ตอนที่ 1 เด็กชายขอบ

               ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ “เด็กชายขอบ” จะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของนักจัดการศึกษาในปัจจุบันที่จะให้ความสนใจ ในเชิงของการจัดการและคิดค้นนวัตกรรม เพื่อเข้าไปช่วยเหลือให้มีความทัดเทียมกับเด็กพื้นที่ปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของการสื่อสาร เพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

               เด็กชายขอบ หมายถึงเด็กที่มีถิ่นกำเนิดหรือถิ่นอาศัยอยู่ในรอยตะเข็บชายแดน ระหว่างประเทศต่างๆในแต่ละภูมิภาคในโลก เด็กประเภทนี้หลายล้านคน ที่ใช้ภาษากลางของประเทศที่ตัวเองถือสัญชาติ ไม่คล่องทั้งการพูด การอ่าน การฟังและการเขียน เนื่องจากมีภาษาถิ่นเป็นอัตลักษณ์โดยเฉพาะ ใช้ภาษาถิ่นที่เป็นภาษาแม่ เป็นหลัก และเรียนรู้ภาษาประจำชาติได้ช้ากว่าเด็กในพื้นที่ปกติ แต่มิใช่ว่า เด็กกลุ่มนั้นจะเรียนรู้ได้ด้อยกว่าเด็กพื้นที่ปกติ เพียงแต่ภาษาในการสื่อสาร มักนิยมใช้ภาษาแม่ในการสื่อสารกันในครอบครัว ชุมชนในพื้นถิ่นเท่านั้น เมื่อมาใช้ภาษากลางต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เท่านั้น

               สำหรับประเทศไทย “เด็กชายขอบ”จะกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดชายแดนของประเทศหลายจังหวัด เช่นจังหวัดตาก เชียงใหม่ เชียงราย เลย หนองคาย มุกดาหาร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สระแก้ว ระนอง สตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส เป็นต้น ชุมชนตามรอยตะเข็บชายแดน จะมีกลุ่มผู้เรียนทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ใช้ภาษาแม่ในการติดต่อสื่อสาร และใช้ภาษาราชการที่ไม่ถนัดหรือไม่มีความคล่องตัวมากนัก อันนำไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องต่างๆช้า หากใช้ภาษากลางหรือภาษาราชการในการติดต่อสื่อสารอย่างเดียว

                ผมเคยปรารภกับผู้จัดการศึกษาหลายครั้งว่า ภาษาแม่ ภาษาถิ่น เป็นเรื่องที่สง่างาม เป็นสิ่งที่ดี และควรจะต้องอนุรักษณ์ไว้อย่างยิ่ง เพราะนับวันภาษาแม่จะหายหรือสาบสูญไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะค่านิยมที่ให้ลูกใช้ภาษากลางกันมากขึ้น และภาษาถิ่นกลับไม่กล้าที่จะพูด เพราะค่านิยมที่บอกว่า ไม่ทันสมัย เชย หรือ ทองแดง ถูกฝังอยู่ในสมองของคนรุ่นใหม่ ว่าให้ลูกได้พูด ได้เรียนภาษากลางตั้งแต่แรกเกิดน่าจะดีกว่า เวลาเขาเติบใหญ่จะได้สื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างกลมกลืน และเป็นเรื่องทันสมัย ซึ่งบางครั้งความคิดนั้นเป็นเรื่องที่ผิด "แบบอภัยไม่ได้" เพราะรู้หรือเข้าใจอีกครั้งก็สายไปแล้ว

                ผมกลับมองตรงกันข้าม ในเรื่องของเด็กชายขอบ ของประเทศไทยและจังหวัดชายแดนภาคใต้ การส่งเสริมด้านภาษา เราคงจะใช้วิธีแบบให้เด็กทิ้งภาษาถิ่นหรือภาษาแม่ มาใช้ภาษากลางหรือภาษาราชการตั้งแต่เกิดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นักจัดการศึกษา ต้องมองเรื่องของภาษากับเรื่องความเป็นสากลของประเทศนั้นๆ ต่างกัน ในมิติของภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ เด็กชายขอบทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้เขาได้ใช้ภาษาดั้งเดิมเหล่านั้นต่อไปและยิ่งส่งเสริม สนับสนุนให้มีการใช้กันมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกันให้เขาได้เรียนรู้ภาษากลางหรือภาษาราชการควบคู่กันไปด้วย พัฒนาการทางภาษา เมื่อคนสามารถใช้ได้หลายภาษาทั้งภาษาถิ่น ภาษากลางและภาษานานาชาติ ก็จะเป็นเสหน่ และเป็นความสง่างามของคนคนนั้น เมื่อเขาเติบใหญ่อยู่ในสังคม จะได้เปรียบในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่ใช้ภาษากลางเพียงอย่างเดียวเสียอีก

                จังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กชายขอบ ในพื้นที่ที่เป็นจังหวัดชายแดนและเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีอารยธรรมที่เจริญมาในอดีต จะมีลักษณะพิเศษด้านต่างๆหลายเรื่อง ในด้านภาษา จะใช้ภาษายาวีหรือภาษามาลายูถิ่น เป็นภาษาแม่ เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะถิ่น บางหมู่บ้านจะใช้ภาษาไทยพื้นบ้าน (ภาษาใต้) เด็กที่เกิดมาในพื้นที่จะใช้ภาษาพูด ยาวีหรือภาษาใต้ กันตามครอบครัว โดยการถ่ายทอดมาจากพ่อ แม่ ที่สื่อสารและสอนตั้งแต่อยู่ในเปล และสื่อสารระหว่างกลุ่มเพื่อน สื่อสารกันในชุมชนได้เป็นอย่างดี และเข้าใจ จึงเป็นอัตลักษณ์เฉพาะที่ ควรแก่การอนุรักษณ์ให้คงไว้หรือส่งเสริมให้ใช้กันในวงกว้างเพื่อไม่ให้ภาษาที่ดีงามเหล่านั้นหายไปจากสังคม โดยการกลืนของภาษากลางหรือภาษาราชการ

               เมื่อเด็กถึงวัยเข้าเรียนในระดับก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษา ครู อาจารย์ หรือนักการศึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาทันที หากเขาเหล่านั้นมองในมิติของการนำภาษากลางมาใช้สอนหรือสื่อสารกับเด็กกลุ่มนี้ ให้เรียนรู้ภาษาไทยกลางภายใน 1-2 ปี และดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่อีก หากบุคคลเหล่านั้นเป็นครูหรือข้าราชการที่มาจากต่างพื้นที่ เพราะตนเองก็ใช้ภาษาถิ่นไม่ได้ พูดและฟังไม่ได้ จึงวางแผนคิดนวัตกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อนเพื่อทำให้เด็กเหล่านั้นใช้ภาษากลางสื่อสารกับครูและหนังสือที่ครูนำมาสอนให้ได้

               ความจริงปัญหาอยู่ที่ตัวผู้สอนที่ไม่เข้าใจภาษาถิ่นหรือภาษาแม่ของเด็ก หรือปัญหาที่นำภาษากลางมาใช้กับเด็กกันแน่  การสื่อสารเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จึงเกิดไม่ได้ เพราะต่างคนต่างไม่เข้าใจภาษา และวิเคราะห์ว่าเป็นปัญหา ผมยังมองว่า มันเป็นปัญหาของครูผู้สอนด้วย ที่ต้องเรียนรู้ในสิ่งเหล่านั้นก่อนที่จะมาสอนเด็กชายขอบ ประเด็นหลักจึงอยู่ที่ “ผู้สอนและเด็ก”สื่อสารกันไม่ได้

               นักการศึกษา ได้พบความจริงข้อนี้ จึงหาวิธีแก้และพบว่าวิธีแก้ที่ได้ผลในปัจจุบันหรือจะทำในอนาคตมีหลายประการ ประกอบด้วย

      1. ส่งเสริมให้ พ่อแม่ หรือเด็กในความปกครอง ได้คิดและสอน “หลักสูตรในบ้าน” ที่กำหนดกิจกรรมหรือเนื้อหาขึ้นมา โดยการเปรียบเทียบด้านภาษาถิ่นกับภาษาไทยกลาง ให้เด็กเรียนรู้ไปพร้อมๆกันตั้งแต่แรกเกิดและเน้นย้ำการใช้ภาษาถิ่นที่ไม่ควรทิ้งเพราะเป็นเรื่องของครอบครัว พื้นถิ่นและชุมชน และให้เรียนรู้ภาษากลางเพื่อการติดต่อสื่อสารในสังคมกว้าง และนำไปสู่การเรียนรู้ในวิชาอื่นๆในชีวิต

      2. การใช้คนในพื้นที่ที่เข้าใจภาษาถิ่น เป็นผู้สอนเด็กระดับก่อนประถมศึกษาหรือประถมศึกษาเป็นหลัก ให้เด็กเหล่านั้นเรียนรู้ภาษากลางควบคู่กันไป กับภาษาถิ่น โดยที่ครูพื้นถิ่นจะต้องเปรียบเทียบภาษา คำอ่าน ความหมาย คำแปลจากสิ่งที่เด็กรู้แล้วไปสู่ภาษากลาง อย่างกลมกลืนและเรียนรู้อย่างยั่งยืน

      3. การใช้นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ สื่อนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นเองหรือหาจากแหล่งวิทยาการที่มีผู้คิดค้นไว้แล้ว นำมาใช้ที่ห้องเรียน มีความกลมกลืนและไม่เป็นการ “ฝืนการเรียนรู้”

      4. นักการศึกษาที่เป็นผู้กำหนดนโยบายต้องเข้าใจว่า “ภาษาถิ่น” ไม่ใช่เป็นปัญหา หากจะต้องใช้หลายๆวิธีในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน ตรงกันข้ามนักการศึกษาจะต้องมาศึกษาและส่งเสริมภาษาถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไว้กับคนรุ่นใหม่ได้ใช้ สืบทอดและสืบสานต่อไปควบคู่กับสังคมพื้นถิ่นและคงสภาพสิ่งที่ดีงามนั้นไว้

      5. ภาพอนาคต เรื่องของภาษาจะเป็นความได้เปรียบในการอยู่ร่วมในสังคมโลก ใครใช้ได้หลายภาษาถือเป็นความได้เปรียบในการดำรงชีวิตในอนาคต

                  เรื่องของ “เด็กชายขอบ” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่นักการศึกษาใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้และทุ่มงบประมาณ บุคลากรและการจัดการ สำหรับให้เด็กเหล่านั้นมาใช้ภาษาไทยกลาง มามากกว่า 50 ปี และอนาคตข้างหน้าก็ยังคงทำอยู่อย่างนี้อยู่ต่อไป หากมีมิติในการคิดและปฏิบัติแบบมองด้านเดียว ในความเห็นส่วนตัว คิดว่านักการศึกษาต้องเข้าใจในเรื่องของ”เด็กชายขอบ”ให้มากขึ้น และ”เด็กชายขอบ”หลายคน มีความรู้ ความสามารถมากกว่าเด็กในพื้นที่ปกติในหลายด้าน มีความเก่งและเป็นคนดี ในหลายเรื่อง อยู่ที่เราให้โอกาสเขาหรือไม่ บางครั้งเขาเหล่านั้นอาจจะขาดโอกาสมากกว่า พูดภาษากลาง ไม่คล่อง เราจึงควรจะให้โอกาสที่เท่าเทียมกันมากกว่า