
พวกเราคงจะชื่นชอบพืชผักกันบ้างไม่มากก็น้อย ผู้เขียนมีข่าวดีสำหรับท่านที่ชอบผักมาฝากครับ...
สมองคนเรามีความเสื่อมถอยไปตามวัย อายุมากเสื่อมมาก อายุน้อยเสื่อมน้อย ทว่า... ผักช่วยให้สมองของเราเสื่อมช้าลงได้
![]()
อาจารย์มาร์ธา แคลร์ มอร์ริส แห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช ชิคาโก สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า
คนสูงอายุที่กินผักอย่างน้อยวันละ 2.8 ทัพพี (servings) มีปัญหาความจำเสื่อม และสมรรถนะสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่กินผักน้อยกว่าวันละ 1 ทัพพีมากถึง 40%
![]()
อาจารย์ท่านทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างอายุ 75 ปีขึ้นไป 3,718 คน และติดตามกลุ่มตัวอย่างไป 6 ปี
เมื่อศึกษาชนิดของพืชผักปรากฏผลในการปกป้องสมองต่างกันดังต่อไปนี้...
-
กลุ่มดีที่สุดได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักปวยเล้ง ฯลฯ
-
กลุ่มดีรองลงไปได้แก่ ผักสีออกเหลือง หรือเขียวไม่เข้มนัก เช่น กะหล่ำ บรอคโคลี ฯลฯ
-
กลุ่มที่ดีน้อยได้แก่ ถั่ว เช่น ถั่วลิสง ฯลฯ
-
กลุ่มที่ไม่ช่วยอะไรเลยได้แก่ ผลไม้
![]()
การศึกษานี้ได้ผลต่างจากคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟทส์ ในบอสตัน ซึ่งพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอรี่ เช่น บลูเบอรี่ สตรอเบอรี่ แครนเบอรี่ ฯลฯ ช่วยปกป้องสมองหนูทดลองจากความเสื่อมได้
การศึกษาอื่นๆ พบว่า การกินน้ำมันพืชที่ดีพอประมาณมีส่วนช่วย ลดปัญหาความจำ และสมรรถภาพสมองเสื่อมตามอายุ(ที่เพิ่มขึ้น) ลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
น้ำมันพืชที่ดีในที่นี้หมายถึงน้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำได้แก่ ไม่ใช่น้ำมันปาล์มและกะทิ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง(นิยมใช้ในพม่า) ฯลฯ
อาจารย์มอร์ริสท่านสันนิษฐานว่า ผลการปกป้องสมองของผักใบเขียวเข้มน่าจะเป็นจากวิตะมินอีในผัก
![]()
วิตะมินอีเป็นวิตะมินกลุ่มที่ละลายในน้ำมัน อาจารย์ท่านแนะนำว่า การกินผักใบเขียวเข้มให้ได้ผลดีที่สุดควรกินพร้อมกับน้ำมันพืชเล็กน้อย เพื่อให้การดูดซึมวิตะมินอีดีขึ้น
ถึงตรงนี้ขอเรียนเชิญท่านผู้อ่านกินเนื้อให้น้อยหน่อย เพิ่มพืชผักหลากหลายเข้าไปแทน โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้มนี่... พลาดไม่ได้เลย
มหัศจรรย์สารสีเหลือง:
ครั้งแรกผู้เขียนแปลคำ "spinach" ว่า ผักขม อาจารย์นันทิกา ปริญญาพล ท่านไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ออสเตรเลีย (PhD. Candidate in Information Systems, University of Wollongong, Australia) ได้ทักท้วงมาว่า ไม่น่าจะเป็นผักขม
ผู้เขียนค้นหนังสือเพิ่มเติม อาจารย์เภสัชกรสรจักร ศิริบริรักษ์ท่านเขียนว่า 'spinach' แปลว่า ผักปวยเล้ง
![]()
spinach = ผักปวยเล้ง ช่วยป้องกันโรคจอตาเสื่อมในคนสูงอายุ (age-related macular degeneration / AMD / ARMD) เนื่องจากมีสารพฤกษเคมี(สารเคมีจากพืช)สีเหลืองได้แก่ ลูทีน (lutein) และซีแซนทิน (zeaxantin)
ส่วนกลางจอตาของคนเรา (macula) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเราเห็นภาพชัด โดยเฉพาะภาพสีล
![]()
ส่วนนี้บอบบางต่อรังสียูวี (ultraviolet / UV) และแสงสีฟ้า โดยเฉพาะแสงแดด หรือแสงจ้า
สารสีเหลืองออกฤทธิ์คล้ายเป็น "ฟีล์มกรองแสง" หรือ "แว่นกันแดด" ให้ส่วนกลางจอตา โดยช่วยปกป้อง UV และแสงสีฟ้าให้ผ่านไปได้น้อยลง
![]()
อาหารที่มีสารสีเหลืองมากได้แก่...
- ผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง คะน้า บรอคโคลี ฯลฯ
- ข้าวโพด
เรียนเชิญท่านผู้อ่านทุกท่านหาข้าวโพดมาผสมข้าวกล้อง และกินผักใบเขียวเข้มเป็นประจำกัน เพื่อสุขภาพตาที่ดีครับ...
แหล่งที่มา:
-
Thank > Vegetables slow memory loss in old age: study. http://today.reuters.com/news/articlenews.aspx?type=&storyid=2006-10-23T201308Z_01_N23277456_RTRUKOC_0_US-VEGETABLES.xml&src=nl_ushealth1400 > October 25, 2006. // source: Journal of Neurology.
-
ขอขอบพระคุณ > ท่านอาจารย์เภสัชกรสรจักร ศิริบริรักษ์. พลังมหัศจรรย์ในน้ำผักผลไม้. ซีเอ็ดยูเคชั่น. กรุงเทพฯ. 2549:168-176.
- ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
- ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
- ขอขอบพระคุณ > โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี + อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT
- ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ > สนับสนุนเทคิค IT
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > ๒๖ ตุลาคม ๔๙ > แก้ไขปรับปรุง ๓๐ ตุลาคม ๔๙.
ขอบพระคุณค่ะ ได้ความรู้อย่างมาก
ผักขมเนี่ย คือผัก spinach เลยรึเปล่าคะ เพราะชื่อผักขมที่เมืองไทย กับที่ออสเตรเลีย ดูจะเป็นคนละผักกัน
ขอขอบคุณอาจารย์ iS และท่านผู้อ่าน+ลปรร.ทุกท่าน...
ขอความอนุเคราะห์อาจารย์ iS ตรวจสอบ + เปรียบเทียบกับผักไทย-ผักฝรั่ง
ขอขอบคุณอาจารย์อ้อ-สุชานาถ และท่านผู้อ่าน+ลปรร.ทุกท่าน...
(1). เลือกเดือนจากปฏิทินทางขวามือของบล็อก
(2). ใช้การค้นหา (search) เช่น google > เลือกหัวข้อเรื่องสุขภาพที่สนใจใน gotoknow+สุขภาพ+...
ต้นฉบับพิมพ์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตครับ... ความจริงผู้เขียนน่าจะขอบคุณผู้อ่านมากกว่า เพราะผู้อ่านเป็นนาบุญ
ขอขอบคุณอาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่าน+ลปรร.ทุกท่าน...
ขอขอบคุณอาจารย์ชาญวิทย์-นครศรีฯ และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
(1). ได้วิตะมิน แร่ธาตุมากมาย > ผักใบเขียว เช่น คะน้า ฯลฯ มีแคลเซียมค่อนข้างมากด้วย
(2). ได้เส้นใย (ไฟเบอร์) > ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
(3). ได้เส้นใยชนิดละลายน้ำ > ช่วยลดโคเลสเตอรอล
(4). ได้สารพฤกษเคมี (phytochemical) ที่ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น จอตาเสื่อมในคนสูงอายุ
(5). ได้สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น เส้นเลือดแตก-ตีบตัน ฯลฯ
คนทางใต้จะมีโอกาสกินเครื่องเทศ โดยเฉพาะขมิ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ ฯลฯ นับว่า โชคดีมากๆ เลย...
ขอให้อาจารย์และท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดี มีสมองดีไปนานๆ ครับ...
เรียน อาจารย์ iS & ท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ที่มา: อาจารย์เภสัชกรสรจักร ศิริบริรักษ์. พลังมหัศจรรย์ในน้ำผักผลไม้. ซีเอ็ดยูเคชั่น. 2549. หน้า 168-176.
ท่านที่มีโอกาสไปเรียน ทำงาน หรือพักในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษนานๆ ดูจะได้ "ภาษา" ดีกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ไปไหน (ไปไม่ถึงไหน เช่นผม เป็นต้น)
ลองอ่าน post ของคุณ sweetybellดูค่ะ
ขอขอบคุณอาจารย์มัทนา และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ขอขอบคุณครับ...
ขอขอบคุณอาจารย์มัทนา...
[ เริ่มต้นข้อความคัดลอก ]
"ปวยเล้ง" หรือ "Spinach" ผักใบใหญ่หนาทรงกลม สีเขียวเป็นมัน แต่ก้านผอมนิดเดียวนั้น ถึงจะมีชื่อออกไปในทางหมวย ๆ หน่อย แต่ความจริงแล้ว เป็นผักที่มีถิ่นกำเนิดจากเปอร์เซีย (อิหร่าน) หาใช่เป็นผักของจีนตามที่คนไทยเราเข้าใจ ตามประวัติบอกว่า ชื่อเดิมของ "ปวยเล้ง" นั้นคือ "Aspanakh" เป็นผักที่ชาวอาหรับชอบกินกับมาก จนถึงขนาดให้สมญานามว่าเป็น "Prince of Vegetables" เป็นผักที่ชาวอาหรับนำติดตัวไปด้วยในคราวยกทัพบุกสเปน ในศตวรรษที่ 11 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สเปนกลายเป็นศูนย์กลางการปลูก "ปวยเล้ง" และแพร่หลายไปทั่วภูมิภาคในยุโรป และชื่อเดิม Aspanakh ก็ถูกเรียกผิดเพี้ยนไปในภาษาละตินว่า "Spinachia" และถูกเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Spinach" ในศตวรรษที่ 14 และ "ปวยเล้ง" เข้าไปสู่ประเทศจีนเป็นครั้งแรก โดยกษัตริย์แห่งเนปาลเป็นผู้นำเข้ามาถวายจักรพรรดิแห่งจีน ต่อมาเป็นผักที่ได้รับความนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ชื่อ "poh ts'ai" ในภาษาจีนของปวยเล้ง บอกถึงถิ่นที่มาของปวยเล้งได้เป็นอย่างดี เพราะคำว่า "poh ts'ai" มีความหมายว่า "ผักจากเปอร์เซีย"
"ปวยเล้ง" เป็นผักที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม โปรตีน วิตามินซี และ วิตามินบี 2 ในปริมาณที่สูง อีกทั้งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและซาโปนิน (สารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้) อีกด้วย สามารถทานได้ทั้งแบบสด ๆ ในจานสลัด หรือใช้จิ้มกับน้ำพริก หรืออาจจะนำไปทำให้สุกในอาหารจานต่าง ๆ จะเป็นต้มจืด ผัด หรืออบก็ได้ทั้งนั้น
[ สิ้นสุดข้อความคัดลอก ]