คนกรุงเทพฯ :นึกถึงคนภาคกลาง[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ใน 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดภัยธรรมชาติใหญ่ในประเทศไทยที่ผมยังไม่ได้พูดถึงคือปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางหลายจังหวัดหากไม่มีการผันน้ำไปสู่ทุ่งนาตามจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรีชัยนาท ถนนในกรุงเทพฯ ก็คงจมน้ำไปตามกัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คุณอภิรักษ์โกษะโยธิน คงเปิดตำราแทบไม่ทัน
ผมและคณะจึงมีโอกาสไปเยี่ยม แสดงความห่วงใยชาวต่างจังหวัดและแจกสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อบต.สามตุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยมีคุณขวัญชัย มหาชื่นใจนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนันตำบลสามตุ่ม คุณพยอมมหาชื่นใจ ได้ให้การต้อนรับอย่างดี
ปีนี้นับเป็นปีที่ประเทศของเรามีปัญหาอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นจาก :
- ในประเทศเรา มนุษย์เจริญมากขึ้น จึงต้องตัดไม้ทำลายป่า สร้างถนน สร้างบ้านจัดสรรทำให้ไปกระทบเส้นทางเดินของน้ำ
- แม่น้ำ คู คลอง ตื้นเขินทำให้การไหลของน้ำไม่สะดวก
แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้อากาศเปลี่ยน จากการที่ผมคุยกับอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่า ปัจจุบันฝนตกไม่สม่ำเสมอ บางแห่งมาก บางแห่งน้อย อย่างในปีนี้ฝนตกที่ภาคเหนือตอนล่างมากกว่า เฉลี่ย 27% ทำให้น้ำไหลทะลักมาสู่ภาคกลางมากมายและที่สำคัญ ฝนที่ตกในภาคกลางเองก็มากกว่าปกติถึง 10% จึงเกิดปัญหาโลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องการค้าเสรีหรือการเงินเสรีเท่านั้นแต่เป็นเรื่องภัยธรรมชาติจากโลกที่กระทบเราด้วยจากปรากฏการณ์อากาศไม่ปกติหรือโลกร้อนนั่นเอง
เรื่องนี้คนไทยน่าจะต้องเอาใจใส่และปรับตัวเองให้เข้าใจว่า อากาศจะมีปัญหามากขึ้นและจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อทั้งโลกต้องช่วยกัน ขณะนี้น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายซึ่งอาจจะเป็นผลภัยรุนแรง
ผมติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดหากเราคิดว่าปีนี้น้ำท่วมแค่ปีเดียว ปีหน้าก็คงปกติ ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้เพราะอากาศของโลกไม่ปกติ และเรามีเวลาที่จะร่วมกันแก้ไขอีกไม่เกิน 15 ปี
จากการอ่านข่าวพบว่ากลุ่มนักวิชาการของอังกฤษได้มีการศึกษา และส่งรายงานไปให้ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษทราบว่า อย่างช้าที่สุด ภายใน 15 ปี GDP ของโลกจะลดลง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 7 Trillion US $ ) เพราะการผลิตสินค้าและบริการจะถูกกระทบจากภาวะโลกร้อน ลองคิดดู ประเทศไทยจะจนลง 20% ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 15 ปี
ลูกศิษย์ผมคือ คุณยม นาคสุขได้เชิญผมไปฟังสัมมนาของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาซึ่งได้เตือนประเทศไทยให้หันมาเอาใจใส่ ทำวิจัย ปรับตัว เรื่อง Global warming เพราะมีเวลาเหลืออีกไม่มาก
ผมจึงถือโอกาสเรียนให้ทราบว่า วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายนผมจะมีรายการสู่ศตวรรษใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 14.00-15.00 น.ซึ่งผมได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์อธิบดีท่านนี้เป็นผู้มีความรู้ดีมาก และได้ทำงานหลายอย่างเพื่อประชาชนจะมาพูดในรายการ ผมจึงเป็นแนวร่วมกับท่านทำหลายเรื่อง เช่น
- จะพัฒนาภาวะผู้นำของข้าราชการกรมอุตุนิยมวิทยาให้เป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้นำที่จะทำงานให้ประชาชนได้ประโยชน์
- จะทำสารคดีสั้น 5 นาที ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ให้อธิบดีออกรายการเพื่อกระจายข่าวเป็นการเตือนภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญในชนบทให้รับทราบถึงเรื่องภาวะอากาศ ผลกระทบและการปรับตัว
ผมพูดเสมอว่ามนุษย์สร้างความเจริญ แบบไม่มองความสมดุลของธรรมชาติ ทุนแห่งความยั่งยืนของผมซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผมต้องการให้โลกน่าอยู่ ให้คนรุ่นหลังได้เห็นไม่ใช่มีความสะดวกสบายในปัจจุบัน แต่อนาคตไม่ยั่งยืน
การมองความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติกับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนมีความรู้ เดินสายกลางพอประมาณ ผมจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานหลายแห่ง เช่น กรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมบรรเทาสาธารณภัย สภาวิจัยแห่งชาติ เป็นต้นเพื่อเตรียมรับมือเรื่องโลกร้อนให้ได้ และจะเริ่มรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงปัญหานี้
สัปดาห์นี้ ผมมีโอกาสไปร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ 2549 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติครองราชย์ 60 ปีและเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งผมชอบและชื่นชมมากเพราะ
- ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมควรจะได้แสดงศักยภาพทางการเกษตรอย่างเต็มที่ให้โลกรับทราบ
- การเกษตรในยุคไร้พรมแดนว่า ให้โลกได้เรียนรู้จากเรา และเราก็เรียนรู้จากโลกเรียกว่า เกษตร พืชสวนไร้พรมแดน
- เป็นการแสดงอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ท่านทรงเน้นความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยมาโดยตลอดเป็นเวลายาวนานแล้วเพราะพระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์เห็นว่าเป็นจุดที่อยู่รอดของคนไทย
- ได้มีโครงการที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่หลายโครงการเพื่อให้คนไทยและชาวต่างประเทศได้ทราบ
- ต่างชาติกว่า 33 ประเทศมาจัดพืชสวน มีดอกไม้และพันธุ์ไม้สวยๆ มากมายและเน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติเหล่านั้น ที่หาดูได้ยาก
นับเป็นแหล่งความรู้ที่ดีเพราะพืชสวนที่เป็นพืชเขตร้อน มักจะหาดูได้ยาก และเป็นการแสดงถึงองค์ความรู้การวิจัยที่จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่ม ทางด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
ผมประทับใจที่ผู้จัดงานนำเอาแนวคิด 4 เรื่องมาร้อยเรียงกันคือ
- เกษตร
- วัฒนธรรม
- องค์ความรู้
- และนำไปสู่ความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
การสร้างหอคำหลวงเป็นศิลปะแบบล้านนา ซึ่งจะเป็น landmark ของชาวเชียงใหม่ต่อไป เป็นการผสมผสานแนวคิด 4 เรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้ว
ผมขอฝาก 2-3 เรื่องไว้เพื่อที่หลายคนจะได้นำไปเตรียมการสำหรับเยี่ยมชม
- การไปชมต้องให้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน ดูทั้งกลางวันและกลางคืน
- ใช้เวลานั่งรถดูภาพรวมเป็นการดูแบบ macro ว่ามีอะไรบ้าง
- แต่ที่สำคัญท่านน่าที่จะเลือกเดินดู และเรียนรู้ว่า เฉพาะในช่วงกลางคืน เมื่อดูแล้วคิดว่าจะเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อเนื่อง
ผมดีใจที่ทราบว่ารัฐบาลมีโครงการที่จะเก็บไว้เป็นศูนย์การเรียนรู้ถาวรในระยะยาว เพราะครบ 3 เดือนแล้วก็ยังมีประโยชน์มากมาย การสร้างอะไรให้คนไทยกลับมาหา Basics คือภาคเกษตรเป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
คงจะต้องยอมรับวิสัยทัศน์ (Vision) ของรัฐบาลชุดที่แล้วโดยการนำของนายกฯ ทักษิณ แต่จุดอ่อนคือมีการใช้จ่ายเงินแบบไม่มีระบบควบคุม และอาจจะไม่โปร่งใสผมเห็นกลุ่มข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน นำโดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาไปร่วมงานหลายคน และอาจจะหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าใช้เงินถูกต้องหรือไม่ก็ว่ากันไปตามระบบการตรวจสอบ ซึ่งดีและถูกต้อง
สุดท้าย ผมภูมิใจที่สุดคือคำถามของคุณนาตยา แวววีระคุปต์ ที่ถามผมในรายการเวทีความคิด ทางสถานีวิทยุ FM 96.5 MHz เมื่อวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผมรายงานสดมาจากเชียงใหม่ว่า
- สิ่งที่ทำไปทั้งหมดนอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านอย่างสมศักดิ์ศรีแล้วเกษตรกรไทยระดับรากแก้วได้อะไร
เพราะประชากรไทยกว่า 50% ที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย คือ เกษตรกรนั่นเองเกษตรกรระดับรากแก้วจะได้อะไรกับงานนี้
ผมชอบคำถามนี้เพราะการจัดงานครั้งนี้ มีการไป outsource ภาคธุรกิจมาทำ ซึ่งก็ไม่ว่ากัน เพราะภาคธุรกิจเอกชน อาจจะมีความพร้อม ชำนาญและมีประสบการณ์มากกว่า แต่บางครั้งถึงแม้ภาคเอกชนหรือคนชั้นกลางได้ คนระดับรากแก้วก็ควรจะได้ด้วย การตั้งโจทย์ว่าคนรากแก้วได้อะไร จะช่วยกระจายความรู้ไปสู่รากแก้ว
หากถามผมในเวลานั้นรัฐบาลทักษิณ คิดอะไรจึงทำ
ผมคิดว่ารัฐบาลทักษิณรีบทำเพราะรีบทำคะแนน แต่ไม่ได้มองผลประโยชน์ระยะยาวมากนัก ฉะนั้นผมจะช่วยคิดต่อว่าคนรากแก้วได้อะไร
จุดอ่อนจุดแรก คือการบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก นักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลสหกรณ์ ต่างๆ ไม่ค่อยจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางมากนักส่วนมากจะเป็นงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับภาคเอกชน คล้ายระบบ CEO ของรัฐบาลชุดที่แล้ว
หวังว่าใน 3 เดือนข้างหน้าคงจะมีคนช่วยคิดว่า คนรากแก้วได้อะไรมากขึ้น
ฝากผู้จัดงานไว้ด้วยครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr><div id="ftn1">
[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
</div>
</div>