งถึงแม้ภาคเอกชนหรือคนชั้นกลางได้ คนระดับรากแก้วก็ควรจะได้ด้วย การตั้งโจทย์ว่าคนรากแก้วได้อะไร จะช่วยกระจายความรู้ไปสู่รากแก้ว
หากถามผมในเวลานั้นรัฐบาลทักษิณ คิดอะไรจึงทำ
ผมคิดว่ารัฐบาลทักษิณรีบทำเพราะรีบทำคะแนน แต่ไม่ได้มองผลประโยชน์ระยะยาวมากนัก ฉะนั้นผมจะช่วยคิดต่อว่าคนรากแก้วได้อะไร
จุดอ่อนจุดแรก คือการบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก นักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลสหกรณ์ ต่างๆ ไม่ค่อยจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางมากนักส่วนมากจะเป็นงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับภาคเอกชน คล้ายระบบ CEO ของรัฐบาลชุดที่แล้ว
หวังว่าใน 3 เดือนข้างหน้าคงจะมีคนช่วยคิดว่า คนรากแก้วได้อะไรมากขึ้น
ฝากผู้จัดงานไว้ด้วยครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr><div id="ftn1"> [1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 </div> </div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ คุณรัตติยา คุณยมนา น้องLotus และท่านผู้อ่านทุกท่าน
วันนี้ ผมหาความรู้ ทาง Internet เช่นเคย และอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่อง คนกรุงเทพฯ : นึกถึงคนภาคกลาง ผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้ แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความของ ศ.ดร.จีระ ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ คนกรุงเทพฯ : นึกถึงคนภาคกลาง[1]ใน 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดภัยธรรมชาติใหญ่ในประเทศไทยที่ผมยังไม่ได้พูดถึงคือ ปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางหลายจังหวัด หากไม่มีการผันน้ำไปสู่ทุ่งนาตามจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท ถนนในกรุงเทพฯ ก็คงจมน้ำไปตามกัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน คงเปิดตำราแทบไม่ทัน เรื่องปัญหาทรัพยากรธรรมชาติน้ำ มีตั้งแต่น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย ในบ้านเราเป็นปัญหาที่มีมาในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน นี่ถ้าเกิดในญี่ปุ่น เราคงได้เห็นเขาจัดการอย่างเป็นระบบเช่นปัญหาแผ่นดินไหว ซึ่งญี่ปุ่นสามารถจัดการได้เป็นอย่างดี ญี่ปุ่นมีการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง คนอ่อนแอ คนโกง คือคนที่ทำลายประเทศ ญี่ปุ่นมีการวางแผนพัฒนาประเทศโดยเน้นปัจจัยความเข้มแข็งในการทำงานเพื่อชีวิต เพื่อชาติ เน้นความสำคัญในการฝึกและพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ทุกรูปแบบ และเน้นสอนให้คนญี่ปุ่น มีความซื่อสัตย์ ขยัน กล้าหาญ รักความสะอาด ความมีวินัย รักธรรมชาติ ควบคุมอารมณ์ได้ ที่สำคัญคือการรักการอ่านและศิลปะวัฒนะธรรม ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในการกู้วิกฤตชาติและทรัพยากร รวมทั้งการสร้างสมทุนต่าง ๆ ของประเทศ รวมทั้งทุนมนุษย์ ปัญหาเรื่องน้ำที่มีอยู่ในบ้านเรา น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า คนไทยมีลักษณะแตกต่างจากคนญี่ปุ่นอย่างไร และเราควรนำเอาจุดแข็งของเขามาบูรณาการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการบริหรประเทศและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยหรือไม่ อย่างไร บ้านเราอยู่ในทำเลดี ในประวัติศาสตร์ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่มีภัยธรรมชาติ ทำให้เราขาดความกระตือรือร้นจนถึงปัจจุบัน ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ว น้ำเสีย ยังเคียงคู่อยู่กับวิถีชีวิตไทย อย่างไรก็ตามผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ ทำให้สภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไป เรากำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อน อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป มีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลจะสูงขึ้น แผ่นดินไหวมีมากขึ้น แผ่นดินเลื่อนมีมากขึ้นทั่วโลก ปัญหาน้ำท่วมในบ้านเราครั้งนี้ ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งมีผลมาจากปัญหาสภาวะโลกร้อนขึ้น น้ำทะเลสูง ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราทราบว่าในอนาคต เราอาจจะพบปัญหาใหญ่หลวงกว่านี้ ในเรื่องน้ำ ถึงเวลานั้นต่อให้ผันน้ำไปสู่ทุ่งนาตามจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาทฯ ก็ตาม กรุงเทพฯอาจหนีไม่พ้นปัญหาใหญ่เรื่องน้ำท่วมได้ หากผู้เกี่ยวข้องไม่มีมาตรการป้องกันเชิงรุก ปล่อยให้ปัญหาเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีการจัดการเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ อย่างจริงจัง ความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับคนไทย รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และคนไทยทุกระดับควรกระตือรือร้นปรับตัว เตรียมพร้อมเผชิญปัญหา พวกองค์กรอิสระ ที่มีพลัง มีการประท้วง ชุมนุมกันที่ผ่านมา ก็น่าจะใช้พลังที่มีอยู่มาขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ครับ ส่งเสริมให้รัฐมีการนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
ผมและคณะ จึงมีโอกาสไปเยี่ยม แสดงความห่วงใยชาวต่างจังหวัด และแจกสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อบต.สามตุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีคุณขวัญชัย มหาชื่นใจนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนันตำบลสามตุ่ม คุณพยอม มหาชื่นใจ ได้ให้การต้อนรับอย่างดี สิ่งที่ ศ.ดร.จีระ ออกไปช่วยเหลือ เยี่ยมชาวต่างจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เป็นสิ่งที่ดี น่าสรรเสริญยกย่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ ทั้ง ป.โท และ ป.เอก ผมและเพื่อน ที่เรียน ป.เอก ขอส่งกำลังใจมาให้ ศ.ดร.จีระ ความดีที่อาจารย์ทำให้กับสังคม ขอให้ย้อนกลับมาหาอาจารย์และทีมงาน ครับ หากเป็นไปได้ ผมปรารถนาที่จะเห็นหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนกิจกรรมของอาจารย์ ที่อาจารย์ทำเป็นงานอาสาสมัคร เหมือนกับที่ ศ.ดร.ป๋วย อื้งภากรณ์ ได้เคยสร้างแนวทางและได้ทำ เป็นตัวอย่างจนเกิดโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ขึ้นมาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงแม้อาจารย์จะมีเครือข่าย ทุนทางสังคมอยู่ในต่างจังหวัดสูง ถ้าอาจารย์จะไปเยี่ยมชาวบ้านที่ต่างจังหวัด ในภาคอีสาน ผมขอแนะนำอีกช่องทางหนึ่ง คือ อาจารย์อาจจะประสานไปที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร เพื่อให้ทางสำนักฯแจ้ง บัณฑิตอาสาสมัคร ให้คอยอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ สำนักบัณฑิตอาสาสมัครมีนักศึกษาในอดีตและปัจจุบันกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งพวกนี้จะรู้จักชาวบ้าน ผู้นำหมู่บ้านเป็นอย่างดี
แต่ผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้อากาศเปลี่ยน จากการที่ผมคุยกับอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่า ปัจจุบัน ฝนตกไม่สม่ำเสมอ บางแห่งมาก บางแห่งน้อย อย่างในปีนี้ ฝนตกที่ภาคเหนือตอนล่างมากกว่า เฉลี่ย 27% ทำให้น้ำไหลทะลักมาสู่ภาคกลางมากมาย และที่สำคัญ ฝนที่ตกในภาคกลางเองก็มากกว่าปกติถึง 10% จึงเกิดปัญหา โลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องการค้าเสรีหรือการเงินเสรีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องภัยธรรมชาติจากโลกที่กระทบเราด้วย จากปรากฏการณ์อากาศไม่ปกติหรือโลกร้อนนั่นเอง ประเด็นนี้ ทำให้ประชาชน ครู เด็กนักเรียน เข้าใจคำว่า โลกาภิวัตน์มากขึ้น เวลาเราพูดถึงโลกาภิวัตน์ ก็จะคิดแค่ การค้าระหว่างประเทศ การสื่อสาร การลงทุน FTAฯ แต่เราพูดถึงปัญหาภัยธรรมชาติในระดับโลกภิวัตน์น้อยมาก ตรงนี้เป็นประโยชน์ที่ ครู อาจารย์สามารถนำไปยกตัวอย่างเรื่อง โลกาภิวัตน์ให้นักเรียนประถม มัธยม หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ เป็นอย่างดี
ผมติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด หากเราคิดว่าปีนี้น้ำท่วมแค่ปีเดียว ปีหน้าก็คงปกติ ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ เพราะอากาศของโลกไม่ปกติ และเรามีเวลาที่จะร่วมกันแก้ไขอีกไม่เกิน 15 ปี คนไทยส่วนใหญ่คิดอย่างนี้มานานครับ ปัญหาเรื่องน้ำมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บ้านทรงไทยจึงมีใต้ถุนสูง ยกสูง มีเรือประจำบ้าน แต่ปัจจุบัน บ้านคนไทยเลียนแบบฝรั่ง ไม่มีใต้ทุนสูง ไม่ยกสูง เป็นบ้านชั้นเดียวติดดินก็มีมาก ไม่มีเรือประจำบ้าน แต่มีรถยนต์แทน เมื่อน้ำมาจึงพบปัญหาเดือดร้อนกัน และเราเคยชินกับการคิดสั้น ๆ ไม่คิดไกล ไม่คิดถึงปัญหาภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบมาจากโลกาภิวัตน์ เพราะโลกาภิวัตน์เพิ่งมาเยือน เพิ่งมีผลกระทบให้เห็นไม่นานมานี้ ถ้าคนไทยตื่นตัวและหาทางป้องกัน ก็จะรอดพ้นกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าปัญหาน้ำท่วมจะมีมากขึ้นกว่าที่ผ่าน ๆ มาอย่างแน่นอนครับ ก็ขอให้เตรียมการณ์รองรับปัญหานี้กันให้ดี เพราะว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ถ้าย้อนดูข่าวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติในสองปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีผลกระทบไปทั่งโลก การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของโลก ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม สึนามิ ทอร์นาโดฯลฯ นั้น รัฐบาลจะต้องศึกษาและรู้เท่าทัน และต้องร่วมกับกลุ่มประเทศในโลก กลุ่ม APEC ฯลฯ นานาประเทศต้องพร้อมทั้งให้ความร่วมมือบางเรื่องและคัดค้านบางเรื่องกับกลุ่มพลังโลก ที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายโลก เช่น· กลุ่มมหาอำนาจปกป้องผลประโยชน์ของตน · กลุ่มตลาดโลก· กลุ่มก่อการร้ายสากล· ภาวะผู้นำโลก · กลุ่มประเทศที่ผลิตและมีอาวุธนิวเคลียร์· กลุ่มคอรัปชั่นระดับโลกฯลฯ กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ มีผลต่อหายนะ และความสงบสุขของโลก ซึ่งรัฐบาลไทยเราควรรู้เท่าทัน เพื่อนำพาประเทศไทยให้อยู่รอดได้ อย่างยั่งยืน ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การดำเนินการบริหารประเทศตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงมิใช่เป็นการบริหารแค่พอมีพอกินในประเทศเท่านั้น แต่ต้องบริหารให้ประเทศอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน สมดุลย์ภายใต้กระแสและผลกระทบของโลกาภิวัตน์ และการกำหนดนโยบายโลก ขององค์การสหประชาชาติ และกลุ่มประเทศต่างๆ จากการอ่านข่าว พบว่ากลุ่มนักวิชาการของอังกฤษได้มีการศึกษา และส่งรายงานไปให้ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษทราบว่า อย่างช้าที่สุด ภายใน 15 ปี GDP ของโลกจะลดลง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 7 Trillion US $ ) เพราะการผลิตสินค้าและบริการจะถูกกระทบจากภาวะโลกร้อน ลองคิดดู ประเทศไทยจะจนลง 20% ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 15 ปี
ลูกศิษย์ผมคือ คุณยม นาคสุข ได้เชิญผมไปฟังสัมมนาของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งได้เตือนประเทศไทยให้หันมาเอาใจใส่ ทำวิจัย ปรับตัว เรื่อง Global warming เพราะมีเวลาเหลืออีกไม่มาก ขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่กล่าวถึงผมในบทความนี้ ผมเป็นคนไทยที่รักชาติบ้านเมือง และห่วงใยประชาชนที่ยากไร้ ด้อยโอกาส ในชนบทที่ยากจน การนำเรื่องนี้ มาเรียนให้อาจารย์ทราบ เพราะอาจารย์มีอุดมการณ์มีจิตอาสาพัฒนาชาติและมีทุนทางสังคมสูง จึงคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ และผมเชื่อว่าอาจารย์คงไม่อยู่เฉยถ้าทราบข่าวความหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นกับชาวโลก และคนไทย ขอบคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งที่ให้ความสนใจในเรื่อง Global warmingและคิดต่อที่จะทำเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม นอกจากนี้ แนวคิด ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนของชาติก็น่าสนใจมาก ดร.อาจอง ท่านทำโรงเรียนในฝัน มีการฝึกและพัฒนาจิตและนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปสอนและใช้กับเด็กนักเรียนด้วย ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของไทย ด้วยเช่นกัน
ผมจึงถือโอกาสเรียนให้ทราบว่า วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน ผมจะมีรายการสู่ศตวรรษใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 14.00-15.00 น. ซึ่งผมได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีท่านนี้เป็นผู้มีความรู้ดีมาก และได้ทำงานหลายอย่างเพื่อประชาชน จะมาพูดในรายการ ผมจึงเป็นแนวร่วมกับท่านทำหลายเรื่อง รายการนี้ น่าสนใจเหมือนกับรายการวิทยุคลื่นความคิด FM. 96.5 เป็นรายการประเทืองปัญญา ถ้าติดตามชมหรือฟังรายการแล้ว คิดตามคิดต่อยอดจะเกิดความรู้ เกิดทุนทางปัญญา จึงขอเชิญชวนท่านผู้อ่านติดตามรายการของ ศ.ดร.จีระ รายละเอียดกำหนดรายการต่าง ๆ ของ ศ.ดร.จีระ ผมได้ประชาสัมพันธ์ไว้ตอนท้ายของ Blog นี้
ผมพูดเสมอว่า มนุษย์สร้างความเจริญ แบบไม่มองความสมดุลของธรรมชาติ ทุนแห่งความยั่งยืนของผม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผมต้องการให้โลกน่าอยู่ ให้คนรุ่นหลังได้เห็น ไม่ใช่มีความสะดวกสบายในปัจจุบัน แต่อนาคตไม่ยั่งยืน การมองความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติกับทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนมีความรู้ เดินสายกลาง พอประมาณ ผมจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานหลายแห่ง เช่น กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมบรรเทาสาธารณภัย สภาวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อเตรียมรับมือเรื่องโลกร้อนให้ได้ และจะเริ่มรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงปัญหานี้ เรื่อง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ในการเรียนการสอน ระดับมหาวิทยาลัย ควรให้มีวิชาทีว่าด้วย “ความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติกับทรัพยากรมนุษย์” ด้วยครับ ให้ถือว่าเป็น นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนวิชานี้ เพราะที่ผ่านมาเรามัวแต่ไปพูดเรื่องการสรรหา คัดเลือก อบรมฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เทคนิคเหล่านี้ย่อมต้องเปลี่ยนไป การเรียนการสอน ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ควรต้องร่างหลักสูตรกันใหม่ ไม่ควรมัวแต่ลอกตำราฝรั่ง ครับ ผมดีใจที่ทางนิด้า จัดให้มีการเรียนการสอน วิชา เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา และการเป็นวิทยากรเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเปิดโอกาสให้คนภายนอกได้เข้าไปร่วมเรียนอย่างเป็นระบบ และยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาเอก เข้าไปร่วมฟังได้ด้วย เป็นวิชาที่ไม่ได้ลอกตำราฝรั่งแต่เอาแนวคิดของพ่อหลวงของเรามาจัดให้มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ และถ้ามีการจัดการที่ดี ต่อไปเราอาจจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของโลก ให้ฝรั่งมาเรียนรู้เราบ้าง ส่วนเรื่องการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ ที่ ศ.ดร.จีระ เขียนมา ผมยังไม่มีอะไรต่อยอดมากนัก เพราะยังไม่ได้มีโอกาสไป อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยที่รัฐ ควรทบทวนให้เกิดประโยชน์กับประชาชนระดับรากแก้ว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วย เช่น การเผยแพร่ภาพของงานทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เป็นระยะ ๆ การนำพันธุ์พืชสวนโลกที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร รวมทั้งแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ กระจายไปสู่เกษตรกรที่ยากไร้ ตามชนทบ อย่างเป็นระบบ หรือการที่ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด จะใช้งบประมาณบางส่วน จัดตัวแทนชุมชนในชนบท มาทัศนศึกษาอย่างมีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน
ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น.นอกจากนี้ ยังออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักศึกษาปริญญาเอก </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎบัณฑิต </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">[email protected]</p> 081-9370144 <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
</div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ คุณรัตติยา คุณยมนา น้องLotus และท่านผู้อ่านทุกท่าน
เนื่องจากระบบในBlog นี้ ไม่เอื้อให้จัดย่อหน้าได้สะดวกนัก ผมได้พยายามจัดย่อหน้าใหม่ และปรับปรุงบางส่วนตามเนื้อหาตอนท้ายนี้ครับ
วันนี้ ผมหาความรู้ ทาง Internet เช่นเคย และอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่อง คนกรุงเทพฯ : นึกถึงคนภาคกลาง ผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้ แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความของ ศ.ดร.จีระ ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ
คนกรุงเทพฯ : นึกถึงคนภาคกลาง[1]
ใน 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดภัยธรรมชาติใหญ่ในประเทศไทยที่ผมยังไม่ได้พูดถึงคือ ปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางหลายจังหวัด หากไม่มีการผันน้ำไปสู่ทุ่งนาตามจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท ถนนในกรุงเทพฯ ก็คงจมน้ำไปตามกัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน คงเปิดตำราแทบไม่ทัน
เรื่องปัญหาทรัพยากรธรรมชาติน้ำ มีตั้งแต่น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย ในบ้านเราเป็นปัญหาที่มีมาในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน นี่ถ้าเกิดในญี่ปุ่น เราคงได้เห็นเขาจัดการอย่างเป็นระบบเช่นปัญหาแผ่นดินไหว ซึ่งญี่ปุ่นสามารถจัดการได้เป็นอย่างดี
ญี่ปุ่นมีการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง คนอ่อนแอ คนโกง คือคนที่ทำลายประเทศ ญี่ปุ่นมีการวางแผนพัฒนาประเทศโดยเน้นปัจจัยความเข้มแข็งในการทำงานเพื่อชีวิต เพื่อชาติ เน้นความสำคัญในการฝึกและพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ทุกรูปแบบ
ญี่ปุ่นแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังโดยเน้นสอนให้คนญี่ปุ่น มีความซื่อสัตย์ ขยัน กล้าหาญ รักความสะอาด ความมีวินัย รักธรรมชาติ ควบคุมอารมณ์ได้ ที่สำคัญคือการรักการอ่านและศิลปะวัฒนะธรรม ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในการกู้วิกฤตชาติและทรัพยากร รวมทั้งการสร้างสมทุนต่าง ๆ ของประเทศ รวมทั้งทุนมนุษย์
ปัญหาเรื่องน้ำที่มีอยู่ในบ้านเรา น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า คนไทยมีลักษณะแตกต่างจากคนญี่ปุ่นอย่างไร และเราควรนำเอาจุดแข็งของเขามาบูรณาการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการบริหรประเทศและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยหรือไม่ อย่างไร
บ้านเราอยู่ในทำเลดี ในประวัติศาสตร์ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่มีภัยธรรมชาติ ทำให้เราขาดความกระตือรือร้นจนถึงปัจจุบัน ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ว น้ำเสีย ยังเคียงคู่อยู่กับวิถีชีวิตไทย
อย่างไรก็ตามผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ ทำให้สภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไป เรากำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อน อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป มีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลจะสูงขึ้น แผ่นดินไหวมีมากขึ้น แผ่นดินเลื่อนมีมากขึ้นทั่วโลก
ปัญหาน้ำท่วมในบ้านเราครั้งนี้ ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งมีผลมาจากปัญหาสภาวะโลกร้อนขึ้น น้ำทะเลสูง ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราทราบว่าในอนาคต เราอาจจะพบปัญหาใหญ่หลวงกว่านี้
ในเรื่องปัญหาน้ำท่วม หากผู้เกี่ยวข้องไม่มีมาตรการป้องกันเชิงรุก ปล่อยให้ปัญหาเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีการจัดการเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ อย่างจริงจัง ความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับคนไทย ถึงเวลานั้นต่อให้ผันน้ำไปสู่ทุ่งนาตามจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาทฯ ก็ตาม กรุงเทพฯอาจหนีไม่พ้นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน
รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และคนไทยทุกระดับควรกระตือรือร้นปรับตัว เตรียมพร้อมเผชิญปัญหา พวกองค์กรอิสระ ที่มีพลัง มีการประท้วง ชุมนุมกันที่ผ่านมา ก็น่าจะใช้พลังที่มีอยู่มาขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ครับ ส่งเสริมให้รัฐมีการนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
<p>
ผมและคณะ จึงมีโอกาสไปเยี่ยม แสดงความห่วงใยชาวต่างจังหวัด และแจกสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อบต.สามตุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีคุณขวัญชัย มหาชื่นใจนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนันตำบลสามตุ่ม คุณพยอม มหาชื่นใจ ได้ให้การต้อนรับอย่างดี </p><p>สิ่งที่อาจารย์ทำเป็นงานอาสาสมัคร เหมือนกับที่ ศ.ดร.ป๋วย อื้งภากรณ์ ได้เคยสร้างแนวทางและได้ทำ เป็นตัวอย่างจนเกิดโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ขึ้นมาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </p>
ถึงแม้อาจารย์จะมีเครือข่าย ทุนทางสังคมอยู่ในต่างจังหวัดสูง ถ้าอาจารย์จะไปเยี่ยมชาวบ้านที่ต่างจังหวัด ในภาคอีสาน ผมขอแนะนำอีกช่องทางหนึ่ง คือ อาจารย์อาจจะประสานไปที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร เพื่อให้ทางสำนักฯแจ้ง บัณฑิตอาสาสมัคร ให้คอยอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ ได้อีกทางหนึ่ง
สำนักบัณฑิตอาสาสมัครมีนักศึกษาในอดีตและปัจจุบันกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งพวกนี้จะรู้จักชาวบ้าน ผู้นำหมู่บ้านเป็นอย่างดี
</span><p>สิ่งที่ ศ.ดร.จีระ ออกไปช่วยเหลือ เยี่ยมชาวต่างจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เป็นสิ่งที่ดี น่าสรรเสริญยกย่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ ทั้ง ป.โท และ ป.เอก ผมและเพื่อน ที่เรียน ป.เอก ขอส่งกำลังใจมาให้ ศ.ดร.จีระ ความดีที่อาจารย์ทำให้กับสังคม ขอให้ย้อนกลับมาหาอาจารย์และทีมงาน ครับ </p><p>หากเป็นไปได้ ผมปรารถนาที่จะเห็นหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนกิจกรรมของอาจารย์ </p><p>
แต่ผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้อากาศเปลี่ยน จากการที่ผมคุยกับอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่า ปัจจุบัน ฝนตกไม่สม่ำเสมอ บางแห่งมาก บางแห่งน้อย อย่างในปีนี้ ฝนตกที่ภาคเหนือตอนล่างมากกว่า เฉลี่ย 27% ทำให้น้ำไหลทะลักมาสู่ภาคกลางมากมาย และที่สำคัญ ฝนที่ตกในภาคกลางเองก็มากกว่าปกติถึง 10% จึงเกิดปัญหา โลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องการค้าเสรีหรือการเงินเสรีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องภัยธรรมชาติจากโลกที่กระทบเราด้วย จากปรากฏการณ์อากาศไม่ปกติหรือโลกร้อนนั่นเอง </p><p>ประเด็นนี้ สามารถทำให้ประชาชน ครู เด็กนักเรียน เข้าใจคำว่า “โลกาภิวัตน์” ได้มากขึ้น เวลาเราพูดถึงโลกาภิวัตน์ ก็จะคิดแค่ การค้าระหว่างประเทศ การสื่อสาร การลงทุน FTAฯ แต่เราพูดถึงปัญหาภัยธรรมชาติในระดับโลกภิวัตน์น้อยมาก </p><p>ประเด็นนี้เป็นประโยชน์ที่ ครู อาจารย์สามารถนำไปยกตัวอย่างเรื่อง โลกาภิวัตน์ให้นักเรียนประถม มัธยม หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ เป็นอย่างดี </p><p>
ผมติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด หากเราคิดว่าปีนี้น้ำท่วมแค่ปีเดียว ปีหน้าก็คงปกติ ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ เพราะอากาศของโลกไม่ปกติ และเรามีเวลาที่จะร่วมกันแก้ไขอีกไม่เกิน 15 ปี </p>
คนไทยส่วนใหญ่คิดอย่างนี้มานานครับ ปัญหาเรื่องน้ำมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บ้านทรงไทยจึงมีใต้ถุนสูง ยกสูง มีเรือประจำบ้าน แต่ปัจจุบัน บ้านคนไทยเลียนแบบฝรั่ง ไม่มีใต้ทุนสูง ไม่ยกสูง เป็นบ้านชั้นเดียวติดดินก็มีมาก ไม่มีเรือประจำบ้าน แต่มีรถยนต์แทน เมื่อน้ำมาจึงพบปัญหาเดือดร้อนกัน
</span><p>และคนไทยบางส่วนเคยชินกับการคิดสั้น ๆ ไม่คิดไกล ไม่คิดถึงปัญหาภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบมาจากโลกาภิวัตน์ เพราะโลกาภิวัตน์เพิ่งมาเยือน เพิ่งมีผลกระทบให้เห็นไม่นานมานี้ ถ้าคนไทยตื่นตัวและหาทางป้องกัน ก็จะรอดพ้นกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น </p><p>ผมเชื่อว่าปัญหาน้ำท่วมจะมีมากขึ้นกว่าที่ผ่าน ๆ มาอย่างแน่นอนครับ ก็ขอให้เตรียมการณ์รองรับปัญหานี้กันให้ดี เพราะว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นถ้าย้อนดูข่าวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติในสองปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีผลกระทบไปทั่วโลก </p><p>การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของโลก ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม สึนามิ ทอร์นาโดฯลฯ นั้น รัฐบาลและประชาชนทั้งโลกจะต้องศึกษาและรู้เท่าทัน และต้องร่วมกับกลุ่มประเทศในโลก กลุ่ม APEC ฯลฯ ในการแก้ไขและป้องกันปัญหา</p><p>นานาประเทศต้องพร้อมทั้งให้ความร่วมมือบางเรื่องและคัดค้านบางเรื่องกับกลุ่มพลังโลก ที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายโลก เช่น</p><ul>
</ul><p>กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ มีผลต่อหายนะ และความสงบสุขของโลก ซึ่งรัฐบาลไทยเราควรรู้เท่าทัน เพื่อนำพาประเทศไทยให้อยู่รอดได้ อย่างยั่งยืน ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง </p><p>การดำเนินการบริหารประเทศตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงมิใช่เป็นการบริหารแค่พอมีพอกินในประเทศเท่านั้น แต่ต้องบริหารให้ประเทศอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน สมดุลย์ภายใต้กระแสและผลกระทบของโลกาภิวัตน์ และการกำหนดนโยบายโลก ขององค์การสหประชาชาติ และกลุ่มประเทศต่างๆ </p><p>จากการอ่านข่าว พบว่ากลุ่มนักวิชาการของอังกฤษได้มีการศึกษา และส่งรายงานไปให้ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษทราบว่า อย่างช้าที่สุด ภายใน 15 ปี GDP ของโลกจะลดลง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 7 Trillion US $ ) เพราะการผลิตสินค้าและบริการจะถูกกระทบจากภาวะโลกร้อน ลองคิดดู ประเทศไทยจะจนลง 20% ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 15 ปี
ลูกศิษย์ผมคือ คุณยม นาคสุข ได้เชิญผมไปฟังสัมมนาของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งได้เตือนประเทศไทยให้หันมาเอาใจใส่ ทำวิจัย ปรับตัว เรื่อง Global warming เพราะมีเวลาเหลืออีกไม่มาก </p><p>ขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่กล่าวถึงผมในบทความนี้ และให้ความกรุณากับผมในการสนับสนุนเรื่องการเรียนรู้ตลอดมา ผมเป็นคนไทยที่รักชาติบ้านเมือง และห่วงใยประชาชนที่ยากไร้ ด้อยโอกาส ในชนบทที่ยากจน เช่นเดียวกับอาจารย์ และพี่น้องชาวไทยอีกหลายท่าน</p><p>การนำเรื่องนี้ มาเรียนให้อาจารย์ทราบ เพราะอาจารย์มีอุดมการณ์มีจิตอาสาพัฒนาชาติและมีทุนทางสังคมสูง จึงคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ และผมเชื่อว่าอาจารย์คงไม่อยู่เฉยถ้าทราบข่าวความหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นกับชาวโลก และคนไทย ครับ</p><p>ผมขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งหนึ่ง ที่อาจารย์ให้ความสนใจในเรื่อง Global warmingตามที่ผมเรียนให้ทราบและะคิดต่อที่จะทำเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม </p><p>นอกจากนี้ แนวคิด ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนของชาติก็น่าสนใจมาก ดร.อาจอง ท่านทำโรงเรียนในฝัน มีการฝึกและพัฒนาจิตและนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปสอนและใช้กับเด็กนักเรียนด้วย ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของไทย ด้วยเช่นกัน หากมีโอกาสน่าจะถ่ายทำสารคดีมาประกอบรายการเศรษบกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ครับ</p><p>
ผมจึงถือโอกาสเรียนให้ทราบว่า วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน ผมจะมีรายการสู่ศตวรรษใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 14.00-15.00 น. ซึ่งผมได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีท่านนี้เป็นผู้มีความรู้ดีมาก และได้ทำงานหลายอย่างเพื่อประชาชน จะมาพูดในรายการ ผมจึงเป็นแนวร่วมกับท่านทำหลายเรื่อง </p><p>รายการนี้ น่าสนใจเหมือนกับรายการวิทยุคลื่นความคิด FM. 96.5 เป็นรายการประเทืองปัญญา ถ้าติดตามชมหรือฟังรายการแล้ว คิดตามคิดต่อยอดจะเกิดความรู้ เกิดทุนทางปัญญา จึงขอเชิญชวนท่านผู้อ่านติดตามรายการของ ศ.ดร.จีระ รายละเอียดกำหนดรายการต่าง ๆ ของ ศ.ดร.จีระ ผมได้ประชาสัมพันธ์ไว้ตอนท้ายของ Blog นี้ </p><p>
ผมพูดเสมอว่า มนุษย์สร้างความเจริญ แบบไม่มองความสมดุลของธรรมชาติ ทุนแห่งความยั่งยืนของผม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผมต้องการให้โลกน่าอยู่ ให้คนรุ่นหลังได้เห็น ไม่ใช่มีความสะดวกสบายในปัจจุบัน แต่อนาคตไม่ยั่งยืน การมองความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติกับทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนมีความรู้ เดินสายกลาง พอประมาณ ผมจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานหลายแห่ง เช่น กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมบรรเทาสาธารณภัย สภาวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อเตรียมรับมือเรื่องโลกร้อนให้ได้ และจะเริ่มรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงปัญหานี้ </p><p>เรื่อง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ในการเรียนการสอน ระดับมหาวิทยาลัย ควรให้มีวิชาทีว่าด้วย “ความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติกับทรัพยากรมนุษย์”ด้วยครับ ให้ถือว่าเป็น นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนวิชานี้ </p><p>เพราะที่ผ่านมาเรามัวแต่ไปพูดเรื่องการสรรหา คัดเลือก อบรมฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เทคนิคเหล่านี้ย่อมต้องเปลี่ยนไป การเรียนการสอน ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ควรต้องร่างหลักสูตรกันใหม่ ไม่ควรมัวแต่ลอกตำราฝรั่ง ครับ </p><p>ผมดีใจที่ทางนิด้า จัดให้มีการเรียนการสอน วิชา เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา และการเป็นวิทยากรเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเปิดโอกาสให้คนภายนอกได้เข้าไปร่วมเรียนอย่างเป็นระบบ และยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาเอก เข้าไปร่วมฟังได้ด้วย เป็นวิชาที่ไม่ได้ลอกตำราฝรั่งแต่เอาแนวคิดของพ่อหลวงของเรามาจัดให้มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ และถ้ามีการจัดการที่ดี ต่อไปเราอาจจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของโลก ให้ฝรั่งมาเรียนรู้เราบ้าง </p><p>ส่วนเรื่องการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ ที่ ศ.ดร.จีระ เขียนมา ผมยังไม่มีอะไรที่จะ comment หรือต่อยอดมากนัก เพราะยังไม่มีโอกาสได้ไปดูงานของจริง </p><p>อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยที่รัฐ ควรทบทวนให้เกิดประโยชน์กับประชาชนระดับรากแก้ว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วย เช่น การเผยแพร่ภาพของงานทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เป็นระยะ ๆ การนำพันธุ์พืชสวนโลกที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร รวมทั้งแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ กระจายไปสู่เกษตรกรที่ยากไร้ ตามชนทบ อย่างเป็นระบบ หรือการที่ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด จะใช้งบประมาณบางส่วน จัดตัวแทนชุมชนในชนบท มาทัศนศึกษาอย่างมีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน ครับ
ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น.นอกจากนี้ ยังออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ </p><p> </p><p>ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักศึกษาปริญญาเอก </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎบัณฑิต </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">[email protected]</p> 081-9370144 <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
</div>
กราบเรียน ศ.ดร. จีระ และ สวัสดีผู้อ่านทุกท่านวันนี้ดิฉันได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับศ.ดร.จีระ” ทาง Internet ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่อง คนกรุงเทพฯ : นึกถึงคนภาคกลาง อาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม1.อาจารย์และคณะมีโอกาสไปเยี่ยม แสดงความห่วงใยชาวต่างจังหวัดและแจกสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อบต.สามตุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาดิฉันมีความชื่นชมภาวะความเป็นผู้นำ(Leadership)ของอาจารย์เป็นอย่างมากค่ะ แสดงถึง การนำของผู้นำที่ดี กล่าวได้ว่าผู้นำไม่ใช่ผู้ที่จะนำคนอื่นแต่ผู้นำที่ดีคือ ผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม จากภารกิจที่อาจารย์ได้แสดง ถึงความมีเมตตา ความเอื้อเฟื้อ ความเสียสละ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แสดงถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและควรนำไปปฏิบัติอย่างยิ่งใน ในสังคมไทยของเรา การศึกษาไทยรวมถึงการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ในปัจจุบัน ควรมีการปลูกฝังและแทรกเนื้อหาเข้าไว้ในหลักสูตรใน โดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อสังคมไทยของเราจะได้มีความสมานฉันท์ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 2. อาจารย์ได้กล่าวถึง ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้อากาศร้อนและ อาจารย์ได้พบข้อมูลจากการอ่านข่าวพบว่ากลุ่มนักวิชาการของอังกฤษได้มีการศึกษา และส่งรายงานไปให้ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษทราบว่า อย่างช้าที่สุด ภายใน 15 ปี GDP ของโลกจะลดลง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 7 Trillion US $ ) เพราะการผลิตสินค้าและบริการจะถูกกระทบจากภาวะโลกร้อน ลองคิดดู ประเทศไทยจะจนลง 20% ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 15 ปี3. อาจารย์ได้รับเชิญจาก คุณยม นาคสุขซึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์ไปฟังสัมมนาของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาซึ่งได้เตือนประเทศไทยให้หันมาเอาใจใส่ ทำวิจัย ปรับตัว เรื่อง Global warming มีรายการสู่ศตวรรษใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 14.00-15.00 น.ซึ่งผมและได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์จะมาพูดในรายการ ผมจึงเป็นแนวร่วมกับท่านทำหลายเรื่อง เช่น
- จะพัฒนาภาวะผู้นำของข้าราชการกรมอุตุนิยมวิทยาให้เป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้นำที่จะทำงาน ให้ประชาชนได้ประโยชน์
- จะทำสารคดีสั้น 5 นาที ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ให้อธิบดีออกรายการเพื่อกระจายข่าวเป็นการเตือนภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญในชนบทให้รับทราบถึงเรื่องภาวะอากาศ ผลกระทบและการปรับตัวผลกระทบจากเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้สภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไป เรากำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อน อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป มีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้นภาวะโลกร้อน ทั่วโลกมีภาวะตื่นตัว ดังเช่น การประชุมระดับโลกกันที่ประเทศอาร์เจนตินาก่อนหน้านี้ประชุมกันที่ญี่ปุ่น สาระสำคัญ คือ1. ก๊าซโอโซนกำลังถูกทำลายอย่างมาก จนทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ปัญหาสำคัญคือ การปล่อยก๊าซ พิษต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น ที่สำคัญการใช้สารฟลูออโรคาร์บอน หรือรู้จักกันว่าสารซีเอฟซีสารนี้ มีการประชุมเพื่อป้องกัน ชั้นบรรยากาศโอโซนเรียกว่า พิธีสารมอนทรีออล ว่าด้วยการยกเลิกการใช้สารทำลายชั้นบรร-ยากาศโอโซ ในต่างประเทศเองส่วนใหญ่เลิกใช้สารซีเอฟซีกันหมดแล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้อยู่ในปริมาณร้อยละ 1 ของสารซีเอฟซีที่ใช้ทั่ว โลก ทราบว่าปีหน้าไทยเองจะยกเลิกเช่นกัน มีการพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณครึ่งหนึ่ง เกิดจากการตัดไม้ ทำลายป่าบนพื้นที่ประมาณ 6 แสนไร่ การเพิ่มปริมาณขยะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น เนื่องจากการทับถมของขยะมากขึ้น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ถูกกำจัด2. จากปรากฏการณ์นี้ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น มนุษย์เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน โอโซนถือเป็นชั้นบรรยากาศที่จำเป็นสำหรับมนุษย์และสรรพ สิ่ง หากพวกเรายังคงทำลายอากาศ บริสุทธิ์ ที่เรียกว่าบรรยากาศชั้น โอโซนแล้ว โลกใบนี้จะเกิดวิบัติต่อสรรพสิ่งทันตาเห็น ดังพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงตรัสว่า ปริมาณน้ำที่ท่วมในครั้งนี้มีปริมาณเท่าเดิม แต่ตัวกั้นและตัวดูดซับคือป่าไม้นั้นถูกทำลายไปมาก จึงทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมอย่างร้ายแรงในครั้งนี้ ควรที่จะหนาแนวทางแก้ไขและป้องกัน3. คนไทยทุกระดับควรกระตือรือร้นปรับตัว เตรียมพร้อมเผชิญปัญหา รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ มีการนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ หาทางแนวทางแก้ไขป้องกันจากผลกระทบดังกล่าว4. อาจารย์มีโอกาสไปร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ 2549 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติครองราชย์ 60 ปีและเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ จ.เชียงใหม่โดยอาจารย์ได้ กล่าวว่าชอบและชื่นชมมากเพราะ
- ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมควรจะได้แสดงศักยภาพทางการเกษตรอย่างเต็มที่ให้โลกรับทราบ
- การเกษตรในยุคไร้พรมแดนว่า ให้โลกได้เรียนรู้จากเรา และเราก็เรียนรู้จากโลกเรียกว่า เกษตร พืชสวนไร้พรมแดน
- เป็นการแสดงอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ท่านทรงเน้นความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยมาโดยตลอดเป็นเวลายาวนานแล้วเพราะพระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์เห็นว่าเป็นจุดที่อยู่รอดของคนไทย
- ได้มีโครงการที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่หลายโครงการเพื่อให้คนไทยและชาวต่างประเทศได้ทราบ
- ต่างชาติกว่า 33 ประเทศมาจัดพืชสวน มีดอกไม้และพันธุ์ไม้สวยๆ มากมายและเน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติเหล่านั้น ที่หาดูได้ยาก
นับเป็นแหล่งความรู้ที่ดีเพราะพืชสวนที่เป็นพืชเขตร้อน มักจะหาดูได้ยาก และเป็นการแสดงถึงองค์ความรู้การวิจัยที่จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่ม ทางด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
ประทับใจที่ผู้จัดงานนำเอาแนวคิด 4 เรื่องมาร้อยเรียงกันคือ
- เกษตร
- วัฒนธรรม
- องค์ความรู้
- และนำไปสู่ความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
และการสร้างหอคำหลวงเป็นศิลปะแบบล้านนา ซึ่งจะเป็น landmark ของชาวเชียงใหม่ต่อไป เป็นการผสมผสานแนวคิด 4 เรื่องที่อาจารย์ได้กล่าวไว้
5. อาจารย์กล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลมีโครงการที่จะเก็บไว้เป็นศูนย์การเรียนรู้ถาวรในระยะยาว เพราะครบ 3 เดือนแล้วก็ยังมีประโยชน์มากมาย การสร้างอะไรให้คนไทยกลับมาหา Basics คือภาคเกษตรเป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างยิ่งการยอมรับวิสัยทัศน์ (Vision) ของรัฐบาลชุดที่แล้วโดยการนำของนายกฯ ทักษิณ แต่จุดอ่อนคือมีการใช้จ่ายเงินแบบไม่มีระบบควบคุม และอาจจะไม่โปร่งใสผมเห็นกลุ่มข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน นำโดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาไปร่วมงานหลายคน และอาจจะหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าใช้เงินถูกต้องหรือไม่ก็ว่ากันไปตามระบบการตรวจสอบ ซึ่งดีและถูกต้อง
และได้พูดถึงคำถามของคุณนาตยา แวววีระคุปต์ ที่ถามในรายการเวทีความคิด ทางสถานีวิทยุ FM 96.5 MHz เมื่อวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน ดิฉันได้รับฟังในวันนั้นด้วย รายงานสดมาจากเชียงใหม่ว่าจุดอ่อนจุดแรก คือการบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก นักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลสหกรณ์ ต่างๆ ไม่ค่อยจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางมากนักส่วนมากจะเป็นงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับภาคเอกชน คล้ายระบบ CEO ของรัฐบาลชุดที่แล้วการจัดงาน ในครั้งนี้นับเป็นแหล่งความรู้ที่ดีเป็นแหล่งความรู้ของโลกและเป็นการแสดงถึงองค์ความรู้การวิจัยที่จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่ม ทางด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนโดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม ดิฉันมีเห็นด้วยในแนวความคิดที่ว่าการบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก นักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลสหกรณ์ ต่างๆ ไม่ค่อยจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางมากนักส่วนมากจะเป็นงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับภาคเอกชน คล้ายระบบ CEO ของรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐ ควรทบทวนให้เกิดประโยชน์กับประชาชนระดับรากแก้ว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย เช่น การเผยแพร่ภาพของงานทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เป็นระยะ ๆการนำพันธุ์พืชสวนโลกที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร รวมทั้งแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆกระจายไปสู่เกษตรกรที่ยากไร้ ตามชนทบ อย่างเป็นระบบ หรือการที่ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดจะใช้งบประมาณบางส่วน จัดตัวแทนชุมชนในชนบทมาทัศนะศึกษาอย่างมีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน โดยให้องค์การบริหารส่วนตำบล อบต. ในจังหวัดและภูมิภาคต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาในการนำแนวความคิดที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในท้องถิ่นสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรและการทำการเกษตร ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ถือเป็นการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมในสังคมไทย เป็นนวตกรรมการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และมีคุณค่าเพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีความได้เปรียบทางด้านการผลิต และทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรไทยมีความรู้ ผลผลิตก็เพิ่มคุณภาพก็ตามมา รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตที่สำคัญและมีคุณภาพของโลกได้เป็นการได้เปรียบการแข่งขันในด้านการส่งออกในภาคเกษตรกรรม วันนี้เป็นวันเปิดเทอมและมีการเรียนการสอนในวิชาการคิดและการตัดสินใจ เป็นวันแรก ของนักศึกษาภาคปกติ ม.ราชภัฎสวนสุนันทา ดิฉันมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในการถ่ายทอดแหล่งเรียนรู้ แหล่งใหม่ให้กับนักศึกษาโดยให้พวกเขาเหล่านั้นศึกษานอกตำรา เป็นการสร้าง network และ ถือได้ว่าเป็น นวตกรรมการสอน การเรียนรู้แบบใหม่ ให้สอดคล้องกับยุคโลกาภิวัฒน์ ให้กับนักศึกษา ที่เรียนในวิชาการคิดและการตัดสินใจ ได้เกิดกระบวนการคิด รู้เท่าทันกระแสโลก คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยอาจเรียกได้ว่า เป็น การเรียนรู้บทเรียนจากความจริงในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน จากงานของ ศ.ดร.จีระ และแหล่งต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ รายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. ทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น.รายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทางhttp://www.chiraacademy.com/ โดยให้นักศึกษารวมถึงตัวอาจารย์ผู้สอนได้ติดตามศึกษาหาความรู้จากงานของ ศ.ดร.จีระ และแหล่งต่างๆ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเป็นสะสมสร้างทุนทางความรู้ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคมและ การฝึกให้เป็นนักคิด ถือได้ว่าเป็นการสร้าง Knowledge Worker ในอนาคตเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติได้อีกแนวทางหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรที่จะสนับสนุนและจัดรายการTV ดีๆที่มีสาระความรู้ให้กับประชาชนได้มีนิสัยใฝ่รู้มากขึ้น ถือเป็นการสร้างโอกาสในการศึกษาอีกทางหนึ่งภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ ศ.ดร.จีระค่ะ อาจารย์ได้ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยตัวเล็กๆ ได้เกิดแนวความคิดจุดประกายให้นักศึกษามีนิสัยใฝ่รักการเรียนรู้ นอกเหนือตำรา การปลูกฝังความรู้คู่คุณธรรมให้กับอนาคตของชาติค่ะด้วยความเคารพอย่างสูงและสวัสดีค่ะ A’Lotusนักศึกษาปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เช้าวันนี้ ผมเปิดหาอ่านบทความของอาจารย์จาก เว็ปของ น.ส.พ.แนวหน้า “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เรื่อง นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย ดีใจที่บทความของอาจารย์ ลงบนเว็ปได้ทันตอนเช้า นี้ </p>
ผมได้คัดมาวางไว้ใน Blog นี้ เพื่อให้ท่านผูอ่านที่แวะเข้ามาได้เห็นได้ง่าย ขึ้นส่วนของการวิเคราะห์ ผมจะนำมาแสดงภายหลัง เนื่องจากเช้านี้ รีบไปสัมมนาเกี่ยวกับ ภาวะผู้นำโลกในหลักสูตร ป.เอก รัฐศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตแต่เช้ามืด
วันนี้จะมีพระมาโปรด มาเรียนด้วย พระท่านเดินทางมาไกลจากโคราช ตั้งใจว่าจะรีบไปถวายภัตราหารเช้า ทำบุญกับพระท่านก่อน และเพื่อมีเวลาก่อนเริ่มการสัมมนา สร้างทุนสังคมกับ คณาจารย์และเพื่อน ประมาณช่วงบ่ายจะนำส่วนที่ผมวิเคราะห์ มาแสดงได้เชิญท่านผู้อ่านทุกท่านอ่านบทความของ ศ.ดร.จีระ ข้างล่างนี้ ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่านยม..................................................... <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย[1]</p> ต้องยอมรับว่า ปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่คนไทยทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นปีแห่งความสุขของคนไทยอย่างแท้จริง หนังสือพิมพ์ Time ฉบับ Asia Edition เล่มล่าสุด ยังสดุดียกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักของเราว่า เป็นวีรบุรุษของเอเชีย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ยกย่องกษัตริย์ของเรา เขาได้มีการทำวิจัยอย่างรอบคอบ ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจและโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น 60 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ และในช่วงนั้น ระบบกษัตริย์ของเอเชียและของโลก ส่วนมากจะไม่มั่นคง แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปจนถึงปัจจุบัน พบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ นำพาประเทศไทยไปได้อย่างสวยงาม</p>
เช่น การช่วยเหลือประชาชน พระองค์ท่านทรงมีความเพียรและเสียสละเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดยั้งมาตลอดเวลา Time ยังพูดถึงโครงการพัฒนาต่าง ๆ กว่า 3,000 โครงการ ทรงพระราชดำริขึ้นเพื่อประชาชน เพื่อช่วยให้ประชาชนคนไทยอยู่รอดจาก ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และโลกาภิวัตน์ อันเป็นที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ยิ่งไปกว่านั้น Time ยังได้พูดถึงปัญหาการเมืองที่เป็นวิกฤติใหญ่ 3 ครั้งที่ผ่านมา คือ
- ช่วง 14 ตุลาคม 2516
- ช่วง พฤษภาทมิฬ 2535
- ช่วงปฏิรูปการปกครอง ในปีนี้
พระองค์ท่านได้ทรงบริหารและฝ่าวิกฤติทางการเมือง ได้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของคนไทยและสังคมไทย นำพาประเทศรอดพ้นมาได้อย่างประสบความสำเร็จ
เหตุการณ์ระดับโลกเรื่องหนึ่งที่ผมติดตามการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด คือการเลือกตั้งในสหรัฐ ที่หลายคนพูดว่า ปัญหาในปัจจุบันคือ โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่มีอะไรแน่นอน เราจึงต้องทันเหตุการณ์ ทันโลกตลอดเวลา จึงจะปรับตัวให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เหตุการณ์ของโลกในสัปดาห์นี้ ที่กระทบเราไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม คือ การเลือกตั้งระหว่างปีของสหรัฐอเมริกา ถ้าพรรคเดโมแครต ( Democrats Party ) ชนะ ผมคิดว่าสันติภาพในโลก น่าจะดีขึ้น
นับตั้งแต่ เหตุการณ์ 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายถล่มตึก The World Trade เป็นที่รู้กันว่า คนอเมริกันสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ( Republican party ) อย่างท่วมท้น ซึ่งเป็นพรรคที่พอใจกับการสู้รบกับฝ่ายตรงข้าม ไม่เน้นการประนีประนอม ค่อนข้างจะออกมาทางขวาจัด อนุรักษ์นิยม และยึดศาสนาเป็นใหญ่ (Evangelists)
อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสงครามอิรักก็ยังไม่จบสิ้น ยังคงยืดเยื้อต่อไป มีทหารอเมริกันเสียชีวิตมากขึ้นทุกวัน ทำให้คนอเมริกันส่วนมาก ไม่แน่ใจในความสามารถของประธานาธิบดี Bush และพรรคการเมืองของ Bush
สังคมอเมริกาเป็นสังคมที่ใช้ข่าวสารในการตัดสินใจ พื้นฐานประชาชนของเขามีการศึกษาในระดับที่ดี เป็นประชาธิปไตย จึงสามารถเปลี่ยนความนิยมได้อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้พรรคเดโมแครต ( Democrats Party ) สามารถครองเสียงในสภาล่างได้ถึง 229 ที่นั่ง จาก 435 ที่นั่ง มากกว่าพรรค Republican ซึ่งได้เพียง 196 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการแปรผัน (swing vote) คะแนนถึง 33 ที่นั่ง ยังไม่ประกาศอีก 10 ที่นั่ง ทั้งที่ได้เพิ่มเพียง 15 ที่นั่ง ก็พอที่พรรค Democrats จะมีเสียงข้างมากในสภาล่าง
ในขณะที่สภาสูง มีการแปรผัน (swing vote) คะแนนไปสู่พรรค Democrats ถึง 5-6 ที่นั่ง ทำให้โอกาสที่พรรค Democrats จะครองเสียงส่วนมากได้สำเร็จทั้งสองสภา
ระหว่างที่ผมเขียนต้นฉบับ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ นาย Donald Rumsfeld ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้
เหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยของสหรัฐ มีเหตุมีผล ประชาชนของเขาใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขา ทั้งที่พรรค Republican ของ Bush เป็นพรรคของคนรวย มีเงินสนับสนุนมากมาย แต่ก็แพ้อย่างขาดลอย เพราะประชาชนเห็นว่า นโยบายต่างประเทศประสบความล้มเหลว แสดงว่าประชาชนของเขามีการศึกษาดีพอที่จะตัดสินใจ
ผมคิดว่า ประชาธิปไตยของไทยก็เช่นกัน ต้องสร้างให้ประชาชนมีการศึกษา มีเหตุมีผล มีการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่ใช้เงินเป็นหลัก มองการพัฒนาที่ยั่งยืน มากกว่าการมองอะไรง่าย ๆ ที่เน้นระยะสั้น
ผมคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ น่าจะดูพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้ดี และร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย ขณะเดียวกันควรพัฒนาความคิดของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ให้เกิดจิตสำนึก ให้คนไทยรู้จักหวงแหนและรักสิทธิของตัวเอง ไม่ใช่เห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น ผมจะพยายามช่วยในการสร้างคนในชนบทให้เป็นสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆให้มากขึ้น โดยเน้นสังคมการเรียนรู้
สรุปคือ หลายครั้ง เราคิดว่านักกฎหมายกับนักรัฐศาสตร์ จะต้องดูแลเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ แต่นักการศึกษา นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นักพัฒนาจิตวิญญาณ นักพัฒนาชุมชน น่าจะเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย
หากเป็นไปได้ น่าจะเน้นทฤษฎี 2 R's คือ
- Reality มองความจริงในสังคมไทย และพื้นฐานการศึกษาไทย
- Relevance ให้ตรงประเด็น กำหนดมาตราที่สำคัญให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
ซึ่งหลาย ๆ แนวคิด ( Ideas ) กำลังเกิดขึ้น เช่น
- การกำหนดวาระของนักการเมือง
- การได้มาซึ่งสภาสูงแบบไม่เลือกตั้ง
- นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
- บทบาทของข้าราชการประจำในรัฐธรรมนูญ
- บทบาทของการศึกษาในรัฐธรรมนูญ
เหล่านี้เป็นเพียงแนวคิดที่อยากจะฝากให้หลาย ๆ ท่านได้นำไปพิจารณา
สุดท้าย ขอเรียนว่า รายการ "คิดเป็นก้าวเป็น" ของผม ทาง UBC 7 จะหยุดชั่วคราว เพราะทาง UBC มีนโยบายให้ช่อง UBC 7 เป็นสถานีข่าวอย่างเดียว แต่อีกไม่นาน จะกลับมาในช่องสารคดีอีก
ส่วนรายการ "เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์" ยังมีต่อเนื่อง ท่านยังติดตามได้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 22.40-22.45 น. ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
ผมจะพยายามไปเปิดชุมชนการเรียนรู้ตามโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สัปดาห์นี้ ได้ไปเปิดชุมชนการเรียนรู้ถึงโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วง 1 ปี ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ต้องเอาจริงกับการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิด critical mass ให้เกิดพลังที่แท้จริง หรืออาจจะเรียกว่า เกิด Tipping point จุดที่จะประสบความสำเร็จ
เพราะถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 1 ปี ผมไม่แน่ใจว่า จะทำการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงได้สำเร็จเท่าเวลานี้หรือไม่ เพราะการเมืองแบบเลือกตั้ง คงไม่แคล้วประชานิยม ประชาชนไทย ยังคิดไม่เป็น จึงเน้นวัตถุนิยมอย่างมาก และวันนั้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็จะไม่สำคัญต่อคนไทยต่อไป ต้องช่วยกันครับ เวลามีไม่มากแล้ว
</span> </span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จีระ หงส์ลดารมภ์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">
[email protected] </p>
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 </span></strong> <div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97</p></div> </div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ ช่วงพักการสัมมนา “ภาวะผู้นำโลก” ผมได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” จาก Interent ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระ เขียนเรื่อง นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย เนื่องจากช่วงบ่าย คอมฯติดขัดจึงทำให้ไม่สามารถ นำข้อมูลลงใน Blog ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อแก้ไขได้แล้ว ผมได้แสดงความคิดเห็น บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ ตัวอักษรสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ ต้องยอมรับว่า ปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่คนไทยทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นปีแห่งความสุขของคนไทยอย่างแท้จริง หนังสือพิมพ์ Time ฉบับ Asia Edition เล่มล่าสุด ยังสดุดียกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักของเราว่า เป็นวีรบุรุษของเอเชีย
ผมดีใจที่ ศ.ดร.จีระ เอาเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการกล่าวถึงใน หนังสือพิมพ์ Time ฉบับ Asia Edition เล่มล่าสุด ยังสดุดียกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักของเราว่า เป็นวีรบุรุษของเอเชีย มาเขียนให้ประชาชนคนไทย ทราบ อยากให้รัฐบาลประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้มาก ๆ พร้อมอธิบายเหตุผล ให้ทราบว่าท่านทรงมีผลงานอะไร อย่างไร จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศและได้รับการยกย่องเช่นนี้ และทำรายละเอียดไว้ใน www. ส่งเสริม ให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้าไปศึกษา สำหรับท่านผู้สนใจเกี่ยวกับข่าวนี้ ท่านสามารถหาอ่านได้จาก http://www.time.com/time/asia/2006/heroes/in_adulyadej.html ) มีข้อความโดยย่อดังนี้ King Bhumibol Adulyadej
Over 60 years, a beloved monarch has used his moral authority to guide Thailand through many crises[1]
As a single shot shattered the stillness of Bangkok’s Borompimarn Palace on a steamy June morning in 1946, the land some still called Siam changed forever. Twenty-year-old King Ananda was dead. The manner of his passing—by accident, suicide or murder—endures as Thailand’s deepest mystery. The pistol smoke barely had time to clear before the mantle of kingship passed to Ananda’s 18-year-old brother, Bhumibol Adulyadej. Some, including a new magazine in Asia named TIME, pondered whether the “gangling, spectacled” teenager could survive the deadly intrigues of a fabled and faraway Oriental land. The odds were against him. All across Southeast Asia, monarchies were being extinguished—kings and princes stripped of power, driven into exile or executed. Yet young Bhumibol steadily grew in stature, not least by launching over 3,000 royal projects to help the poor. Even as a communist insurgency raged, he personally delivered relief to remote villages. Bhumibol also quietly counseled and sometimes openly cajoled governments, always urging them to put public interest first. Having sat on the throne for 60 years, he is the world’s longest-reigning monarch. His stewardship has been so masterful that in times of crisis Thais invariably turn to one man: King Bhumibol. Indeed, on two occasions—October 1973 and May 1992—with Thailand descending into chaos, the King, armed only with his moral authority, intervened to end bloodshed. Today, a group of generals has again seized power. They have pledged to give Thailand a fairer and lasting democratic system. Once more, Thailand’s people will look to King Bhumibol, trusting him to ensure that the generals keep their promise. ผมคิดว่าเราในฐานะคนไทย ก็ควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ท่าน เจริญลอยตามฝ่าพระบาท จำลองสิ่งที่ท่านทำ มาสานประโยชน์ ให้เกิดแก่สังคม ชุมชนรอบข้าง อย่างเช่นที่พระองค์ทรงมุ่งมั่นเป็นแบบอย่างที่ดี สมกับเป็นพ่อหลวงของเรา เราก็ควรเป็นลูกที่ดี สานต่อกิจการของพ่อ และให้ขยายกิจการนี้ต่อถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน กิจการของพ่อ กิจการแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน กิจการเศรษฐกิจพอเพียง
เหตุการณ์ระดับโลกเรื่องหนึ่งที่ผมติดตามการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด คือการเลือกตั้งในสหรัฐ ที่หลายคนพูดว่า ปัญหาในปัจจุบันคือ โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่มีอะไรแน่นอน เราจึงต้องทันเหตุการณ์ ทันโลกตลอดเวลา จึงจะปรับตัวให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์ของโลกในสัปดาห์นี้ ที่กระทบเราไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม คือ การเลือกตั้งระหว่างปีของสหรัฐอเมริกา ถ้าพรรคเดโมแครต ( Democrats Party ) ชนะ ผมคิดว่าสันติภาพในโลก น่าจะดีขึ้น
นับตั้งแต่ เหตุการณ์ 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายถล่มตึก The World Trade เป็นที่รู้กันว่า คนอเมริกันสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ( Republican party ) อย่างท่วมท้น ซึ่งเป็นพรรคที่พอใจกับการสู้รบกับฝ่ายตรงข้าม ไม่เน้นการประนีประนอม ค่อนข้างจะออกมาทางขวาจัด อนุรักษ์นิยม และยึดศาสนาเป็นใหญ่ (Evangelists)
อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสงครามอิรักก็ยังไม่จบสิ้น ยังคงยืดเยื้อต่อไป มีทหารอเมริกันเสียชีวิตมากขึ้นทุกวัน ทำให้คนอเมริกันส่วนมาก ไม่แน่ใจในความสามารถของประธานาธิบดี Bush และพรรคการเมืองของ Bush
สังคมอเมริกาเป็นสังคมที่ใช้ข่าวสารในการตัดสินใจ พื้นฐานประชาชนของเขามีการศึกษาในระดับที่ดี เป็นประชาธิปไตย จึงสามารถเปลี่ยนความนิยมได้อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้พรรคเดโมแครต ( Democrats Party ) สามารถครองเสียงในสภาล่างได้ถึง 229 ที่นั่ง จาก 435 ที่นั่ง มากกว่าพรรค Republican ซึ่งได้เพียง 196 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการแปรผัน (swing vote) คะแนนถึง 33 ที่นั่ง ยังไม่ประกาศอีก 10 ที่นั่ง ทั้งที่ได้เพิ่มเพียง 15 ที่นั่ง ก็พอที่พรรค Democrats จะมีเสียงข้างมากในสภาล่าง
ในขณะที่สภาสูง มีการแปรผัน (swing vote) คะแนนไปสู่พรรค Democrats ถึง 5-6 ที่นั่ง ทำให้โอกาสที่พรรค Democrats จะครองเสียงส่วนมากได้สำเร็จทั้งสองสภา
ระหว่างที่ผมเขียนต้นฉบับ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ นาย Donald Rumsfeld ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้
เหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยของสหรัฐ มีเหตุมีผล ประชาชนของเขาใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขา ทั้งที่พรรค Republican ของ Bush เป็นพรรคของคนรวย มีเงินสนับสนุนมากมาย แต่ก็แพ้อย่างขาดลอย เพราะประชาชนเห็นว่า นโยบายต่างประเทศประสบความล้มเหลว แสดงว่าประชาชนของเขามีการศึกษาดีพอที่จะตัดสินใจ ในเรื่อง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมขอร่วมแชร์ด้วยดังนี้ครับ การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่ผ่านมา นอกจากจะมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอีก 36 ที่นั่งด้วย ซึ่งผลปรากฏว่า พรรคเดโมแครต สามารถได้ผู้ว่าการรัฐเพิ่มขึ้นอีกถึง 6 ที่ โดยครองที่นั่งในผู้ว่าการรัฐได้ทั้งหมด 20 ที่ ทำให้ เดโมแครต กลับมาครองเสียงข้างมากในผู้ว่าการรัฐครั้งแรกในรอบ 12 ปี ชัยชนะของพรรคเดโมแครตเหนือพรรครีพับลิกัน ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ส่งผลให้นางแนนซี เพโลซี ส.ส.หญิงเหล็กจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สังกัดพรรคเดโมแครต กลายเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐไปโดยปริยายตามกลไกทางการเมือง นางแนนซี เพโลซี ยังจะกลายเป็นบุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดเป็นอับดับ 3 ของประเทศ รองจากประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐ ตามรัฐธรรมนูญปกครองประเทศอีกด้วย ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากนานาประเทศในโลกมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางคล้ายคลึงกันว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการปฏิเสธทั้งสงครามอิรักและตัวประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช คนอเมริกัน ส่วนใหญ่จะแสดงความกังวลต่ออนาคตของการเมืองในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน หลายฝ่ายเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐอเมริการอมชอมกับรัฐสภาที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคเดโมแครต และเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ในการจัดการกับวิกฤตการณ์ของโลกเสียใหม่ และคาดหวังว่าผู้นำสหรัฐจะสามารถซึมซับบทเรียนที่คนอเมริกันร่วมกันสอนให้กับ ตัวประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช การแพ้การเลือกตั้งแบบขาดลอยและการลาออกจากตำแหน่งของนายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ รัฐมนตรีกลาโหม แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่ในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ลึกซึ้งมากเพียงใด นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันเข้าใจสิ่งที่คนทั้งโลกเข้าใจมาก่อนหน้านี้แล้ว คนอเมริกันเพิ่งตระหนัก ว่า ความคลั่งชาตินั้นไม่ใช่การเมืองเลยแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมา ผมคิดว่าสิ่งที่บุชและฝ่ายบริหารของบุชได้บทเรียนไปในวันนี้ก็คือ คุณหลอกใครต่อใครได้ก็แต่เพียงบางครั้ง แต่ไม่สามารถหลอกทุกคนได้ในทุกครั้ง นายฌ็อง-ปิแอร์ ชาปรองตราต์ กล่าวไว้ในที่สุด นอกจากนี้ เมื่อ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช แนะนำ โรเบิร์ต เกตส์ วัย 63 ปีกับผู้สื่อข่าว ในฐานะว่าที่รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่นั้น เขาบอกด้วยว่า “บ็อบ เกตส์” คือ “พลังแห่งความเปลี่ยนแปลง” นั่นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิถีของอเมริกันในอิรักจำต้องเปลี่ยน หลังการเลือกตั้งกลางเทอมหนนี้แน่นอนแล้ว ส่วนที่จะเปลี่ยนอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรติดตาม
ผมคิดว่า ประชาธิปไตยของไทยก็เช่นกัน ต้องสร้างให้ประชาชนมีการศึกษา มีเหตุมีผล มีการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่ใช้เงินเป็นหลัก มองการพัฒนาที่ยั่งยืน มากกว่าการมองอะไรง่าย ๆ ที่เน้นระยะสั้น ในความเห็นของผมคิดว่า การสร้างประชาธิปไตยของไทย ควรต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และต่อเนื่อง นักการเมืองต้องมีส่วนช่วยในการสร้างและพัฒนาประชาธิปไตย ที่ถูกต้องด้วยการสนับสนุนให้คนไทย คนจนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความรู้ มีการศึกษา และมีคุณธรรม
ผมคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ น่าจะดูพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้ดี และร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย ขณะเดียวกันควรพัฒนาความคิดของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ให้เกิดจิตสำนึก ให้คนไทยรู้จักหวงแหนและรักสิทธิของตัวเอง ไม่ใช่เห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น ผมจะพยายามช่วยในการสร้างคนในชนบทให้เป็นสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆให้มากขึ้น โดยเน้นสังคมการเรียนรู้ ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เราต้องยอมรับกันว่า ปัญหาชาติบ้านเมือง ของเรา พื้นฐานมาจากปัญหาการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเรา ยังไม่เข้มแข็ง เมื่อมีการปฏิรูป ปฏิวัติ ก็ควรปฏิวัติการบริหาร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างจริงจัง เพราะว่า ทรัพยากรของชาติไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม และต่อไปอาจจะแพ้ลาว พม่า กัมภูชา ถ้าเราไม่มียุทธ์ศาสตร์ในเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรของชาติ โดยเฉพาะ“ทรัพยากรมนุษย์” ที่ดี วัดผลได้ แผนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อความมั่นคง ยั่งยืนของชาติ ควรต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม “คนโง่ คนขี้เกียจ คนไม่มีคุณธรรม จริยธรรมให้หมดไปภายในกี่ปี คนถ้าไม่โง่ ไม่ขี้เกียจ จะไม่จน คนจนจะหมดไปเอง”
สุดท้าย ขอเรียนว่า รายการ “คิดเป็นก้าวเป็น” ของผม ทาง UBC 7 จะหยุดชั่วคราว เพราะทาง UBC มีนโยบายให้ช่อง UBC 7 เป็นสถานีข่าวอย่างเดียว แต่อีกไม่นาน จะกลับมาในช่องสารคดีอีก ส่วนรายการ “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ยังมีต่อเนื่อง ท่านยังติดตามได้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 22.40-22.45 น. ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ผมจะพยายามไปเปิดชุมชนการเรียนรู้ตามโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สัปดาห์นี้ ได้ไปเปิดชุมชนการเรียนรู้ถึงโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วง 1 ปี ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ต้องเอาจริงกับการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิด critical mass ให้เกิดพลังที่แท้จริง หรืออาจจะเรียกว่า เกิด Tipping point จุดที่จะประสบความสำเร็จ เพราะถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 1 ปี ผมไม่แน่ใจว่า จะทำการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงได้สำเร็จเท่าเวลานี้หรือไม่ เพราะการเมืองแบบเลือกตั้ง คงไม่แคล้วประชานิยม ประชาชนไทย ยังคิดไม่เป็น จึงเน้นวัตถุนิยมอย่างมาก และวันนั้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็จะไม่สำคัญต่อคนไทยต่อไป ต้องช่วยกันครับ เวลามีไม่มากแล้ว รายการ “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” เป็นรายการที่มีประโยชน์มาก ผมคิดว่า ศ.ดร.จีระ และทีมงาน น่าจะทำการเผยแพร่ทั้งปี รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรร่วมด้วยช่วยกัน จัดทำรายการนี้ มอบให้แก่ปวงชนชาวไทย เพื่อช่วยให้คนไทยมีความรู้เรื่องนี้มากขึ้น ๆ เพื่อรองรับการเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันถอนตัวไป รัฐบาลใหม่เข้ามาจะได้มีทรัพยากรของชาติ ที่มีความรู้เรื่องนี้ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกรอบความคิดในการพัฒนาการดำเนินชีวิต รายการเช่นนี้ ก็ควรมีรูปแบบของรายการที่หลากหลาย สำหรับเด็กประถม เด็กวัยรุ่น คนทำงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน ครอบครัว ชุมชน ควรมีหลาย ๆ version เลือกออกอากาศตามเวลาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย รัฐบาลน่าเข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อสนองพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง การจัดงานตาม HALL ใหญ่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รัฐฯก็ทำได้ดี แต่ประโยชน์ที่จะเกิดกับระดับรากแก้ว ยังมีไม่ทั่วถึง ผมเสนอว่ารัฐควรใช้สื่อทีวี รายการทีวี เช่นที่อาจารย์ทำ จัดหลากหลายรูปแบบให้เหมาะกับประชาชนแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ให้ถึงชาวบ้านที่ยากจนให้เข้าใจ รัฐจะได้บริหารประเทศชาติได้ดีขึ้น ถ้าทรัพยากรมนุษย์ได้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ เชิญเพื่อน น.ศ. และน้อง ๆ ป.เอก ท่านผู้สนใจ รวมทั้งคุณ Lotus คุณประจวบ ก็ดีติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ยม นักศึกษาปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎบัณฑิต [email protected] 081-9370144 <div>
<hr>
[1] http://www.time.com/time/asia/2006/heroes/in_adulyadej.html
</div>
กราบเรียน ศ.ดร. จีระ และ สวัสดีผู้อ่านทุกท่านวันนี้ดิฉันได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ทาง Internet ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่อง นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย อาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องต่างๆ + ความคิดเห็นของดิฉันเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
” เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy… คำว่า Sufficiency Economy นี้ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ.จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่… Sufficiency Economy นั้น ไม่มีในตำราเพราะหมายความว่าเรามีความคิดใหม่ …และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่าเราก็สามารถที่จะไปปรับปรุง หรือไปใช้หลักการ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น.
“ พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 23 ธันวาคม 2542
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้ • กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สมารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อ ความมั่นคง และ ความยั่งยืน ของการพัฒนา • คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน • คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้ • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ • ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ • การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล • เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ • เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ • เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต • แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
” ถ้าไม่มี เศรษฐกิจพอเพียง เวลาไฟดับ … จะพังหมด จะทำอย่างไร. ที่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าก็ต้องแย่ไป. … หากมี เศรษฐกิจพอเพียง แบบไม่เต็มที่ ถ้าเรามีเครื่องปั่นไฟ ก็ให้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ. … ฉะนั้น เศรษฐกิจพอเพียง นี้ ก็มีเป็นขั้น ๆ แต่จะบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้. จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน. …… พอเพียงในทฤษฎีหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้. “ พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542
ที่มา : ข้อมูลจาก คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสามารถติดตาม รายการ“เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. ของ ศ.ดร.จีระ ฯ ค่ะ
เหตุการณ์ระดับโลกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ติดตามการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด คือการเลือกตั้งในสหรัฐ ที่หลายคนพูดว่า ปัญหาในปัจจุบันคือ โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่มีอะไรแน่นอน เราจึงต้องทันเหตุการณ์ ทันโลกตลอดเวลา จึงจะปรับตัวให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์ของโลกในสัปดาห์นี้ ที่กระทบเราไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม คือ การเลือกตั้งระหว่างปีของสหรัฐอเมริกา ถ้าพรรคเดโมแครต ( Democrats Party ) ชนะ สันติภาพในโลก น่าจะดีขึ้น นับตั้งแต่ เหตุการณ์ 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายถล่มตึก The World Trade เป็นที่รู้กันว่า คนอเมริกันสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ( Republican party ) อย่างท่วมท้น ซึ่งเป็นพรรคที่พอใจกับการสู้รบกับฝ่ายตรงข้าม ไม่เน้นการประนีประนอม ค่อนข้างจะออกมาทางขวาจัด อนุรักษ์นิยม และยึดศาสนาเป็นใหญ่ (Evangelists) อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสงครามอิรักก็ยังไม่จบสิ้น ยังคงยืดเยื้อต่อไป มีทหารอเมริกันเสียชีวิตมากขึ้นทุกวัน ทำให้คนอเมริกันส่วนมาก ไม่แน่ใจในความสามารถของประธานาธิบดี Bush และพรรคการเมืองของ Bush สังคมอเมริกาเป็นสังคมที่ใช้ข่าวสารในการตัดสินใจ พื้นฐานประชาชนของเขามีการศึกษาในระดับที่ดี เป็นประชาธิปไตย จึงสามารถเปลี่ยนความนิยมได้อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้พรรคเดโมแครต ( Democrats Party ) สามารถครองเสียงในสภาล่างได้ถึง 229 ที่นั่ง จาก 435 ที่นั่ง มากกว่าพรรค Republican ซึ่งได้เพียง 196 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการแปรผัน (swing vote) คะแนนถึง 33 ที่นั่ง ยังไม่ประกาศอีก 10 ที่นั่ง ทั้งที่ได้เพิ่มเพียง 15 ที่นั่ง ก็พอที่พรรค Democrats จะมีเสียงข้างมากในสภาล่าง ในขณะที่สภาสูง มีการแปรผัน (swing vote) คะแนนไปสู่พรรค Democrats ถึง 5-6 ที่นั่ง ทำให้โอกาสที่พรรค Democrats จะครองเสียงส่วนมากได้สำเร็จทั้งสองสภา ระหว่างที่อาจารย์เขียนต้นฉบับ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ นาย Donald Rumsfeld ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้
การเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิด critical mass ให้เกิดพลังที่แท้จริง หรืออาจจะเรียกว่า เกิด Tipping point จุดที่จะประสบความสำเร็จ เพราะถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 1 ปี อาจารย์ไม่แน่ใจว่า จะทำการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงได้สำเร็จเท่าเวลานี้หรือไม่ เพราะการเมืองแบบเลือกตั้ง คงไม่แคล้วประชานิยม ประชาชนไทย ยังคิดไม่เป็น จึงเน้นวัตถุนิยมอย่างมาก และวันนั้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็จะไม่สำคัญต่อคนไทยต่อไป
ปลูกฝังเศรษฐกิจพอเพียงต่อเยาวชน[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ท่านที่มีโอกาสดูสารคดีสั้น 5 นาทีเฉลิมพระเกียรติ “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ทาง โทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 22.40-22.45 น. คงช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงดีขึ้น และมีโลก ทัศน์ที่กว้าง ทันโลก มองความยั่งยืน ผาสุกได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สื่อเป็นจุดสำคัญในการกระจายข่าวไปสู่ประชาชน สื่อเชิงฐานความรู้ที่ทำอย่างต่อเนื่องมีน้อย มาก คนไทยจึงบริโภคสื่อเพื่อความบันเทิงมากกว่า จะเห็นได้ว่า ในโทรทัศน์ปัจจุบันมีเรื่องเกี่ยวกับ ความรู้น้อยมาก มีละครและเกมโชว์เป็นหลัก เพราะขึ้นอยู่กับ Rating ของผู้ชม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่านิยม ของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมทำสื่อมากว่า 13 ปี อย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง เรื่อง HR หากไม่มีสื่อช่วย คงจะลำบาก เพราะ เป็นเรื่องที่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
รายการ”เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์”จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ของ 3C + 1P คือ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ และศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กับ ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
จะมีการนำเอารายการนี้ ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำริที่ จะทำ DVD อีก 1 หมื่นชุด เพื่อแจกไปตามโรงเรียนต่าง ๆ เพราะการเข้าถึงเยาวชน เป็นเรื่องสำคัญ หาก ไม่ทำ เยาวชนคงจะถูกกระแสของสังคมพาไปสู่บริโภคนิยม คลั่งไคล้เงิน แฟชั่น ดารา และ Brandname ต่าง ๆ มองข้ามคุณค่าของสังคม ไปนิยมทางตะวันตกมากเกินไป </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน ผมในฐานะนายกสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ในพระบรม ราชูปถัมภ์ ได้ไปสร้างสังคมการเรียนรู้ ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า จ. กาญจนบุรี ให้เปรียบเศรษฐกิจพอเพียงกับระบบทักษิณว่าเป็นอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียงสามารถช่วย ชุมชน ครอบครัว และโรงเรียนได้อย่างไร ทั้งครูและนักเรียนช่วยกันแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย ว่า เศรษฐกิจพอเพียงกับระบบทักษิณเชื่อมโยงกันได้ คือ นโยบายของระบบทักษิณที่เน้นประชานิยม หาก เราให้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชน ให้รู้จักนำเงินที่รัฐบาลช่วยมาใช้ประโยชน์ โดยใช้ ความสามารถ เหตุผลและความจำเป็นของเรา สร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น เงินจำนวนมากที่ระบบทักษิณ ให้แก่ชาวบ้านก็จะเกิดประโยชน์ คุ้มค่า สามารถช่วยครอบครัว ชุมชน และโรงเรียนได้ ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยไป กับมือถือ หรือสิ่งที่ไม่จำเป็นอื่น ๆ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
นอกจากนั้น ผมได้ไปสร้างชุมชนการเรียนรู้เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ที่โรงเรียน ท่าม่วงราษฎร์บำรุง จ.กาญจนบุรี มีครูและนักเรียนร่วมทำ workshop อย่างมากมาย ในโจทย์ว่าโลกาภิ วัตน์คืออะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร และเศรษฐกิจพอเพียงไปช่วยให้เราพัฒนา และรู้ทันโลกาภิวัตน์ อย่างไร </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
มีผลว่า โลกาภิวัตน์มีทั้งโอกาส ในเรื่องการค้า การลงทุน การศึกษา การค้นคว้าหาความรู้ ขณะเดียวกันก็มีการถูกคุกคาม โดยเฉพาะต่อวัฒนธรรมที่ดีของประเทศไทย เช่น โคโยตี้ (Coyoty) หาก ประชาชนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยให้เขารู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ว่าเป็นอย่างไร จะรับมืออย่างไร จะต้องมีเหตุผล เข้าใจตนเอง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเขา โดยไม่หลงไปกับสิ่งต่าง ๆ จากตะวันตกที่ไม่ เหมาะกับเรา </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ผมจะไปสอนปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งในช่วงบ่าย จะเข้าไปชุมชน อบต. หนองกินเพล ข้างมหาวิทยาลัย เปิด โอกาสให้ลูกศิษย์ปริญญาเอก 12 คน ช่วยกันแสดงความเห็น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม ถกเถียงกันถึง ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงต่อระดับเทศบาล , อบต. และอบจ. ของจังหวัดอุบลราชธานี การ ปลูกฝังและปรับพฤติกรรมของผู้นำท้องถิ่น เพื่อไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านด้วย </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ทั้ง 3 เรื่องนี้ คงจะเกิดไม่ได้ ถ้าเราไม่มีเทปรายการ”เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ที่จะไป เปิดให้ประชาชนดู ซึ่งผมจะเสริมประเด็นต่าง ๆ ที่จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และสนุกกับการเรียนรู้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ทั้งหมดนี้จะไปสู่โครงการที่ผมได้นำเสนอไปที่กระทรวงมหาดไทย ใน 12 เดือนข้างหน้า โดยจะ คัดเลือกผู้นำท้องถิ่นจากทั่วประเทศ ในระดับอบจ. , อบต.และเทศบาลทั้งหมด 5,000 คน จะสร้างสังคม การเรียนรู้แบบ 4 L’s </p>
ร่วมมือกับ PACRIM ซึ่งมีลิขสิทธิ์ 7 Habits ทำสัมมนาทางวิชาการและนำไปปฏิบัติ 3 วัน จะ เน้นถึงอุปนิสัย 7 อย่างที่ผู้บริหารท้องถิ่น ควรนำไปปรับตัวเองให้ดีขึ้น เช่น Be proactive , การตั้ง จุดหมายของเรา ( Begin with the end in mind ) , การรู้จักความสำคัญ ( put first things first ) , การ ทำงานที่เน้น win/win , การเข้าใจผู้อื่นก่อน ( Seek first to understand and then to be understood ) , การทำงานโดยร่วมมือแบบ Synergy , และการเป็นสังคมการเรียนรู้ ( Sharpen the saw ) หลังจากนั้นจะเป็น
- เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยร่วมมือกับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อนุกรรมการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ที่มี ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง
- ประชาธิปไตยกับสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย โดยมีทีมงานรัฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์มาร่วมด้วย
- การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้ชาวบ้านคิดเป็น โดยจะนำเสนอการเรียนรู้แบบ 4 L’s ประยุกต์ กับท้องถิ่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การร่วมมือดังกล่าว จะทำโดยให้ผู้นำท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง
ผมมั่นใจว่าการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จในมุมกว้างและ กระจายไปทุกภาคของประเทศ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำให้สำเร็จและได้ผลภายใน 1 ปี การเลือกตั้งแบบ ประชาธิปไตย ที่มีการหาเสียงแบบประชานิยมเป็นหลักจะกลับมาอีก รัฐบาลยุคพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เน้นเรื่องการปฏิรูป หากจะทำให้ระบบทักษิณลดความสำคัญไป โดยการสร้างให้คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สัปดาห์นี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) และรัฐบาลถูกโจมตีหนัก ผมขอให้กำลังใจ เพราะความดี ความซื่อสัตย์ของนายกฯสุรยุทธ์ จะคุ้มครองท่านได้อย่างแน่นอน บางครั้งคนไทยก็รีบร้อน ตัดสินใจหรือเปลี่ยนใจเร็วไป </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้ฟังรายการวิทยุ 96.5 MHz ของผม ส่ง SMS มาว่า ยุคคุณทักษิณอยู่ตั้ง 6 ปี ยังรอได้ แต่ยุคคุณสุรยุทธ์ผ่านไปเพียง 1 เดือนก็โจมตี ท่านนายกฯ คงต้องอดทนและอดกลั้น คณะรัฐมนตรีต้องเอาใจใส่กับการทำงานภายใน 1 ปีบ้าง ต้องคิดวางแผนการทำงานเชิงลำดับ ความสำคัญทุก ๆ วัน เพื่อให้งานที่จำเป็นลุล่วงไปได้ดี เรื่องระยะยาวก็รอได้ โดยเฉพาะการผ่าน กฎหมายในสภา เพราะเป็นโอกาสที่ดี </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมโชคดีที่รัฐมนตรีบางท่านที่รู้จัก ริเริ่มงานบางอย่าง ได้กรุณาเล่าให้ผมทราบ และขอความเห็น เช่น รัฐมนตรีแรงงาน คุณอภัย จันทนจุลกะ ขอให้ผมช่วยดูกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ จะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมดีใจที่กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นที่ ท่านรัฐมนตรีพูด ปัจจุบันเป็นยุคการแข่งขัน รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องสร้างคุณภาพแรงงานให้ สูงขึ้น กระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงด้านสวัสดิการแรงงานเท่านั้น แต่เป็นกระทรวงในการสร้างแรงงาน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่ต้องยั่งยืน เพราะทักษะกับความรู้เปลี่ยนตลอดเวลา แต่นโยบาย ต่าง ๆ ไม่ได้ออกมาตามนี้ เพราะข้าราชการมีความเข้าใจในมุมแคบ ๆ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ส่วนคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ได้เล่าให้ผมทราบว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ บทบาทของวัฒนธรรมไทยจำเป็นมาก โดยเฉพาะค่านิยมของเยาวชน ที่เน้นวัตถุ และสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ ท่านยังเร่งรัดที่จะมีสื่อ สารคดีดี ๆ ทางโทรทัศน์ มากระตุ้นให้เยาวชนไทย หวงแหนวัฒนธรรม และ ค่านิยมดี ๆ ของคนไทยในอดีต โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งปัน ความพอประมาณ และมองส่วนรวมมากกว่า ส่วนตัว vสัปดาห์นี้ ขอให้จับตาดูประเทศเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิก WTO และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ APEC รัฐบาลเขามองไกล ไม่เน้นการตลาดแบบรัฐบาลไทยในอดีต แต่เน้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ เขา เน้นทรัพยากรมนุษย์ ผมอิจฉาประเทศเวียดนามครับ </p> ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ [email protected]<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3</p>
โทรสาร 0-2273-0181
</font><div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97</p></div> </div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” จาก Interent ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระ เขียนเรื่อง ปลูกฝังเศรษฐกิจพอเพียงต่อเยาวชน อาจารย์เขียนความจริงที่อาจารย์ได้สัมผัสมา เขเขียนแฝงไปด้วยสาระ ที่กระตุ้นทุนทางปัญญา ได้เป็นอย่างดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมได้แสดงความคิดเห็น บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ ตัวอักษรสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ …….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ท่านที่มีโอกาสดูสารคดีสั้น 5 นาทีเฉลิมพระเกียรติ “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ทาง โทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 22.40-22.45 น. คงช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงดีขึ้น และมีโลก ทัศน์ที่กว้าง ทันโลก มองความยั่งยืน ผาสุกได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สื่อเป็นจุดสำคัญในการกระจายข่าวไปสู่ประชาชน สื่อเชิงฐานความรู้ที่ทำอย่างต่อเนื่องมีน้อย มาก คนไทยจึงบริโภคสื่อเพื่อความบันเทิงมากกว่า จะเห็นได้ว่า ในโทรทัศน์ปัจจุบันมีเรื่องเกี่ยวกับ ความรู้น้อยมาก มีละครและเกมโชว์เป็นหลัก เพราะขึ้นอยู่กับ Rating ของผู้ชม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่านิยม ของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร……..</p> ผมดีใจที่ ศ.ดร.จีระ และทีมงานได้ทำรายการส่งเสริมความรู้แบบนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นรายการ ที่สามารถตอบรับกับนโยบายของชาติซึ่งจัดทำโดยคนมีอุดมการณ์ทั้งสิ้น เป็นประโยชน์ และเหมาะสมกับสถานการณ์โลกและประเทศในปัจจุบัน……..</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นรายการที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับการดำเนินชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ ควรอย่างงยิ่งที่คนไทยจะได้รับการส่งเสริมให้ชมรายการเช่นนี้ให้มากขึ้น สถานีโทรทัศน์ควรจะมีบทบาทเหมือนโรงเรียนของชาติ มีรายการที่ส่งเสริมทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนมนุษย์ ทุนแห่งความยังยืนฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่มในเวลาที่เหมาะสม และสมดุล ไม่ใช่มีแต่ทุนทางความสุข และเป็นความสุขที่ไม่ถาวร อย่างที่เป็นอยู่ในรายการบางรายการทำ……..</p> รัฐบาลเองก็น่าจะให้ความสำคัญ และทำเรื่องนี้มานานแล้ว พร้อมกับควบคุมให้สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ทำตามนโยบาย ให้สอดคล้องรับกันทุกช่องสถานี……… <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมทำสื่อมากว่า 13 ปี อย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง เรื่อง HR หากไม่มีสื่อช่วย คงจะลำบาก เพราะ เป็นเรื่องที่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ………</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ ในประเด็นที่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ดูได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-7 เราเป็นไปตามกระแสทุนนิยม เน้นสิ่งปลูกสร้าง เน้นการพึ่งพาต่างประเทศ เน้นตลาดต่างประเทศ อะไรที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศดูดีไปหมด………</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากผลการดำเนินการตามแผนฯฉบับที่ 1-7 โดยไม่มีการเน้นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ไม่เน้นเรื่องแนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง …….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แน่นอนว่า แผนฯ ฉบับที่ 1-7 ย่อมมีส่วนดี มากหลายประการที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ในที่นี้ แต่ก็มีผลที่เกิดขึ้น ที่ไม่อาจละเลยนำมาเป็นบทเรียนในการกำหนดนโยบายสาธารณะของชาติได้ ……….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อครั้ง สิ้นสุดแผนฯที่ 7 เราก็พบปัญหาในชาติบ้านเมือง เราไม่สามารถใช้แผนฯฉบับที่ 8 ได้อย่างเต็มที่ เราต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของต่างชาติ เพราะเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เราเกิดปัญหาความไม่สมดุลทางด้านเศรษฐกิจ …………….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาทางด้านวัฒนธรรม ทางด้านสิ่งแวดล้อมและความไม่สมดุลทางทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ล้วนเป็นเพราะผลพวงของการปฏิบัติตามแผนฯ ที่ปราศจากการนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปราศจากการพัฒนาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ อย่างจริงจัง ……………………</p>
จะมีการนำเอารายการนี้ ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำริที่ จะทำ DVD อีก 1 หมื่นชุด เพื่อแจกไปตามโรงเรียนต่าง ๆ เพราะการเข้าถึงเยาวชน เป็นเรื่องสำคัญ หาก ไม่ทำ เยาวชนคงจะถูกกระแสของสังคมพาไปสู่บริโภคนิยม คลั่งไคล้เงิน แฟชั่น ดารา และ Brandname ต่าง ๆ มองข้ามคุณค่าของสังคม ไปนิยมทางตะวันตกมากเกินไป นอกจากนั้น ผมได้ไปสร้างชุมชนการเรียนรู้เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ที่โรงเรียน ท่าม่วงราษฎร์บำรุง จ.กาญจนบุรี มีครูและนักเรียนร่วมทำ workshop อย่างมากมาย ในโจทย์ว่าโลกาภิ วัตน์คืออะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร และเศรษฐกิจพอเพียงไปช่วยให้เราพัฒนา และรู้ทันโลกาภิวัตน์ อย่างไร………. สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีบทบาทในการขับเคลื่อนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอย่างมาก ผมได้มีโอกาสไปเรียนวิชา เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา ที่สถาบันพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์(นิด้า) มีผู้สอนที่มาจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดี มาสอน มาอธิบายและยกตัวอย่างกรณีศึกษา ได้อย่างน่าสนใจ…….. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในส่วนที่ ศ.ดร.จีระ ทำอยู่ อาจารย์ทำเรื่องการเผยแพร่ความรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษาทุกระดับ ที่อาจารย์ไปสอนทั่วประเทศ ทั้งระดับ ป.เอก ป.โท ป.ตรี มัธยมฯ อาจารย์สร้างให้ลูกศิษย์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี จุดประกายให้ลูกศิษย์สนใจ ใฝ่รู้ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็นอย่างดี…….. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ผมเอง ก็ได้รับการกระตุ้น เติมพลังแห่งการเรียนรู้จากอาจารย์ และทำให้เกิดการค้นคว้าแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมกล่าวได้ว่า ศ.ดร.จีระ เป็นคนแรกที่ทำให้ผมเข้าใจในเรื่องนี้ จากบทความในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และหนังสือพิมพ์อื่น เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้……. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การจะขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของภาครัฐ จึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถของคณะรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะเรากำลังจะขับเคลื่อน สิ่งที่จะไปต่อสู้กับกิเลสของมนุษย์ ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการต่อสู้ด้วยสติ ปัญญา องค์ความรู้ ………..</p> รัฐบาลจึงควรต้องให้ครู อาจารย์ และข้าราชการ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น มาเป็นพันธมิตร โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่น คนในชนบท ต้องรีบส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้กรอบแนวความคิด ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตใหม่ ๆ ส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจในแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่องประชาธิปไตยแบบยั่งยืน สมดุล จัดให้มีชุมชนดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ตำบล อำเภอ จังหวัดดีเด่น ด้านการขับเคลื่อนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ………
ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ผมจะไปสอนปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งในช่วงบ่าย จะเข้าไปชุมชน อบต. หนองกินเพล ข้างมหาวิทยาลัย เปิด โอกาสให้ลูกศิษย์ปริญญาเอก 12 คน ช่วยกันแสดงความเห็น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม ถกเถียงกันถึง ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงต่อระดับเทศบาล , อบต. และอบจ. ของจังหวัดอุบลราชธานี การ ปลูกฝังและปรับพฤติกรรมของผู้นำท้องถิ่น เพื่อไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านด้วย……………………….. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมดีใจและยินดีกับ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รุ่นน้องด้วย ที่ ศ.ดร.จีระ ให้ความกรุณาไปสอนและแชร์ความรู้ รูปแบบการเรียนการสอนที่ ศ.ดร.จีระ ใช้ จะทำให้นักศึกษา ป.เอก มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา มากยิ่งขึ้น และถ้านักศึกษา ป.เอก มีบุญมากพอ(สนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ ต่อ ศ.ดร.จีระ) ก็จะได้ทุนทางสังคมและทุนอื่น ๆ ตามมา และจะเป็น Global Leadership ได้ในอนาคต…………………….</p>
ทั้งหมดนี้จะไปสู่โครงการที่ผมได้นำเสนอไปที่กระทรวงมหาดไทย ใน 12 เดือนข้างหน้า โดยจะ คัดเลือกผู้นำท้องถิ่นจากทั่วประเทศ ในระดับอบจ. , อบต.และเทศบาลทั้งหมด 5,000 คน จะสร้างสังคม การเรียนรู้แบบ 4 L’s ร่วมมือกับ PACRIM ซึ่งมีลิขสิทธิ์ 7 Habits ทำสัมมนาทางวิชาการและนำไปปฏิบัติ 3 วัน จะ เน้นถึงอุปนิสัย 7 อย่างที่ผู้บริหารท้องถิ่น ควรนำไปปรับตัวเองให้ดีขึ้น เช่น Be proactive , การตั้ง จุดหมายของเรา ( Begin with the end in mind ) , การรู้จักความสำคัญ ( put first things first ) , การ ทำงานที่เน้น win/win , การเข้าใจผู้อื่นก่อน ( Seek first to understand and then to be understood ) , การทำงานโดยร่วมมือแบบ Synergy , และการเป็นสังคมการเรียนรู้ ( Sharpen the saw ) หลังจากนั้นจะเป็น
- เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยร่วมมือกับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อนุกรรมการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ที่มี ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง - ประชาธิปไตยกับสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย โดยมีทีมงานรัฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์มาร่วมด้วย
- การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้ชาวบ้านคิดเป็น โดยจะนำเสนอการเรียนรู้แบบ 4 L’s ประยุกต์ กับท้องถิ่น
การร่วมมือดังกล่าว จะทำโดยให้ผู้นำท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง
ผมมั่นใจว่าการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จในมุมกว้างและ กระจายไปทุกภาคของประเทศ….. เรื่องที่ ศ.ดร.จีระ จะพัฒนาคนในท้องถิ่น ในชนบทให้มีความรู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เรื่องประชาธิปไต เรื่องการปรับพฤติกรรมความคิดใหม่ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะจะเป็นตัวช่วยกระตุ้น ช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ นโยบายของชาติ ได้ทุกเรื่อง เพราะเป็นการปรับทัศนคติ ความคิด เพิ่มองค์ความรู้ ให้กับผู้ที่มีอำนาจในท้องถิ้น“ชุมชนใดก็ตามถ้าผู้นำมีความรู้ ควบคู่คุณธรรม คนในชุมชนนั้นย่อมมีความสุข”. การคัดเลือกตัวแทนชุมชนมารับการเรียนรู้ น่าจะลงไปถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข เพราะคนพวกนี้ มากจากการยอมรับของชาวบ้านระดับล่าง และวิถีชาวบ้านในชนบทจะสัมผัสกลุ่มคนเหล่านี้มากกว่า อบจ. อบต. ……… ผมจึงเสนอว่า ในหนึ่งอำเภอ ควรต้องส่งตัวแทนชาวบ้านที่มาเป็นทีม ซึ่งจะเป็นทีมที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในท้องถิ่นต่อไป ฉะนั้นในหนึ่งอำเภอควรต้องประกอบไปด้วย อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านและ อสม.(อาสาสมัครสาธารณะสุข) เข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ ……. และถ้ามีโอกาสก็น่าจะให้โครงการบัณฑิตอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะสำนักบัณฑิตอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสิ่งที่ ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ สร้างไว้ และมีบัณฑิตอาสาสมัครที่ มีจิตอาสาฯ มีความรู้ มีความใกล้ชิดกับชาวบ้าน กระจายอยู่ทั่วไปในชนบท บัณฑิตอาสาฯที่จบมาใหม่ รัฐก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญใด ๆ มากนัก ทั้งที่เป็นคณะนักศึกษา ในโครงการบัณฑิตอาสาสมัครฯ จะต้องเข้ารับพระราชทานพระบรมราโชวาทฯ ก่อนที่จะออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชนบทที่ยากไร้ ซึ่งก็หมายความว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังให้ความสำคัญ แต่เมื่อจบมารัฐก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้………… <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำให้สำเร็จและได้ผลภายใน 1 ปี การเลือกตั้งแบบ ประชาธิปไตย ที่มีการหาเสียงแบบประชานิยมเป็นหลักจะกลับมาอีก รัฐบาลยุคพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เน้นเรื่องการปฏิรูป หากจะทำให้ระบบทักษิณลดความสำคัญไป โดยการสร้างให้คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก…………………….</p> การที่ ศ.ดร.จีระ พูดถึงประเด็นที่ว่า “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำให้สำเร็จและได้ผลภายใน 1 ปี” นั้นผมเห็นด้วย เป็นเรื่องท้าทายคณะรัฐบาลชุดนี้ แต่ถ้าจะให้รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้สำเร็จภายใน 1 ปี อย่างทั่วถึงประชาชนทั้งประเทศ คงทำได้อยาก ผมเสนอว่า ควรต้องกำหนดประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ถูกต้อง เหมาะสม และประชาชนกลุ่มเป้าหมายนี้ จะต้องเป็นตัวช่วยรัฐบาลขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ต่อไปในอนาคต (หลังจาก 1 ปีที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ)…….. รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรมุ่งหน้าพัฒนาประชาชนกลุ่มเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง อย่างทั่วถึง ไม่ใช่แค่ทำหนเดียว แล้วคาดหวังผลเลิศเลอ การสร้างคนในบ้านเมืองเรา ต้องเข้าใจว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ 1-7 เราไม่ได้มีเรื่องการสร้างคนเพื่อสร้างชาติ มากนัก ก็ต้องมาสร้างเอาตอนนี้ ก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้าไม่ทำเลย ก็ยิ่งเสียหายหนักเข้าไป ………. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้ฟังรายการวิทยุ 96.5 MHz ของผม ส่ง SMS มาว่า ยุคคุณทักษิณอยู่ตั้ง 6 ปี ยังรอได้ แต่ยุคคุณสุรยุทธ์ผ่านไปเพียง 1 เดือนก็โจมตี ท่านนายกฯ คงต้องอดทนและอดกลั้น คณะรัฐมนตรีต้องเอาใจใส่กับการทำงานภายใน 1 ปีบ้าง ต้องคิดวางแผนการทำงานเชิงลำดับ ความสำคัญทุก ๆ วัน เพื่อให้งานที่จำเป็นลุล่วงไปได้ดี เรื่องระยะยาวก็รอได้ โดยเฉพาะการผ่าน กฎหมายในสภา เพราะเป็นโอกาสที่ดี ……</p> ผมคิดว่าในการบริหารชาติบ้านเมือง ต้องใช้เวลาและความรู้ เราควรยุติการต่อว่ารัฐบาลในอดีต เลิกพูดสิ่งไม่ดีในอดีต แล้วหันมาสร้างสิ่งที่ดี วันที่ดีในอนาคติ จะสื่ออะไร จะคิดอะไร ขอให้คิดถึงแนวพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงเน้นถึงเรื่อง ความเมตตา ความอดทน ความเสียสละ ความยุติธรรม คุณธรรม จริยธรรม สื่อด้วยความสัจ สื่อออกไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น สื่อออกไปไม่ให้ผู้อื่น และตนเองต้องเป็นทุกข์ สื่อเพื่อประโยชน์และความผาสุกของชาติอย่างยั่งยืน สมดุล…….
ผมโชคดีที่รัฐมนตรีบางท่านที่รู้จัก ริเริ่มงานบางอย่าง ได้กรุณาเล่าให้ผมทราบ และขอความเห็น เช่น รัฐมนตรีแรงงาน คุณอภัย จันทนจุลกะ ขอให้ผมช่วยดูกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ จะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมดีใจที่กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นที่ ท่านรัฐมนตรีพูด ปัจจุบันเป็นยุคการแข่งขัน รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องสร้างคุณภาพแรงงานให้ สูงขึ้น กระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงด้านสวัสดิการแรงงานเท่านั้น แต่เป็นกระทรวงในการสร้างแรงงาน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่ต้องยั่งยืน เพราะทักษะกับความรู้เปลี่ยนตลอดเวลา แต่นโยบาย ต่าง ๆ ไม่ได้ออกมาตามนี้ เพราะข้าราชการมีความเข้าใจในมุมแคบ ๆ ……… .ในความเห็นผมคิดว่า กระทรวงแรงงานฯ ก็เหมือนกับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ต้องมีภาระหน้าที่ในการ วางแผนอัตรากำลังแรงงาน การฝึกอบรมและพัฒนา การบริหารแรงงานสัมพันธ์ กฎข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้แรงงาน ความเป็นอยู่ของแรงงาน สวัสดิการ ประกันสงคม เป็นต้น …….. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ที่ผ่านมา ประเทศเรามีปัญหาด้านแรงงานอย่างมาก ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน (ต้องนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน) ปัญหาคุณภาพแรงงานด้อยปัญญา ปัญหาแรงงานขาดทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนแห่งความยังยืนฯ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์ ความมั่นคงของชาติ ……….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัญหาดังกล่าว มีทั้งปัญหาเรื่องระบบ การจัดการ ปัญหาเรื่องบุคลากรผู้ดำเนินการ ซึ่งก็เหมือนกับปัญหาในองค์การทั่วไป ๆ ที่มีปัญหาใหญ่อยู่สองประการคือ ปัญหาเรื่องระบบ ปัญหาเรื่องคน ทำให้วิสัยทัศน์สั้น ผิดเพี้ยน ยุทธศาสตร์การจัดการจึงบกพร่อง ก็ต้องรีบแก้ไข เพื่อความสำเร็จด้านทรัพยากรมนุษย์ของช่าติทั้งระยะสั้นและระยะยาว……</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ส่วนคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ได้เล่าให้ผมทราบว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ บทบาทของวัฒนธรรมไทยจำเป็นมาก โดยเฉพาะค่านิยมของเยาวชน ที่เน้นวัตถุ และสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ ท่านยังเร่งรัดที่จะมีสื่อ สารคดีดี ๆ ทางโทรทัศน์ มากระตุ้นให้เยาวชนไทย หวงแหนวัฒนธรรม และ ค่านิยมดี ๆ ของคนไทยในอดีต โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งปัน ความพอประมาณ และมองส่วนรวมมากกว่า ส่วนตัว vสัปดาห์นี้ ขอให้จับตาดูประเทศเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิก WTO และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ APEC รัฐบาลเขามองไกล ไม่เน้นการตลาดแบบรัฐบาลไทยในอดีต แต่เน้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ เขา เน้นทรัพยากรมนุษย์ ผมอิจฉาประเทศเวียดนามครับ……….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมคิดว่า เวียดนาม จะพัฒนาได้รวดเร็ว คนเวียดนามเคยมีความกดดันเมื่อสมัยสงครามเวียดนาม เขาได้รับบทเรียน เขามีประสบการณ์แห่งความเจ็บปวดมา เหมือนญี่ปุ่น คือฮึดสู้พัฒนาประเทศจากความพ่ายแพ้สงคราม………….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมสังเกตดูว่าประเทศที่เคยมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดเหล่านี้ ไม่ว่า ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ฯลฯ มีการพัฒนาได้ดีกว่าไทย ยกเว้นพม่า ลาว ที่ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ……….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ไทยเราน่าจะเรียนรู้ประสบการณ์จากเพื่อนบ้าน แล้วนำมาปรับใช้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ บูรณาการให้เกิดประโยชน์กับชาติ ทำตัวเป็นคนฉลาด มีบุญ เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้อื่น แล้วต่อยอด อย่าได้เป็นประเทศที่ ต้องรอให้เจ็บปวดมากกว่านี้ จึงจะเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นสิ่งดีที่ทุกส่วน ทุกระดับ ทุกคนควรต้องช่วยกัน ………. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เชิญเพื่อน น.ศ. และน้อง ๆ ป.เอก ท่านผู้สนใจ ติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ ………. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักศึกษาปริญญาเอก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎบัณฑิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> [email protected] </p> ดร.จีระ หงส์ลดารมย์
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” จาก Interent ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระ เขียนเรื่อง ปลูกฝังเศรษฐกิจพอเพียงต่อเยาวชน อาจารย์เขียนความจริงที่อาจารย์ได้สัมผัสมา เขเขียนแฝงไปด้วยสาระ ที่กระตุ้นทุนทางปัญญา ได้เป็นอย่างดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมได้แสดงความคิดเห็น บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ ตัวอักษรสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ …….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ท่านที่มีโอกาสดูสารคดีสั้น 5 นาทีเฉลิมพระเกียรติ “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ทาง โทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 22.40-22.45 น. คงช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงดีขึ้น และมีโลก ทัศน์ที่กว้าง ทันโลก มองความยั่งยืน ผาสุกได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สื่อเป็นจุดสำคัญในการกระจายข่าวไปสู่ประชาชน สื่อเชิงฐานความรู้ที่ทำอย่างต่อเนื่องมีน้อย มาก คนไทยจึงบริโภคสื่อเพื่อความบันเทิงมากกว่า จะเห็นได้ว่า ในโทรทัศน์ปัจจุบันมีเรื่องเกี่ยวกับ ความรู้น้อยมาก มีละครและเกมโชว์เป็นหลัก เพราะขึ้นอยู่กับ Rating ของผู้ชม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่านิยม ของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร……..</p> ผมดีใจที่ ศ.ดร.จีระ และทีมงานได้ทำรายการส่งเสริมความรู้แบบนี้<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นรายการ ที่สามารถตอบรับกับนโยบายของชาติซึ่งจัดทำโดยคนมีอุดมการณ์ทั้งสิ้น เป็นประโยชน์ และเหมาะสมกับสถานการณ์โลกและประเทศในปัจจุบัน……..</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นรายการที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับการดำเนินชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ ควรอย่างงยิ่งที่คนไทยจะได้รับการส่งเสริมให้ชมรายการเช่นนี้ให้มากขึ้น สถานีโทรทัศน์ควรจะมีบทบาทเหมือนโรงเรียนของชาติ มีรายการที่ส่งเสริมทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนมนุษย์ ทุนแห่งความยังยืนฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่มในเวลาที่เหมาะสม และสมดุล ไม่ใช่มีแต่ทุนทางความสุข และเป็นความสุขที่ไม่ถาวร อย่างที่เป็นอยู่ในรายการบางรายการทำ……..</p> รัฐบาลเองก็น่าจะให้ความสำคัญ และทำเรื่องนี้มานานแล้ว พร้อมกับควบคุมให้สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ทำตามนโยบาย ให้สอดคล้องรับกันทุกช่องสถานี……… <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมทำสื่อมากว่า 13 ปี อย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง เรื่อง HR หากไม่มีสื่อช่วย คงจะลำบาก เพราะ เป็นเรื่องที่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ………</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ ในประเด็นที่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ดูได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-7 เราเป็นไปตามกระแสทุนนิยม เน้นสิ่งปลูกสร้าง เน้นการพึ่งพาต่างประเทศ เน้นตลาดต่างประเทศ อะไรที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศดูดีไปหมด………</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากผลการดำเนินการตามแผนฯฉบับที่ 1-7 โดยไม่มีการเน้นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ไม่เน้นเรื่องแนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง …….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แน่นอนว่า แผนฯ ฉบับที่ 1-7 ย่อมมีส่วนดี มากหลายประการที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ในที่นี้ แต่ก็มีผลที่เกิดขึ้น ที่ไม่อาจละเลยนำมาเป็นบทเรียนในการกำหนดนโยบายสาธารณะของชาติได้ ……….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อครั้ง สิ้นสุดแผนฯที่ 7 เราก็พบปัญหาในชาติบ้านเมือง เราไม่สามารถใช้แผนฯฉบับที่ 8 ได้อย่างเต็มที่ เราต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของต่างชาติ เพราะเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เราเกิดปัญหาความไม่สมดุลทางด้านเศรษฐกิจ …………….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาทางด้านวัฒนธรรม ทางด้านสิ่งแวดล้อมและความไม่สมดุลทางทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ล้วนเป็นเพราะผลพวงของการปฏิบัติตามแผนฯ ที่ปราศจากการนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปราศจากการพัฒนาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ อย่างจริงจัง ……………………</p>
จะมีการนำเอารายการนี้ ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำริที่ จะทำ DVD อีก 1 หมื่นชุด เพื่อแจกไปตามโรงเรียนต่าง ๆ เพราะการเข้าถึงเยาวชน เป็นเรื่องสำคัญ หาก ไม่ทำ เยาวชนคงจะถูกกระแสของสังคมพาไปสู่บริโภคนิยม คลั่งไคล้เงิน แฟชั่น ดารา และ Brandname ต่าง ๆ มองข้ามคุณค่าของสังคม ไปนิยมทางตะวันตกมากเกินไป นอกจากนั้น ผมได้ไปสร้างชุมชนการเรียนรู้เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์” ที่โรงเรียน ท่าม่วงราษฎร์บำรุง จ.กาญจนบุรี มีครูและนักเรียนร่วมทำ workshop อย่างมากมาย ในโจทย์ว่าโลกาภิ วัตน์คืออะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร และเศรษฐกิจพอเพียงไปช่วยให้เราพัฒนา และรู้ทันโลกาภิวัตน์ อย่างไร………. สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีบทบาทในการขับเคลื่อนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอย่างมาก ผมได้มีโอกาสไปเรียนวิชา เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา ที่สถาบันพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์(นิด้า) มีผู้สอนที่มาจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดี มาสอน มาอธิบายและยกตัวอย่างกรณีศึกษา ได้อย่างน่าสนใจ…….. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในส่วนที่ ศ.ดร.จีระ ทำอยู่ อาจารย์ทำเรื่องการเผยแพร่ความรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษาทุกระดับ ที่อาจารย์ไปสอนทั่วประเทศ ทั้งระดับ ป.เอก ป.โท ป.ตรี มัธยมฯ อาจารย์สร้างให้ลูกศิษย์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี จุดประกายให้ลูกศิษย์สนใจ ใฝ่รู้ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็นอย่างดี…….. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ผมเอง ก็ได้รับการกระตุ้น เติมพลังแห่งการเรียนรู้จากอาจารย์ และทำให้เกิดการค้นคว้าแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมกล่าวได้ว่า ศ.ดร.จีระ เป็นคนแรกที่ทำให้ผมเข้าใจในเรื่องนี้ จากบทความในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และหนังสือพิมพ์อื่น เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้……. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การจะขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของภาครัฐ จึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถของคณะรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะเรากำลังจะขับเคลื่อน สิ่งที่จะไปต่อสู้กับกิเลสของมนุษย์ ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการต่อสู้ด้วยสติ ปัญญา องค์ความรู้ ………..</p> รัฐบาลจึงควรต้องให้ครู อาจารย์ และข้าราชการ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น มาเป็นพันธมิตร โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่น คนในชนบท ต้องรีบส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้กรอบแนวความคิด ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตใหม่ ๆ ส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจในแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่องประชาธิปไตยแบบยั่งยืน สมดุล จัดให้มีชุมชนดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ตำบล อำเภอ จังหวัดดีเด่น ด้านการขับเคลื่อนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ………
ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ผมจะไปสอนปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งในช่วงบ่าย จะเข้าไปชุมชน อบต. หนองกินเพล ข้างมหาวิทยาลัย เปิด โอกาสให้ลูกศิษย์ปริญญาเอก 12 คน ช่วยกันแสดงความเห็น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม ถกเถียงกันถึง ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงต่อระดับเทศบาล , อบต. และอบจ. ของจังหวัดอุบลราชธานี การ ปลูกฝังและปรับพฤติกรรมของผู้นำท้องถิ่น เพื่อไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านด้วย……………………….. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมดีใจและยินดีกับ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รุ่นน้องด้วย ที่ ศ.ดร.จีระ ให้ความกรุณาไปสอนและแชร์ความรู้ รูปแบบการเรียนการสอนที่ ศ.ดร.จีระ ใช้ จะทำให้นักศึกษา ป.เอก มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา มากยิ่งขึ้น และถ้านักศึกษา ป.เอก มีบุญมากพอ(สนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ ต่อ ศ.ดร.จีระ) ก็จะได้ทุนทางสังคมและทุนอื่น ๆ ตามมา และจะเป็น Global Leadership ได้ในอนาคต…………………….</p>
ทั้งหมดนี้จะไปสู่โครงการที่ผมได้นำเสนอไปที่กระทรวงมหาดไทย ใน 12 เดือนข้างหน้า โดยจะ คัดเลือกผู้นำท้องถิ่นจากทั่วประเทศ ในระดับอบจ. , อบต.และเทศบาลทั้งหมด 5,000 คน จะสร้างสังคม การเรียนรู้แบบ 4 L’s ร่วมมือกับ PACRIM ซึ่งมีลิขสิทธิ์ 7 Habits ทำสัมมนาทางวิชาการและนำไปปฏิบัติ 3 วัน จะ เน้นถึงอุปนิสัย 7 อย่างที่ผู้บริหารท้องถิ่น ควรนำไปปรับตัวเองให้ดีขึ้น เช่น Be proactive , การตั้ง จุดหมายของเรา ( Begin with the end in mind ) , การรู้จักความสำคัญ ( put first things first ) , การ ทำงานที่เน้น win/win , การเข้าใจผู้อื่นก่อน ( Seek first to understand and then to be understood ) , การทำงานโดยร่วมมือแบบ Synergy , และการเป็นสังคมการเรียนรู้ ( Sharpen the saw ) หลังจากนั้นจะเป็น
- เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยร่วมมือกับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อนุกรรมการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ที่มี ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง - ประชาธิปไตยกับสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย โดยมีทีมงานรัฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์มาร่วมด้วย
- การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้ชาวบ้านคิดเป็น โดยจะนำเสนอการเรียนรู้แบบ 4 L’s ประยุกต์ กับท้องถิ่น
การร่วมมือดังกล่าว จะทำโดยให้ผู้นำท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง
ผมมั่นใจว่าการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จในมุมกว้างและ กระจายไปทุกภาคของประเทศ….. เรื่องที่ ศ.ดร.จีระ จะพัฒนาคนในท้องถิ่น ในชนบทให้มีความรู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เรื่องประชาธิปไต เรื่องการปรับพฤติกรรมความคิดใหม่ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะจะเป็นตัวช่วยกระตุ้น ช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ นโยบายของชาติ ได้ทุกเรื่อง เพราะเป็นการปรับทัศนคติ ความคิด เพิ่มองค์ความรู้ ให้กับผู้ที่มีอำนาจในท้องถิ้น“ชุมชนใดก็ตามถ้าผู้นำมีความรู้ ควบคู่คุณธรรม คนในชุมชนนั้นย่อมมีความสุข”. การคัดเลือกตัวแทนชุมชนมารับการเรียนรู้ น่าจะลงไปถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข เพราะคนพวกนี้ มากจากการยอมรับของชาวบ้านระดับล่าง และวิถีชาวบ้านในชนบทจะสัมผัสกลุ่มคนเหล่านี้มากกว่า อบจ. อบต. ……… ผมจึงเสนอว่า ในหนึ่งอำเภอ ควรต้องส่งตัวแทนชาวบ้านที่มาเป็นทีม ซึ่งจะเป็นทีมที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในท้องถิ่นต่อไป ฉะนั้นในหนึ่งอำเภอควรต้องประกอบไปด้วย อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านและ อสม.(อาสาสมัครสาธารณะสุข) เข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ ……. และถ้ามีโอกาสก็น่าจะให้โครงการบัณฑิตอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะสำนักบัณฑิตอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสิ่งที่ ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ สร้างไว้ และมีบัณฑิตอาสาสมัครที่ มีจิตอาสาฯ มีความรู้ มีความใกล้ชิดกับชาวบ้าน กระจายอยู่ทั่วไปในชนบท บัณฑิตอาสาฯที่จบมาใหม่ รัฐก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญใด ๆ มากนัก ทั้งที่เป็นคณะนักศึกษา ในโครงการบัณฑิตอาสาสมัครฯ จะต้องเข้ารับพระราชทานพระบรมราโชวาทฯ ก่อนที่จะออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชนบทที่ยากไร้ ซึ่งก็หมายความว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังให้ความสำคัญ แต่เมื่อจบมารัฐก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้………… <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำให้สำเร็จและได้ผลภายใน 1 ปี การเลือกตั้งแบบ ประชาธิปไตย ที่มีการหาเสียงแบบประชานิยมเป็นหลักจะกลับมาอีก รัฐบาลยุคพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เน้นเรื่องการปฏิรูป หากจะทำให้ระบบทักษิณลดความสำคัญไป โดยการสร้างให้คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก…………………….</p> การที่ ศ.ดร.จีระ พูดถึงประเด็นที่ว่า “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำให้สำเร็จและได้ผลภายใน 1 ปี” นั้นผมเห็นด้วย เป็นเรื่องท้าทายคณะรัฐบาลชุดนี้ แต่ถ้าจะให้รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้สำเร็จภายใน 1 ปี อย่างทั่วถึงประชาชนทั้งประเทศ คงทำได้อยาก ผมเสนอว่า ควรต้องกำหนดประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ถูกต้อง เหมาะสม และประชาชนกลุ่มเป้าหมายนี้ จะต้องเป็นตัวช่วยรัฐบาลขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ต่อไปในอนาคต (หลังจาก 1 ปีที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ)…….. รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรมุ่งหน้าพัฒนาประชาชนกลุ่มเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง อย่างทั่วถึง ไม่ใช่แค่ทำหนเดียว แล้วคาดหวังผลเลิศเลอ การสร้างคนในบ้านเมืองเรา ต้องเข้าใจว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ 1-7 เราไม่ได้มีเรื่องการสร้างคนเพื่อสร้างชาติ มากนัก ก็ต้องมาสร้างเอาตอนนี้ ก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้าไม่ทำเลย ก็ยิ่งเสียหายหนักเข้าไป ………. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้ฟังรายการวิทยุ 96.5 MHz ของผม ส่ง SMS มาว่า ยุคคุณทักษิณอยู่ตั้ง 6 ปี ยังรอได้ แต่ยุคคุณสุรยุทธ์ผ่านไปเพียง 1 เดือนก็โจมตี ท่านนายกฯ คงต้องอดทนและอดกลั้น คณะรัฐมนตรีต้องเอาใจใส่กับการทำงานภายใน 1 ปีบ้าง ต้องคิดวางแผนการทำงานเชิงลำดับ ความสำคัญทุก ๆ วัน เพื่อให้งานที่จำเป็นลุล่วงไปได้ดี เรื่องระยะยาวก็รอได้ โดยเฉพาะการผ่าน กฎหมายในสภา เพราะเป็นโอกาสที่ดี ……</p> ผมคิดว่าในการบริหารชาติบ้านเมือง ต้องใช้เวลาและความรู้ เราควรยุติการต่อว่ารัฐบาลในอดีต เลิกพูดสิ่งไม่ดีในอดีต แล้วหันมาสร้างสิ่งที่ดี วันที่ดีในอนาคติ จะสื่ออะไร จะคิดอะไร ขอให้คิดถึงแนวพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงเน้นถึงเรื่อง ความเมตตา ความอดทน ความเสียสละ ความยุติธรรม คุณธรรม จริยธรรม สื่อด้วยความสัจ สื่อออกไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น สื่อออกไปไม่ให้ผู้อื่น และตนเองต้องเป็นทุกข์ สื่อเพื่อประโยชน์และความผาสุกของชาติอย่างยั่งยืน สมดุล.......
ผมโชคดีที่รัฐมนตรีบางท่านที่รู้จัก ริเริ่มงานบางอย่าง ได้กรุณาเล่าให้ผมทราบ และขอความเห็น เช่น รัฐมนตรีแรงงาน คุณอภัย จันทนจุลกะ ขอให้ผมช่วยดูกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ จะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมดีใจที่กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นที่ ท่านรัฐมนตรีพูด ปัจจุบันเป็นยุคการแข่งขัน รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องสร้างคุณภาพแรงงานให้ สูงขึ้น กระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงด้านสวัสดิการแรงงานเท่านั้น แต่เป็นกระทรวงในการสร้างแรงงาน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่ต้องยั่งยืน เพราะทักษะกับความรู้เปลี่ยนตลอดเวลา แต่นโยบาย ต่าง ๆ ไม่ได้ออกมาตามนี้ เพราะข้าราชการมีความเข้าใจในมุมแคบ ๆ ……… .ในความเห็นผมคิดว่า กระทรวงแรงงานฯ ก็เหมือนกับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ต้องมีภาระหน้าที่ในการ วางแผนอัตรากำลังแรงงาน การฝึกอบรมและพัฒนา การบริหารแรงงานสัมพันธ์ กฎข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้แรงงาน ความเป็นอยู่ของแรงงาน สวัสดิการ ประกันสงคม เป็นต้น …….. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ที่ผ่านมา ประเทศเรามีปัญหาด้านแรงงานอย่างมาก ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน (ต้องนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน) ปัญหาคุณภาพแรงงานด้อยปัญญา ปัญหาแรงงานขาดทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนแห่งความยังยืนฯ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์ ความมั่นคงของชาติ ……….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัญหาดังกล่าว มีทั้งปัญหาเรื่องระบบ การจัดการ ปัญหาเรื่องบุคลากรผู้ดำเนินการ ซึ่งก็เหมือนกับปัญหาในองค์การทั่วไป ๆ ที่มีปัญหาใหญ่อยู่สองประการคือ ปัญหาเรื่องระบบ ปัญหาเรื่องคน ทำให้วิสัยทัศน์สั้น ผิดเพี้ยน ยุทธศาสตร์การจัดการจึงบกพร่อง ก็ต้องรีบแก้ไข เพื่อความสำเร็จด้านทรัพยากรมนุษย์ของช่าติทั้งระยะสั้นและระยะยาว……</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ส่วนคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ได้เล่าให้ผมทราบว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ บทบาทของวัฒนธรรมไทยจำเป็นมาก โดยเฉพาะค่านิยมของเยาวชน ที่เน้นวัตถุ และสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ ท่านยังเร่งรัดที่จะมีสื่อ สารคดีดี ๆ ทางโทรทัศน์ มากระตุ้นให้เยาวชนไทย หวงแหนวัฒนธรรม และ ค่านิยมดี ๆ ของคนไทยในอดีต โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งปัน ความพอประมาณ และมองส่วนรวมมากกว่า ส่วนตัว vสัปดาห์นี้ ขอให้จับตาดูประเทศเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิก WTO และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ APEC รัฐบาลเขามองไกล ไม่เน้นการตลาดแบบรัฐบาลไทยในอดีต แต่เน้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ เขา เน้นทรัพยากรมนุษย์ ผมอิจฉาประเทศเวียดนามครับ……….</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมคิดว่า เวียดนาม จะพัฒนาได้รวดเร็ว คนเวียดนามเคยมีความกดดันเมื่อสมัยสงครามเวียดนาม เขาได้รับบทเรียน เขามีประสบการณ์แห่งความเจ็บปวดมา เหมือนญี่ปุ่น คือฮึดสู้พัฒนาประเทศจากความพ่ายแพ้สงคราม………….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมสังเกตดูว่าประเทศที่เคยมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดเหล่านี้ ไม่ว่า ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ฯลฯ มีการพัฒนาได้ดีกว่าไทย ยกเว้นพม่า ลาว ที่ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ……….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ไทยเราน่าจะเรียนรู้ประสบการณ์จากเพื่อนบ้าน แล้วนำมาปรับใช้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ บูรณาการให้เกิดประโยชน์กับชาติ ทำตัวเป็นคนฉลาด มีบุญ เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้อื่น แล้วต่อยอด อย่าได้เป็นประเทศที่ ต้องรอให้เจ็บปวดมากกว่านี้ จึงจะเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นสิ่งดีที่ทุกส่วน ทุกระดับ ทุกคนควรต้องช่วยกัน ………. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เชิญเพื่อน น.ศ. และน้อง ๆ ป.เอก ท่านผู้สนใจ ติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ ………. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักศึกษาปริญญาเอก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎบัณฑิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> [email protected] </p>
บทบาทผู้นำ 3 แนว[1]
ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภา มหาวิทยาลัยฯ ไปที่หลวงพระบางกับคณะลูกศิษย์ 10 คน โดยการนำของคุณชำนาญ บัวทวน
ลูกศิษย์กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ทำงาน
- ต่อเนื่อง
- สร้างมูลค่าเพิ่ม
- เรียนรู้ตลอดชีวิต
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศลาวซึ่งประเทศไทยจะมีบทบาทที่สำคัญ โดยเฉพาะ ประเทศลาวกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ เป็นมหาวิทยาลัยใหม่ที่ตั้งอยู่ในหลวงพระบางมาเพียง 3 ปี อธิการบดีคำผาย ศรีสวัสดิ์ และรองอธิการบดี มาต้อนรับคณะของเราซึ่งปัจจุบันมีความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการส่งอาจารย์ของลาวมาเรียนปริญญาโท ที่ขอนแก่น และเชียงใหม่ เพื่อ จะกลับไปเป็นอาจารย์ และจะทำมากขึ้นในอนาคต รัฐบาลเกาหลีใต้ได้มาลงทุนสร้างตึกให้คณะ วิศวกรรมศาสตร์ ประเทศไทยยังไม่เอาจริงกับนโยบายต่างประเทศแบบยั่งยืน การใช้ความรู้ต่าง ๆ ในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นการทูตภาคประชาชนที่สำคัญมาก
เมื่อพูดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศลาวได้ดำเนินการมาตลอด การเรียนใน มหาวิทยาลัยของเขา เขาไม่ได้เน้นเรื่องความรู้เพื่อไปสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น เขาจะเน้นความ พอเพียง พอประมาณ และการสร้างคุณธรรม จริยธรรม ให้บัณฑิตแบ่งปันเวลาและความรู้ให้สังคม ตลอดเวลา
ท่านควรจะหาโอกาสมาเที่ยวหลวงพระบาง เพราะเป็นเมืองที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมได้อย่างดี มีวัดวาอารามมาก ชาวต่างประเทศจากยุโรปมาเที่ยวหลวงพระบางมาก และ หลวงพระบางเป็นเมืองที่ UNESCO ยกย่องเป็นมรดกโลก ประเพณีการใส่บาตรของชาวหลวงพระ บาง เป็นที่เลื่องลือทั่วโลก ผมได้สัมผัสด้วยตัวเอง ใส่บาตรข้าวเหนียวในตอนเช้า มีพระมากว่า 200 องค์ น่าประทับใจมาก
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสน ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 13 คน ได้ไปเปิดชุมชนการเรียนรู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ ชาวบ้าน ที่วัดคูสว่าง อบต.หนองกินเพล จังหวัดอุบลราชธานี นักศึกษา ร่วมรับฟังกว่า 150 คน ประสบความสำเร็จเพราะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างหลากหลาย สรุปได้ว่า
เศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา นำเสนอโดย พระณรงค์ คำซาว คือ หลักอุ อา กา สะ ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐี ดังนี้
- อุ มาจาก อุฏฐสัมปทา มีความขยันหมั่นเพียรในทางทำงาน
- อา มาจาก อารักขาสัมปทา ต้องรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้
- กะ (กา) มาจาก กัลยาณมิตร รู้จักคบหามิตรที่ดี
- สะ มาจาก สมะชีวิตา ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบ (สะสมทรัพย์)
เศรษฐกิจพอเพียงคือ พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน เป็นเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หนทางไปสู่ความเป็นเศรษฐีโดยตนเอง และคือการกลับไปสู่รากเหง้าของเราซึ่งเป็นสังคม เกษตรกรรม
สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคนที่เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงจะสามารถนำไปปรับพฤติกรรมของตัวเอง ได้หรือไม่
นอกจากนี้ในวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ผมจะไปจัด หลักสูตรการเรียนรู้ 7 อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิภาพสูง (7 Habits) ให้แก่คณบดีและผู้บริหารของ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 60 คน พร้อมรับการบรรยายเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์กับนวัตกรรม โดยคุณศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมทั้งเรียนรู้ผลกระทบจาก โลกาภิวัตน์ และวิธีการคิดต่าง ๆ โดย ดร.เฉลิมพล เกิดมณี และเรื่องภาวะผู้นำโดยผมเอง เน้นให้ เห็นถึงบทบาทต่าง ๆ ของผู้นำ
และในวันเสาร์นี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ จะเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร ให้บัณฑิต ของมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดซึ่งเป็นปีที่ 7 แล้ว ยังความปลื้มปีติ ให้แก่บัณฑิตเหล่านั้น
สัปดาห์นี้ ขอชมเชยนายกรัฐมนตรีที่ได้พบผู้นำระดับโลกในการประชุมผู้นำ APEC ท่าน ทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทราบว่าจะไปอธิบายให้ชาวยุโรปได้ทราบอีก ผมขอให้กำลังใจ และรักษาสุขภาพด้วย
สุดท้าย ผมมีโอกาสได้พูดเรื่องบทบาทภาวะผู้นำให้กลุ่มธนชาติ ขอเสนอให้เห็นแนวคิดของ 3 นักคิดคือ Stephen Covey, Jack Welch และของผมเอง ซึ่งผู้อ่านอาจนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อไป จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr><div id="ftn1"> [1]http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 </div> </div>
ร่างรัฐธรรมนูญ : แนวดร.อมร กับ 2 R's[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปีนี้ฝนตกมากกว่าทุกปี อากาศยังคงร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ไม่มีใครทายได้ คนไทยต้องใฝ่รู้ ความรู้ที่วิเคราะห์ได้และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
เรื่องแรกที่คาดไม่ถึงคือ การแข็งตัวของค่าเงินบาท ขณะนี้ประมาณ 36 บาท ท่านคงจำได้ว่า เงินบาทเคยอ่อนตัวมากถึง 56 บาท และมีแนวโน้มว่าจะไปถึง 100 บาท วันนี้เหตุการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปมาก
ผมคิดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนำมาประยุกต์ได้ 100% คือ
เมื่อช่วงที่เงินบาทอ่อนตัว ผู้ส่งออกได้กำไรเกินไปอย่างคุ้มค่า แต่ถ้าการได้กำไร ไม่รู้จักพอประมาณ เช่นเก็บเงินไว้ลงทุนในการพัฒนาคน ระบบการบริหารจัดการ หรือพัฒนาเทคโนโลยี เมื่อการส่งออกเริ่มติดขัด จะขอให้รัฐบาลช่วย เรียกว่า เลี้ยงไม่โต เพราะไม่ได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน
อัตราแลกเปลี่ยนคือส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ต้องมีภูมิคุ้มกัน หรือบริหารความเสี่ยงให้ได้
คงมีผู้ส่งออกที่มีคุณธรรมและมีปัญญา มองไปข้างหน้า พัฒนาสินค้าและการบริการอย่างต่อเนื่อง น่าจะอยู่รอด แต่ผู้ส่งออกประเภทที่ได้ดีเพราะโชค ( อัตราแลกเปลี่ยน ) ใช้จ่ายเกินตัว ลงทุนไร้สาระ คงจะไม่ยั่งยืน
อธิบดีราเชนทร์ พจนสุนทร ซึ่งเคยอยู่กรมการค้าต่างประเทศ ได้ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก จะเป็นบุคคลที่ผู้ส่งออกควรจะรับฟัง เพราะท่านมองการค้าเสรีแบบยั่งยืน ลงทุนในการพัฒนาบุคลากรของกรมการค้าต่างประเทศมาตลอด และมาอยู่กรมส่งเสริมการส่งออก คงจะช่วยพัฒนาผู้ส่งออกให้เน้นคุณภาพสินค้า การใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ได้อย่างยั่งยืน
จึงเป็นจังหวะดีให้ผู้ส่งออก หันมาพัฒนาสินค้า พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท ซึ่งต้องอยู่ที่ mindset ของผู้ส่งออกไทย
ผมคงมีโอกาสได้ร่วมงานกับกรมส่งเสริมการส่งออกต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้ทำคือ การสร้างภาวะผู้นำของผู้บริหารมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยเน้นความร่วมมือระหว่างกลุ่ม PACRIM ซึ่งถือลิขสิทธิ์ 7 Habits กับกลุ่ม Chira Academy และมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โดยไปสัมมนากันอย่างสนุกที่โรงแรมแก่งสะพือรีสอร์ท ริมแม่น้ำมูล และจบอย่างดี ด้วยการมองเรื่อง Innovation หรือนวัตกรรมในยุคใหม่ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผมทำมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ได้ค้นพบปัจจัยไปสู่ความสำเร็จ 4 เรื่อง
- เรื่องแรกคือ การเรียนยุคใหม่ต้อง 2 R’s เน้นความจริง (Reality) และตรงประเด็น ( Relevance )
- การเรียนยุคใหม่ต้อง 4 L’s และเน้น Coaching กับ Mentoring
- การเรียนยุคใหม่ต้องมีผู้นำเอาใจใส่อย่างจริงจัง เช่นครั้งนี้ อธิการบดี ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ ไปร่วมฟัง และรองอธิการบดีทุกคนให้ความสนใจ
- มีการสร้างความต่อเนื่องว่าจะทำอะไรต่อไปก็สำคัญ
- มีความสนุกและอารมณ์ร่วมในการเปิดใจและรู้จักกันเป็น Teamwork ต่อไปในการทำงาน
ผมสำรวจเรื่องภาวะผู้นำ ในช่วงแรกของผู้นำที่นี่ เขาจะไม่เน้น Team work กับวิสัยทัศน์ แต่พออยู่ด้วยกัน จะรู้ว่า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคณะคือ ความสำเร็จของการสัมมนาที่สุดยอด เขาจะไว้ใจกัน ( Trust ) มากขึ้น
นอกจากนี้ผมได้ไปเยี่ยมที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม พบว่าอุทยานนี้ เป็นแหล่งการเรียนรู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นักเรียนมัธยมและครูควรจะหาโอกาสไปใช้อุทยาน เป็นสังคมการเรียนรู้แบบใหม่ ขอขอบคุณหัวหน้าอุทยาน คุณอุทัย พรมนารี และลูกศิษย์ปริญญาเอกของผม คุณวินัย โสมณวัตร์
ผมได้มีโอกาสเห็นนักเรียนมัธยมจากจังหวัดจันทบุรี มาสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ในอุทยานน่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจในอนาคต
สุดท้าย ทุกคนต้องช่วยกันดู เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ผมขอเสนอว่า แม้ว่าจะมีสมัชชาแห่งชาติ รัฐบาลควรรับฟังแนวคิดของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ อย่างมาก เพราะท่านมีประสบการณ์มากมาย มีประเด็นสำคัญที่จะเสนอแนะ
การร่างรัฐธรรมนูญต้องเน้น 2 R’s
- ความจริง
- และตรงประเด็น
คือเอาความจริงมาพูดกัน ไม่ต้องมีมาตรามากมาย เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และพยายามสะท้อนคุณภาพของทรัพยากรและการศึกษา ความหลากหลายของวัฒนธรรม เน้นคุณธรรม จริยธรรมมาก ๆ บางครั้งเราไปใช้ตำราฝรั่งมากเกินไป เช่น บางส่วนมาจากฝรั่งเศส บางส่วนมาจากเยอรมนี เราควรจะดูพื้นฐานของสังคมไทย และความหลากหลายของภาคต่างๆ ด้วย </p> จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
</div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” จาก Interent ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระ เขียนเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ : แนวดร.อมร กับ 2 R’s อาจารย์เขียนความจริงที่อาจารย์ได้สัมผัสมา นำมาเขียนแฝงไปด้วยสาระ ที่กระตุ้นทุนทางปัญญา ได้เป็นอย่างดี ผมได้แสดงความคิดเห็น บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ ตัวอักษรสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ ……. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปีนี้ฝนตกมากกว่าทุกปี อากาศยังคงร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ไม่มีใครทายได้ คนไทยต้องใฝ่รู้ ความรู้ที่วิเคราะห์ได้และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม</p> เรื่องสภาพดิน ฟ้า อากาศ ของโลก นับวันจะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่เป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขและป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม มีการดำเนินการอย่างจริงจัง นับจากนี้ไป การแก้ไขและป้องกันปัญหาดังกล่าว ควรบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมแห่งชาติทุก ๆ ฉบับ และกำหนดให้มีตัวชี้วัดความสำเร็จระยะสั้น ระยะยาวอย่างชัดเจน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เรื่องแรกที่คาดไม่ถึงคือ การแข็งตัวของค่าเงินบาท ขณะนี้ประมาณ 36 บาท ท่านคงจำได้ว่า เงินบาทเคยอ่อนตัวมากถึง 56 บาท และมีแนวโน้มว่าจะไปถึง 100 บาท วันนี้เหตุการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปมาก
ผมคิดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนำมาประยุกต์ได้ 100% คือ
เมื่อช่วงที่เงินบาทอ่อนตัว ผู้ส่งออกได้กำไรเกินไปอย่างคุ้มค่า แต่ถ้าการได้กำไร ไม่รู้จักพอประมาณ เช่นเก็บเงินไว้ลงทุนในการพัฒนาคน ระบบการบริหารจัดการ หรือพัฒนาเทคโนโลยี เมื่อการส่งออกเริ่มติดขัด จะขอให้รัฐบาลช่วย เรียกว่า เลี้ยงไม่โต เพราะไม่ได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน
อัตราแลกเปลี่ยนคือส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ต้องมีภูมิคุ้มกัน หรือบริหารความเสี่ยงให้ได้
คงมีผู้ส่งออกที่มีคุณธรรมและมีปัญญา มองไปข้างหน้า พัฒนาสินค้าและการบริการอย่างต่อเนื่อง น่าจะอยู่รอด แต่ผู้ส่งออกประเภทที่ได้ดีเพราะโชค ( อัตราแลกเปลี่ยน ) ใช้จ่ายเกินตัว ลงทุนไร้สาระ คงจะไม่ยั่งยืน </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เกี่ยวกับปัญหาของสถานประกอบการ ธุรกิจอุตสาหกรรมการส่งออก เท่าที่ผมทราบ คือเจอผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้น เช่นพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรงฯลฯ สิ่งที่ประเทศไทยเคยได้เปรียบในการส่งออก เช่น อัตราค่าแรงที่ถูกกว่า คุณภาพแรงงานที่ดีกว่า ได้ลดน้อยลงจนถึงขั้นที่ทำให้ต่างชาติหันไปลงทุน หรือซื้อหาสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ที่ดีกว่า ถูกกว่า ทำให้สถานประกอบการที่ผลิตเพื่อการส่งออก แทบเอาตัวไม่รอดอยู่นานพอสมควร บางแห่งต้องลดต้นทุนจนตัวบาง หันมาลดอัตรากำลังคนเป็นระยะ ๆ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">น่าเห็นใจเจ้าของกิจการ ที่ทำการส่งออก และเห็นใจแรงงานที่บางแห่งต้องลดงาน และถูกเลิกจ้างลงเพราะลูกค้าต่างชาติหนีไปซื้อสินค้าในประเทศอื่น ไม่มีงานทำอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเช่นนี้ ถ้านำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ตั้งแต่แรก ๆ ก็คงจะมีแผนสำรอง รองรับไว้แล้ว การนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ จะสามารถช่วยให้เจ้าของกิจการรู้จักคิดลงทุน ดำเนินธุรกิจอย่างมีเหตุ มีผล สมดุล พอประมาณ อย่างมีความรอบรู้ มีคุณธรรม จะช่วยให้ปัญหาหนักกลายเป็นปัญหาเบา ช่วยบรรเทาอาการผิดพลาดทางการดำเนินธุรกิจได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
อธิบดีราเชนทร์ พจนสุนทร ซึ่งเคยอยู่กรมการค้าต่างประเทศ ได้ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก จะเป็นบุคคลที่ผู้ส่งออกควรจะรับฟัง เพราะท่านมองการค้าเสรีแบบยั่งยืน ลงทุนในการพัฒนาบุคลากรของกรมการค้าต่างประเทศมาตลอด และมาอยู่กรมส่งเสริมการส่งออก คงจะช่วยพัฒนาผู้ส่งออกให้เน้นคุณภาพสินค้า การใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ได้อย่างยั่งยืน
จึงเป็นจังหวะดีให้ผู้ส่งออก หันมาพัฒนาสินค้า พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท ซึ่งต้องอยู่ที่ mindset ของผู้ส่งออกไทย
ผมคงมีโอกาสได้ร่วมงานกับกรมส่งเสริมการส่งออกต่อไป </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มักจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และมีความเชื่อวา ทรัพยากรมนุษย์นั้นมีค่ายิ่งกว่าทรัพยากรใด ๆ ในองค์การ “พัฒนาอะไรก็ติด ถ้าไม่คิดพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” องค์การที่เจริญกว้าหน้าและยั่งยืน จึงมักสนใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ๆ เช่น ปูนซิเมนต์ไทย ปตท. TOYOTA ฯลฯ ผมดีใจที่ทราบว่าแม้ใน วงการราชการ อย่างเช่น กรมการค้าต่างประเทศก็มีคนอย่างอธิบดีราเชนทร์ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้ทำคือ การสร้างภาวะผู้นำของผู้บริหารมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยเน้นความร่วมมือระหว่างกลุ่ม PACRIM ซึ่งถือลิขสิทธิ์ 7 Habits กับกลุ่ม Chira Academy และมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โดยไปสัมมนากันอย่างสนุกที่โรงแรมแก่งสะพือรีสอร์ท ริมแม่น้ำมูล และจบอย่างดี ด้วยการมองเรื่อง Innovation หรือนวัตกรรมในยุคใหม่ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี </p> การสัมมนาเช่นนี้ในภาคธุรกิจเอกชนบางแห่งถือเป็นหลักสูตรบังคับสำหรับผู้บริหารทุกระดับต้องเข้าเรียน เพื่อนำความรุ้มาช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จในองค์การ ผมดีใจที่เห็นทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให่ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ให้ความสำคัญกับการลับเลื่อยให้คม ให้ความสำคัญกับการจัดสัมมนาให้กับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ถ้าจะให้ได้ผลดี ก็ควรให้มีการขับเคลื่อนองค์ความรู้ไปสุ่การปฏิบัติ ให้เกิดผลทั้งแก่ตนเอง แก่สถาบัน องค์การ และแก่สังคม อย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่นที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคุณชำนาญ กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมทำมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ได้ค้นพบปัจจัยไปสู่ความสำเร็จ 4 เรื่อง
- เรื่องแรกคือ การเรียนยุคใหม่ต้อง 2 R’s เน้นความจริง (Reality) และตรงประเด็น ( Relevance )
- การเรียนยุคใหม่ต้อง 4 L’s และเน้น Coaching กับ Mentoring
- การเรียนยุคใหม่ต้องมีผู้นำเอาใจใส่อย่างจริงจัง เช่นครั้งนี้ อธิการบดี ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ ไปร่วมฟัง และรองอธิการบดีทุกคนให้ความสนใจ
- มีการสร้างความต่อเนื่องว่าจะทำอะไรต่อไปก็สำคัญ
- มีความสนุกและอารมณ์ร่วมในการเปิดใจและรู้จักกันเป็น Teamwork ต่อไปในการทำงาน
ผมสำรวจเรื่องภาวะผู้นำ ในช่วงแรกของผู้นำที่นี่ เขาจะไม่เน้น Team work กับวิสัยทัศน์ แต่พออยู่ด้วยกัน จะรู้ว่า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคณะคือ ความสำเร็จของการสัมมนาที่สุดยอด เขาจะไว้ใจกัน ( Trust ) มากขึ้น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การสำรวจก่อนจบการอบรม สัมมนา เป็นการหาข้อมูลที่เป็นธรรมชาติตามที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลก หรือผิดแต่อย่างใด เหมือนหมอที่ตรวจสุขภาพ ก่อนให้คำแนะนำหรือให้วิตามินบำรุงร่างกายซึ่งอาจพบว่า การดำเนินชีวิตปกติขาดการออกกำลังกาย เครียดกับงานมากเกินไป ก็เป็นผู้บริหาร โดยทั่วไปมักจะมีอาการเช่นนี้ แต่เมื่อหมอตรวจวินิจฉัยให้ความรู้ไปแล้วก็มีการปรับทัศนคติ การดำเนินชีวิตใหม่ ให้ความสำคัญที่ถูกจุด </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การทำงานในอดีตอาจจะเน้นระบบ ระเบียบ ทำงานตามได้รับมอบหมายเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่ในปัจจุบัน เน้นทำงานให้บรรลุวิสัยทัศน์ ซึ้งต้องอาศัยองค์ความรู้ที่สด อาศัยทีมงาน อาศัยการเป็นผู้นำที่มีสัมพันธ์ที่ดีมีเครือข่าย ทุนทางสังคม ซึ่งผลการสำรวจทั้งก่อนสัมมนาและหลังสัมมนา ชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาทัศนคติ ความคิดใหม่ ของผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ้งถือว่า Win-Win กันทุกฝ่าย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ผมเองไปร่วมสังเกตการณ์ก็ มีความสุข และได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ไปบ้าง นี่เป็นการสัมมนาที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ผมได้ไปเยี่ยมที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม พบว่าอุทยานนี้ เป็นแหล่งการเรียนรู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นักเรียนมัธยมและครูควรจะหาโอกาสไปใช้อุทยาน เป็นสังคมการเรียนรู้แบบใหม่ ขอขอบคุณหัวหน้าอุทยาน คุณอุทัย พรมนารี และลูกศิษย์ปริญญาเอกของผม คุณวินัย โสมณวัตร์
ผมได้มีโอกาสเห็นนักเรียนมัธยมจากจังหวัดจันทบุรี มาสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ในอุทยานน่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจในอนาคต <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ผมได้มีโอกาสติดตามอาจารย์ไปที่อุทยานฯแห่งนี้ด้วย ขอขอบคุณ หัวหน้าอุทยานฯ คุณอุทัย พรมนารี ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และที่สำคัญคือหัวหน้าอุทัย เปิดโอกาสให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งที่นักเรียนได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม นักเรียนเหล่านั้นก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่ พนักงานในอุทยานฯ เป็นอย่างดี ขอส่งกำลังใจมาให้ พนักงานในอุทยานผาแต้ม ทุกคน ท่านมีส่วนช่วยพัฒนาเยาวชนไทย ให้เข้าใจ รักหวงแหนในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นอย่างดี ขอชื่นชมคณะครูที่พานักเรียนมา ท่านมีวิสัยทัศน์ ฉลาดในการสอนและสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก่เด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สุดท้าย ทุกคนต้องช่วยกันดู เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ผมขอเสนอว่า แม้ว่าจะมีสมัชชาแห่งชาติ รัฐบาลควรรับฟังแนวคิดของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ อย่างมาก เพราะท่านมีประสบการณ์มากมาย มีประเด็นสำคัญที่จะเสนอแนะ
การร่างรัฐธรรมนูญต้องเน้น 2 R’s
- ความจริง
- และตรงประเด็น
คือเอาความจริงมาพูดกัน ไม่ต้องมีมาตรามากมาย เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และพยายามสะท้อนคุณภาพของทรัพยากรและการศึกษา ความหลากหลายของวัฒนธรรม เน้นคุณธรรม จริยธรรมมาก ๆ บางครั้งเราไปใช้ตำราฝรั่งมากเกินไป เช่น บางส่วนมาจากฝรั่งเศส บางส่วนมาจากเยอรมนี เราควรจะดูพื้นฐานของสังคมไทย และความหลากหลายของภาคต่างๆ ด้วย </p> การร่างรัฐธรรมนูญ ผมขอเสนอความคิดเห็นว่า ควรนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบแนวความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญ นอกจาก พอประมาณ มีเหตุมีผล เน้นยั่งยืน ร่างแบบค่อยเป็น ค่อยไป ค่อยแก้ไข ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ต้องอาศัยความรู้หลากหลายสาขาวิชาผสานกับ จริยธรรม คุณธรรม ของไทย <p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ </p> <p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เชิญเพื่อน น.ศ. และน้อง ๆ ป.เอก ท่านผู้สนใจ ติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ………. </p><p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน</p> ยม นักศึกษาปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎบัณฑิต [email protected]