สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ คุณรัตติยา คุณยมนา น้องLotus และท่านผู้อ่านทุกท่าน <p>เช้านี้ ผมหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ จากเว็ปของ น.ส.พ.แนวหน้า แต่ยังไม่เห็นบทความดังกล่าว จึงอ่านบทความอื่น ๆ และได้เห็นบทความของท่านนายกรัฐมนตรีที่เปิดใจให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “นโยบายรัฐบาล” ผมเห็นว่ามีสาระที่เป็นประโยชน์กับผู้เรียน รัฐประศาสนศาสตร์ และผู้ที่สนใจในนโยบายสาธารณะ การเมือง จึงได้คัดสำเนามาลงไว้ใน Blog นี้ </p> ส่วนการวิเคราะห์บทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ต้องรอไว้ก่อน จนกว่าจะปฎิบัติภารกิจวันนี้ ซึ่งเช้านี้ ศ.ดร.จีระ และทีมงานมีจัดสัมมนา “หลักสูตรพัฒนาศักยภาพ และบุคลิกภาพ”วันเสาร์ที่ 4 และ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล หากผู้อ่านสนใจ จะติดตามไปร่วมสัมมนา ติดต่อได้ที่ผมหรือที่ ttp://www.chiraacademy.com/ มีเบอร์โทรติดต่อได้หรือติดต่อที่ผมเพื่อจะได้ช่วยประสานงานให้ก็ยินดีครับ ที่ 081-9370144 เชิญท่านผู้อ่านติดตาม สาระในบทความ “สุรยุทธ์” เปิดใจ นโยบายรัฐบาล” ซึ่งปรากฏอยู่ข้างล่างนี้ ครับ สวัสดี <p>ยม</p><p>[email protected]</p>0819370144 “สุรยุทธ์” เปิดใจ นโยบายรัฐบาล [1]หมายเหตุ : เมื่อเวลา 19.00 น.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5และช่อง 7 โดยมีนายพิษณุ นิลกลัด เป็นผู้ซักถามนโยบายการดำเนินงานของรัฐบาล เผย 1 เดือนนายกทำชีวิตเปลี่ยน สุขภาพเสีย เมื่อถามว่าระยะ 1 เดือนกับ 2 วันที่พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หน้าที่ที่ได้รับหนักกว่าที่คิดหรือหรือเป็นอย่างที่คิด พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า มันค่อนข้างที่จะกระชั้นและหนัก เพราะปัจจัยหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทุกอย่างมันมีแรงกดดัน มีแรงบีบครั้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องถภายในประเทศหรือเรื่องภายนอกประเทศมีทั้งนั้น เมื่อถามว่า ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีกับหลังการเป็นนายกรัฐมนตรีชีวิตจประจำวันเปลี่ยนไปมากขนาดไหน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ก็คงเปลี่ยนเยอะตนไม่มีเวลาได้พบกับภรรยาและลูก กลับไปทุกคนก็พักผ่อนกันหมดแล้ว เมื่อออกจากบ้านภรรยาก็ยังไม่ตื่นมันก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน นอนวันหนึ่งไม่เกิน 4 ชั้วโมงค่อนข้างที่จะลำบากกับสุขภาพของตนเองเหมือนกันเพราะอายุเริ่มมากแล้วอดนอนทำให้มีผลกระทบต่อร่างกายพอสมควร สมานฉันท์ – ใต้ - ศอ.บต.-พระนาย เมื่อถามว่า การแถลงนโยบายในเรื่องของการสมานฉันท์ที่มีคำสั่ง 207/2549มานี้มั่นใจขนาดไหนที่จะบอกคนไทยทั้งภาคใต้และทั่วประเทศที่กำลังวิตกอยู่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องของความมั่นคงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการีจัดแนวทางกันใหม่เพราะปัญหาไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการเมืองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องของยาเสพติด การลักลอบนำมนุษย์หรือที่เรียกว่าการค้ามนุษย์ข้ามแดน เรื่องโรคต่างๆที่อาจจะมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นโรคซาส์หรือไข้หวัดนกสิ่งเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงภายในของเรา เรื่องสถานการณ์ภาคใต้ ตนได้มีโอกาสลงไปพบปะกับผู้นำทางศาสนาในช่วง 2-3วันที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราได้ทำความเข้าใจว่าองค์กรด้านความมั่นคงของเราจะเข้ามาดูแลสถานตการณ์ทางภาคใต้อย่างไรโดยที่มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาใหม่ ซื่อเหมือนเดิม แต่การจัดองค์กรภายในก็มีการปรับเปลี่ยนเพื้อทำให้สอดคล้องกับความเข้มข้นของสถานการณ์ในปัจจุบัน เมื่อถามว่า จากรายละเอียดของคำสั่งดูเหมือนงานนี้จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะโรค พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง คงมีหลายส่วนที่จะต้องมาดูแลด้วยกัน ไม่ว่าจะในด้านของการดูแลเกี่ยวกับเรื่องของโรคที่อาจจะระบาดได้ซึ่งต้องมีทั้งฝ่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งคนที่จะมาแก้ไขปัญหาทางภาคใต้ถือได้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ เพราะถ้าเรามีคนซึ่งไม่รู้จริงไม่เก่งจริงลงไปทำปัญหาก็จะขยายตัวอเอกไป เมื่อถามว่า อะไรคือเงื่อนไขพิเศษที่ทำให้กระทรวงมหาดไทยเลือกนายพระนาย สุวรรณรัตน์ ดำรงตำแหน่ง ผอ.ศอ.บต. พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนมีโอกาสซักถามคุณพระนายด้วยตนเองในช่วงที่ลงพื้นที่ภาคใต้ โดยถามว่าสมใครใจไหมท่านบอกว่าเต็มใจที่จะงาน ท่านก็รู้ว่าเป็นงานที่หนัก แต่ถือเป็นเรื่องที่จะต้องหาทางแก้ไข แก้สถานการณ์ให้ได้ นั่นเป็นส่วนที่คุณพระนายบอกตนเอง ส่วนที่สองที่ตนมีความรู้สึกเองคือคุณพนะนายนมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนดีพูดง่ายๆคือมีมนุษยสัมพันธ์ดี ตรงนี้เป็นส่วนที่ดีของคูรพระนาย เมื่อถามว่า มีผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นเข้ามาร่วมการทำงานครั้งนี้ด้วยคิดว่าการได้คนเหล่านี้มาช่วยจะทำให้การแก้ปัญหาสำเร็จเร็วขึ้นหรือไม่ นายโฆษิต กล่าวชี้แจงแทนว่า ครั้งแรกที่มีประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้มอบกรอบคิดและการปฏิบัติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการมีส่วนร่วม ฉะนั้นตนคิดว่าทิศทางของพวกเราทุกคนคือการพยามแสวงหาความร่วมมือฝให้กว้างที่สุดและต่อไปคงต้องทำให้ลึกที่สุดด้วย เพราะเราเชื่อความร่วมมือ การประสานงานที่ดีและการมีส่วนร่วมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราทำงานได้ผล เมื่อถามว่า เมื่อได้ ผอ.ที่ดีได้ทีมงานที่ดคาดหมายหรือไม่กับอายุการทำงานปีเศษๆจะประสบความสำเร็จขนาดไหน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนมีความหวัง เพราะอย่างที่เรียนแล้วตนลงไปพบผู้นำทางศาสนาและอีกระยะหนึ่งตนจะลงไปพบกับเยาวชนในระดับที่อายุ 20 บวกลบ การไปพบผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ทำให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการตอบรับจากผู้นำเหล่านั้น สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือการแสดงออกหลังจากที่ตนเองพูดเสร็จแล้ว ทุกคนต่างมาคอยรับและยื่นมือมาให้ตนจับ ในความรู้สึกเหมือนประชาชนยื่นมือมาให้ตนแล้วและตนก็ยื่นมือไปจับเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเชื่อมั่น แสดงถึงความร่วมมือ ความเข้าใจที่จะต้องช่วยกันทำงาน ตนมองภาพว่าภาครัฐเองลงไปทำงานแม้จะเก่งอย่างไร ถ้าไม่ได้คนในท้องถิ่นหรือผู้นำท้องถิ่นเข้าช่วยมันไม่มีโอกาส การเมือง - ปฏิวัติ เมื่อถามว่านอกจากปัญหาทางภาคใต้แล้ว ยังมีปัญหาอะไรที่อยากจะทำให้เร็วที่สุดให้เห็นผลเร็วที่สุดในรัฐบาลนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาทางการเมือง ซึ่งก็เป็นของความวิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ความแตกแยกทางความคิด ซึ่งอันนี้เราถือว่าเป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งจะต้องหาทางแก้ไข ตนมองประเด็นนี้ว่า ในเมื่อมันเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว เราจะทำอย่างไรให้มันเกิดความสามัคคี ขึ้นมาในชาติบ้านเมืองของเรา สิ่งที่อยากจะเรียนเสมอ เมื่อมันเกิดไปแล้วเราจะทำอะไรไปไม่ได้มากไปกว่านั้น เราจะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร มีอนาคตที่ดีกว่าเดิมอย่างไร ในเรื่องการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม “ซึ่งผมก็เปิดโอกาสว่าถ้าท่านมีอะไรให้มาคุยกับผมได้เลย ผมไม่เคยปิด ผมไม่เคยมีเวลาที่ผมจะไม่คุยกับใคร ผมพร้อมที่จะคุย ในเรื่องของการที่จะมองในแง่ของการตรวจสอบ และการถ่วงดุลมันจำเป็นจะต้องมี ถ้าเราปล่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ ถ้าเราปล่อยฝ่ายบริหารก็จะมีอำนาจมาก และไปทำในสิ่งที่ประชาชนเองก็ไม่ต้องการให้ทำ มันก็จะกลับมาอีก ตรงนี้คิดว่าน่าจะมาช่วยกันแก้ไข “ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว เมื่อถามว่าก่อนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าทั้งประชาชน นักวิชาการไม่ได้รักใคร่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่มาถึงวันนี้เมื่อเขารู้สึกว่าเขาได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเผด็จการ และไม่ได้จากการเลือกตั้ง ท่านนายกจะบอกเขาอย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ชอบเลยในเรื่องของการเข้ามายึดอำนาจ และทำรัฐประหาร เพราะในชีวิตได้พูดมาตลอดว่าไม่ได้ชอบ แต่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นมา ถ้าเราจะมาบอกว่าไม่ชอบเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่หาทางแก้ไขเรื่องเหล่านี้ไม่ให้มันเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต เราจะทำยังไงเราจะเลือกทางไหน“เพียงแต่ว่าผมไม่ชอบ แล้วก็อยู่เฉยๆหรือว่ามาคัดค้าน กับการที่จะมามีส่วนร่วมเพื่อมาบอกว่าเราจะทำยังไงไม่ให้มันเกิดอย่างนี้อีก ผมเป็นคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ทุกคนก็อยากจะเห็นว่ามันไม่ควรจะมีอีกแล้ว” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว เมื่อถามว่าภาครัฐได้มีโอกาสที่จะไปเจรจากับนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยบ้างหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็พูดได้ทุกแห่งและยินดีที่จะพูดทุกแห่ง ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบอกมาเลยว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้กำลังเข้ามายึดอำนาจ แต่ว่าเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นไปแล้ว โดยที่ทุกคนจะบอกว่ามันเหมือนกับว่าเป็นการเลือกใช้เครื่องไม้เครื่องมือรักษาโรคอย่างที่เราพูดกัน เพราะเมื่อมันจะต้องผ่าตัด ผ่าตัดไปแล้วทำอย่างไรที่เราจะทำให้สภาวะร่างกายของเรามีความเข้มแข็ง แข็งแรงขึ้นมามันน่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อถามว่าการจะสร้างการเมืองให้ราบรื่นประชาชนต้องผาสุกด้วย ในส่วนของนายโฆสิตจะเอื้อกับนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง นายโฆสิต กล่าวว่า ก็ย้อนไปเมื่อการประชุมครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าการที่เราจะทำงานด้วยกันจากนี้เป็นต้นไป ขอให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นด้วยปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง เรามีความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะเดินไปสู่จุดที่ขออนุญาติพูดว่าความสุขความเจริญ ที่เราได้เห็นอดีตว่าเรามีความเจริญ “ตอนนี้ปัญหามาก เป็นความเจริญที่ไม่มีความเป็นธรรม เป็นความเจริญที่ไม่ยั่งยืนเช่นนี้เป็นต้น ฉะนั้นเราก็คิดว่าเป็นการพยายามที่จะอาศัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความเจริญในรูปแบบที่สังคมที่มีความสุข” นายโฆสิต กล่าว เมื่อถามว่าชาวไร่ชาวนาที่การศึกษาน้อย เงินก็ไม่มีมาก เราจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไรภายในระยะเวลา 1-2 นาทีเขาถึงจะเข้าใจ สมมติว่าเราเป็นชาวนาไม่มีที่ดินสักไร่เดียว ต้องใช้เแรงงานรับจ้างเขาทำงาน เกี่ยวข้าวปลูกข้าวแล้วเราจะใช้หลักปรัชาญาเศรษฐกิพอเพียงอย่างไรให้มีความสุขในสังคม นายโฆสิต อธิบายว่า เรามีรูปธรรมเยอะของผู้ที่ยึดหลักปรัชญาแล้วได้ผล ซึ่งรูปธรรมเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ที่บทบาทอยู่ในชุมชน หลายคนเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งคนเหล่านี้มีจริงวิถีที่ท่านคิดและสอดคล้องกับหลักปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถก้าวพ้นปัญหาความยากจนได้ แต่เราคิดว่ายังมีจำนวนน้อยเกินไป ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นในวิธีการว่านี่คือวิธีที่จะต่อสู้กับความยากจน แต่จะทำอย่างไรจึงจะขยายผลออกไปได้เรื่อยๆ อันนั้นคือนโยบายที่เราได้เขียนเอาไว้ เมื่อถามว่า นโยบายที่แถลงจับต้องไม่ได้จะบอกเขาอย่างไร นายโฆษิต กล่าวว่า ตนขอบอก 2 ข้อ ข้อ 1 คือในอดีตนโยบายเป็นรูปธรรมมาก แต่ก็มีหลายที่ที่มีความรู้สึกเหมือนกับที่ตนมีความรู้สึกคือถ้าเราเอารูปธรรมมานำและละเลยให้ความสำคัญกับคุณธรรมน่อยหรือนามธรรมต่ำมากคิดว่าไม่ตรงกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมันไม่มีความพอดี ฉะนั้นตรงนี้เราอยากจะเห็นเราปรับความพอดีให้ความสำคัญกับนามธรรมพิ่มขึ้นเยอะ อีกเรื่องนามธรรมที่เราพูดถึงไม่ใช่เป็นนามธรรมที่ไม่เห็นตัวอย่างของการปฏิบัติ แต่เป็นนามธรรที่มาจากตัวอย่างจริงของการปฏิบัติที่ได้ผล เมื่อถามว่า จำฝรั่งเขามาหากเรารักลูกหลานและรักโลกหรือประเทศของเรา เราจะต้องส่งมอบประเทศหรือโลกให้คนรุ่นหลักให้สมบูรณ์ให้เหมือนกับคนรุ่นก่อนหน้านั้น ตรงนี้ท่านคิดอย่างไร เพราะเห็นท่านพูดเราจะต้องส่งมอบประเทศไทยให้รุ่นลูกหลานของเราให้ดีที่สุด พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า มันก็มีเรื่องใหญ่ๆที่ตนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญหากเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ สร้างความปรองดองขึ้นมาในชาติบ้านเมืองของเราก็ถือว่าผ่านพ้นข้อสอบข้อใหญ่ๆ 2 ข้อที่สำคัญของเราไป ส่วนข้อสอบย่อยๆซึ่งมันก็มีอีกมากมาย ตนคิดว่าเราจะวางกรอบวางแนวทางไว้ ยกตัวอย่างแนวทางด้านเศรษฐกิจ แนวทางตัวชี้วัดความผาสุข แน่นอนคนที่ไม่ได้ผ่านความลำบากในชีวืตในลักษณะที่เป้นคนจนมาก่อนก็จะมองไม่เห้นว่าตัวชี้วัดจะมีผลอย่างไรบ้างจริงๆมันไม่ได้เป็นความร่ำรวยอย่างเดียวที่จะทำให้เรามีความสุข ความยากจน ความเท่าเทียมกันก็ทำให้เรามีความสุขเหมือนกัน เมื่อถามว่า ที่นายกฯบอกว่าต้องการทำให้คนมีความสุขไม่ต้องร่ำรวยก็ได้ แต่คนที่จะอย่างนั้นได้ต้องเป็นรัฐบาล เราจะมีกระบวนการอย่างไรในการสรรหารัฐบาลที่เป็นคนรักประชาชน เพราะเมื่อเลือกตั้งที่ไรเราจะได้รัฐบาลที่ดูเหมือนวย่าหน้าตาความสวยงามสู้รัฐบาลแต่งตั้งไม่ได้ ตั้งแต่สมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายอานันท์ ปันยารชุน และสมัยนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าตรงนี้เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมอของพรรคการเมืองที่จะต้องเตรียมตัว ตนได้เชิญพรรคการเมืองทุกพรรคมาพูดกันในเรื่อวงเหล่านี่ว่าเราจะต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมของพรรคกาเมือง ซึ่งคงทั้งในเรื่อวงของสิ่งที่เป็นกฎหมายที่จะต้องมีการปรับแก้อะไรบ้าง พรรคการเมืองก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อม เพราะจะต้องมีคนรุ่นใหม่มีความรู้ มีความสามารถ แน่นอนประสบการณ์อาจจะน้อยบ้าง แต่ความรู้ ความสามารถมาปรับกันได้ โดยที่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีพอ รัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า กระบวนการรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไรให้คนบุคลิกอย่างนายโฆษิต และอีกหลายๆท่านมาจาก ส.ส.หรือมาจากบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้สภาที่งดงาม พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้เราจะต้องสร้างกรอบ สร้างกระบวนการ ซึ่งให้ความมั่นใจ สิ่งที่แรกที่ตนเห็นจากประสบการณ์ตัวเองคือมีเงินพอหรือเปล่าที่จะเป็นนักการเมือง พร้อมที่จะเสียเงินไหม เพราะท่านลงเลือกตั้งท่านจะต้องมีเงิน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทำให้คนที่มีความรู้ความสมารถหลายคนเกิดความลังเล เพราะเงินที่ตัวมีอยู่ไม่มากหากจะนำไปเสี่ยงกับเรื่องเหล่านี้มันจะคุ้มไหม ทุกคนก็คิดเหมือนกัน ในแง่ของเศรษฐกิจพอเพียง ตนตอบได้เลยว่าถ้าจะเป็นนักเมืองทุกคนก็ต้องคิดว่าทำแล้วมันจะมีผลออเกมาอย่างไร ถ้าท่านลงไปแล้วไม่ต้องใช้เงินมากมีคนให้การสนับสนุน มีสปอนด์เซอร์ดีๆ ซึ่งเขาไม่มาเรียกร้องเอาอะไรต่ออะไรมากนักมันก็ไปได้ เพราะต่างประเทศก็มีสปอนด์เซอร์ทั้งนั้น ไม่มีประเทศไหนที่ออกมาบอกว่าไม่ต้องใช้เงิน เมื่อถามว่า ทำไมท่านโฆษิตถึงไม่ยอมเล่นการเมือง นายโฆษิต กล่าวว่า ตนขออนุญาตินะ เป็นความเห็นที่ตนก็เห็นอย่างนี้มานานแล้ว รัฐธรรมนูญก็เป็นส่วนสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความเห็นของสังคมส่วนใหญ่ ณ วันนี้ที่ตนมองย้อนหลังไป ความเห็นคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตนเองดีใจ คิดว่าสำหรับคนรุ่นหลังๆที่จะมามีแบบอย่าง มีโอกาส เชื่อว่าเรื่องพวกนั้นจะเป็นไปได้ ถ้าตราบใดที่สังคมให้น้ำหนักให้เกิดความพอดี รูปธรรมเป็นเรื่องสำคัญแต่นามธรรมไม่ใช่ของที่จะมองข้ามกัน เมื่อถามว่า ในการแถลงนโยบายที่มีการพูดถึงโครงการใหญ่ๆ รัฐบาลปีเศษๆทำเมกกะโปรเจกบางคนบอกไม่สมควร นายโฆษิต กล่าวว่า ที่เรารับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีภารกิจเรามี 2 อย่าง 1.ให้งานเดินต่อไป 2.วางรากฐาน ตอนนี้เราคงต้องขอเวลาสักนิดเพื่อที่จะกำหนดรากฐานว่าเราจะทำอะไร เพราะแผนต่างๆมันมีเยอะ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายต่างๆให้เราไปช่วยกันดู ตรงไหนพร้อมเพียงใด เมื่อถามว่า ฑูตอังกฤษพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะไปได้หรือกับโลกสมัยใหม่ นายโฆษิต กล่าวว่า โดยส่วนตัวได้มีโอกาสรับทราบและได้รับเกียรติจากท่านฑูตที่มาพบและได้ติดต่อไปอีก 2-3 ประเทศ ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้คุยกัน ตนเรียนไปว่าเราถือเอาความพอดีและความมีเหตุผลและเราอยากคุยกันและมีข้อตกลงหรือข้อสรุปที่มีเหตุผลและได้ข้อสรุปร่วมกัน คิดว่าท่านฑูตเหล่านั้นก็เข้าใจว่าภารกิจของเรา เราอยากทำไม่ให้เกิดปัญหาที่หลัง เมื่อถามว่า กฎอัยการศึกจะเลิกได้เมื่อไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ อย่างที่เรียนแล้วในเรื่องทางการเมืองถ้าเรามองเห็นภาพเราจะร่วสมมือกันอย่างไรมีความเข้าใจที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่มีเหตุการณ์ต่างๆซึ่งมองดูแล้วอย่างไรเราเรียกกันว่าคลื่นใต้น้ำออกมาประท้วงบ้าง ออกมาทำอะไรต่างๆบ้าง ซึ่งทำให้ฝ่ายความมั่นคงเขาเกิดความระแวงอยู่ตลอดเวลาถ้าไม่มีความทระแวงในส่วนนนี้แล้ว ตนยืนยันเลยว่าอยากจะเลิกให้เร็วที่สุด เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีถือศีล 5 เดินทางไปเจรจาความต่างประเทศเสียเปรียบหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เสียเปรียบเลย เพราะตนรู้เวลาที่ตนจะพูด พูดในส่วนไหนที่จะเป็นประโยชน์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญหากเราไม่รู้ว่าพูดไปแล้วมันจะเหมาะควรไหม ก็อย่าไปพูด ถ้าเหมาะควรและเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ก็พูด เมื่อถามว่า ผลงานขนาดไหนที่พอใจและคิดว่ารับใช้ชาติสมบูรณ์ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ที่ตนหวังคือเรื่องการแก้ไขปัญหาทางการเมือง มีการเตรียมการเรื่องกฎ กติกา มารยาททางการเมืองที่จะเป็นใหม่ทำให้เรียบร้อย ตนไม่อยากเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากตรงนี้ออกมาได้และสถานการณ์ทางภาคใต้ลดความรุนแรงลงมีแนวโน้มในการพัฒนามากขึ้น คิดว่าส่วนนั้นเป็นเป้าที่ตนเองหวัง <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/news.asp?ID=33884#news
</div>