กราบเรียน ศ.ดร. จีระ และ สวัสดีผู้อ่านทุกท่านวันนี้ดิฉันได้อ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับศ.ดร.จีระ” ทาง Internet ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่อง คนกรุงเทพฯ : นึกถึงคนภาคกลาง อาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม1.อาจารย์และคณะมีโอกาสไปเยี่ยม แสดงความห่วงใยชาวต่างจังหวัดและแจกสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อบต.สามตุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาดิฉันมีความชื่นชมภาวะความเป็นผู้นำ(Leadership)ของอาจารย์เป็นอย่างมากค่ะ แสดงถึง การนำของผู้นำที่ดี กล่าวได้ว่าผู้นำไม่ใช่ผู้ที่จะนำคนอื่นแต่ผู้นำที่ดีคือ ผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม จากภารกิจที่อาจารย์ได้แสดง ถึงความมีเมตตา ความเอื้อเฟื้อ ความเสียสละ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แสดงถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและควรนำไปปฏิบัติอย่างยิ่งใน ในสังคมไทยของเรา การศึกษาไทยรวมถึงการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ในปัจจุบัน ควรมีการปลูกฝังและแทรกเนื้อหาเข้าไว้ในหลักสูตรใน โดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อสังคมไทยของเราจะได้มีความสมานฉันท์ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 2. อาจารย์ได้กล่าวถึง ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้อากาศร้อนและ อาจารย์ได้พบข้อมูลจากการอ่านข่าวพบว่ากลุ่มนักวิชาการของอังกฤษได้มีการศึกษา และส่งรายงานไปให้ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษทราบว่า อย่างช้าที่สุด ภายใน 15 ปี GDP ของโลกจะลดลง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 7 Trillion US $ ) เพราะการผลิตสินค้าและบริการจะถูกกระทบจากภาวะโลกร้อน ลองคิดดู ประเทศไทยจะจนลง 20% ถ้าเราไม่ทำอะไรภายใน 15 ปี3. อาจารย์ได้รับเชิญจาก คุณยม นาคสุขซึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์ไปฟังสัมมนาของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาซึ่งได้เตือนประเทศไทยให้หันมาเอาใจใส่ ทำวิจัย ปรับตัว เรื่อง Global warming มีรายการสู่ศตวรรษใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 14.00-15.00 น.ซึ่งผมและได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา คุณศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์จะมาพูดในรายการ ผมจึงเป็นแนวร่วมกับท่านทำหลายเรื่อง เช่น
- จะพัฒนาภาวะผู้นำของข้าราชการกรมอุตุนิยมวิทยาให้เป็นผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้นำที่จะทำงาน ให้ประชาชนได้ประโยชน์
- จะทำสารคดีสั้น 5 นาที ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ให้อธิบดีออกรายการเพื่อกระจายข่าวเป็นการเตือนภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญในชนบทให้รับทราบถึงเรื่องภาวะอากาศ ผลกระทบและการปรับตัวผลกระทบจากเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้สภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไป เรากำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อน อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป มีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้นภาวะโลกร้อน ทั่วโลกมีภาวะตื่นตัว ดังเช่น การประชุมระดับโลกกันที่ประเทศอาร์เจนตินาก่อนหน้านี้ประชุมกันที่ญี่ปุ่น สาระสำคัญ คือ1. ก๊าซโอโซนกำลังถูกทำลายอย่างมาก จนทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ปัญหาสำคัญคือ การปล่อยก๊าซ พิษต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น ที่สำคัญการใช้สารฟลูออโรคาร์บอน หรือรู้จักกันว่าสารซีเอฟซีสารนี้ มีการประชุมเพื่อป้องกัน ชั้นบรรยากาศโอโซนเรียกว่า พิธีสารมอนทรีออล ว่าด้วยการยกเลิกการใช้สารทำลายชั้นบรร-ยากาศโอโซ ในต่างประเทศเองส่วนใหญ่เลิกใช้สารซีเอฟซีกันหมดแล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้อยู่ในปริมาณร้อยละ 1 ของสารซีเอฟซีที่ใช้ทั่ว โลก ทราบว่าปีหน้าไทยเองจะยกเลิกเช่นกัน มีการพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณครึ่งหนึ่ง เกิดจากการตัดไม้ ทำลายป่าบนพื้นที่ประมาณ 6 แสนไร่ การเพิ่มปริมาณขยะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น เนื่องจากการทับถมของขยะมากขึ้น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ถูกกำจัด2. จากปรากฏการณ์นี้ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น มนุษย์เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน โอโซนถือเป็นชั้นบรรยากาศที่จำเป็นสำหรับมนุษย์และสรรพ สิ่ง หากพวกเรายังคงทำลายอากาศ บริสุทธิ์ ที่เรียกว่าบรรยากาศชั้น โอโซนแล้ว โลกใบนี้จะเกิดวิบัติต่อสรรพสิ่งทันตาเห็น ดังพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงตรัสว่า ปริมาณน้ำที่ท่วมในครั้งนี้มีปริมาณเท่าเดิม แต่ตัวกั้นและตัวดูดซับคือป่าไม้นั้นถูกทำลายไปมาก จึงทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมอย่างร้ายแรงในครั้งนี้ ควรที่จะหนาแนวทางแก้ไขและป้องกัน3. คนไทยทุกระดับควรกระตือรือร้นปรับตัว เตรียมพร้อมเผชิญปัญหา รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ มีการนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ หาทางแนวทางแก้ไขป้องกันจากผลกระทบดังกล่าว4. อาจารย์มีโอกาสไปร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ 2549 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติครองราชย์ 60 ปีและเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ จ.เชียงใหม่โดยอาจารย์ได้ กล่าวว่าชอบและชื่นชมมากเพราะ
- ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมควรจะได้แสดงศักยภาพทางการเกษตรอย่างเต็มที่ให้โลกรับทราบ
- การเกษตรในยุคไร้พรมแดนว่า ให้โลกได้เรียนรู้จากเรา และเราก็เรียนรู้จากโลกเรียกว่า เกษตร พืชสวนไร้พรมแดน
- เป็นการแสดงอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ท่านทรงเน้นความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยมาโดยตลอดเป็นเวลายาวนานแล้วเพราะพระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์เห็นว่าเป็นจุดที่อยู่รอดของคนไทย
- ได้มีโครงการที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่หลายโครงการเพื่อให้คนไทยและชาวต่างประเทศได้ทราบ
- ต่างชาติกว่า 33 ประเทศมาจัดพืชสวน มีดอกไม้และพันธุ์ไม้สวยๆ มากมายและเน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติเหล่านั้น ที่หาดูได้ยาก
นับเป็นแหล่งความรู้ที่ดีเพราะพืชสวนที่เป็นพืชเขตร้อน มักจะหาดูได้ยาก และเป็นการแสดงถึงองค์ความรู้การวิจัยที่จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่ม ทางด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
ประทับใจที่ผู้จัดงานนำเอาแนวคิด 4 เรื่องมาร้อยเรียงกันคือ
- เกษตร
- วัฒนธรรม
- องค์ความรู้
- และนำไปสู่ความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
และการสร้างหอคำหลวงเป็นศิลปะแบบล้านนา ซึ่งจะเป็น landmark ของชาวเชียงใหม่ต่อไป เป็นการผสมผสานแนวคิด 4 เรื่องที่อาจารย์ได้กล่าวไว้
5. อาจารย์กล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลมีโครงการที่จะเก็บไว้เป็นศูนย์การเรียนรู้ถาวรในระยะยาว เพราะครบ 3 เดือนแล้วก็ยังมีประโยชน์มากมาย การสร้างอะไรให้คนไทยกลับมาหา Basics คือภาคเกษตรเป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างยิ่งการยอมรับวิสัยทัศน์ (Vision) ของรัฐบาลชุดที่แล้วโดยการนำของนายกฯ ทักษิณ แต่จุดอ่อนคือมีการใช้จ่ายเงินแบบไม่มีระบบควบคุม และอาจจะไม่โปร่งใสผมเห็นกลุ่มข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน นำโดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาไปร่วมงานหลายคน และอาจจะหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าใช้เงินถูกต้องหรือไม่ก็ว่ากันไปตามระบบการตรวจสอบ ซึ่งดีและถูกต้อง
และได้พูดถึงคำถามของคุณนาตยา แวววีระคุปต์ ที่ถามในรายการเวทีความคิด ทางสถานีวิทยุ FM 96.5 MHz เมื่อวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน ดิฉันได้รับฟังในวันนั้นด้วย รายงานสดมาจากเชียงใหม่ว่าจุดอ่อนจุดแรก คือการบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก นักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลสหกรณ์ ต่างๆ ไม่ค่อยจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางมากนักส่วนมากจะเป็นงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับภาคเอกชน คล้ายระบบ CEO ของรัฐบาลชุดที่แล้วการจัดงาน ในครั้งนี้นับเป็นแหล่งความรู้ที่ดีเป็นแหล่งความรู้ของโลกและเป็นการแสดงถึงองค์ความรู้การวิจัยที่จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่ม ทางด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนโดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม ดิฉันมีเห็นด้วยในแนวความคิดที่ว่าการบริหารจัดการครั้งนี้ไม่ได้เน้นการกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก นักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลสหกรณ์ ต่างๆ ไม่ค่อยจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางมากนักส่วนมากจะเป็นงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับภาคเอกชน คล้ายระบบ CEO ของรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐ ควรทบทวนให้เกิดประโยชน์กับประชาชนระดับรากแก้ว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย เช่น การเผยแพร่ภาพของงานทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เป็นระยะ ๆการนำพันธุ์พืชสวนโลกที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร รวมทั้งแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆกระจายไปสู่เกษตรกรที่ยากไร้ ตามชนทบ อย่างเป็นระบบ หรือการที่ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดจะใช้งบประมาณบางส่วน จัดตัวแทนชุมชนในชนบทมาทัศนะศึกษาอย่างมีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน โดยให้องค์การบริหารส่วนตำบล อบต. ในจังหวัดและภูมิภาคต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาในการนำแนวความคิดที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในท้องถิ่นสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรและการทำการเกษตร ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ถือเป็นการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมในสังคมไทย เป็นนวตกรรมการเกษตร ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และมีคุณค่าเพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีความได้เปรียบทางด้านการผลิต และทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรไทยมีความรู้ ผลผลิตก็เพิ่มคุณภาพก็ตามมา รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตที่สำคัญและมีคุณภาพของโลกได้เป็นการได้เปรียบการแข่งขันในด้านการส่งออกในภาคเกษตรกรรม วันนี้เป็นวันเปิดเทอมและมีการเรียนการสอนในวิชาการคิดและการตัดสินใจ เป็นวันแรก ของนักศึกษาภาคปกติ ม.ราชภัฎสวนสุนันทา ดิฉันมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในการถ่ายทอดแหล่งเรียนรู้ แหล่งใหม่ให้กับนักศึกษาโดยให้พวกเขาเหล่านั้นศึกษานอกตำรา เป็นการสร้าง network และ ถือได้ว่าเป็น นวตกรรมการสอน การเรียนรู้แบบใหม่ ให้สอดคล้องกับยุคโลกาภิวัฒน์ ให้กับนักศึกษา ที่เรียนในวิชาการคิดและการตัดสินใจ ได้เกิดกระบวนการคิด รู้เท่าทันกระแสโลก คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยอาจเรียกได้ว่า เป็น การเรียนรู้บทเรียนจากความจริงในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน จากงานของ ศ.ดร.จีระ และแหล่งต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ รายการโทรทัศน์ช่อง 11 ชื่อรายการ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และ รายการ “เศรษฐกิจพอเพียง กับ โลกาภิวัตน์ ทุกวันเวลา 22.40 น. – 22.45 น. ทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น.รายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทางhttp://www.chiraacademy.com/ โดยให้นักศึกษารวมถึงตัวอาจารย์ผู้สอนได้ติดตามศึกษาหาความรู้จากงานของ ศ.ดร.จีระ และแหล่งต่างๆ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเป็นสะสมสร้างทุนทางความรู้ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคมและ การฝึกให้เป็นนักคิด ถือได้ว่าเป็นการสร้าง Knowledge Worker ในอนาคตเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติได้อีกแนวทางหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรที่จะสนับสนุนและจัดรายการTV ดีๆที่มีสาระความรู้ให้กับประชาชนได้มีนิสัยใฝ่รู้มากขึ้น ถือเป็นการสร้างโอกาสในการศึกษาอีกทางหนึ่งภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ ศ.ดร.จีระค่ะ อาจารย์ได้ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยตัวเล็กๆ ได้เกิดแนวความคิดจุดประกายให้นักศึกษามีนิสัยใฝ่รักการเรียนรู้ นอกเหนือตำรา การปลูกฝังความรู้คู่คุณธรรมให้กับอนาคตของชาติค่ะด้วยความเคารพอย่างสูงและสวัสดีค่ะ A’Lotusนักศึกษาปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์