ผลการศึกษาวิจัยพบว่า แทบจะไม่มีเด็กและเยาวชนดูรายการดีๆ ของช่อง Thai PBS ที่ปลอดโฆษณา ส่วนใหญ่จะดูการ์ตูนและละครในช่องที่เต็มไปด้วยโฆษณา ผู้เขียนจึงขอแนะนำรายการดีๆ ของช่อง Thai PBS เพื่อให้ผู้ปกครองได้ใช้ประโยชน์ในการนำไปเสริมสร้างพัฒนาการของบุตรหลาน และให้นักเรียนนักศึกษาตลอดจนคนทั่วไปได้รับชม เพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของผู้ผลิตรายการ

เป็นบันทึกในชุด “เฉลิมพระเกียรติ…พระผู้ทรง เป็นครู แห่งแผ่นดิน”

         คำว่า “โทรทัศน์” ในภาษาไทย มีที่มาจากคำในภาษาอังกฤษคือ "television" ซึ่งเป็นคำผสมจากคำกรีก tele- ("ระยะไกล" –โทร -) และ -vision ที่มาจากภาษาละติน visio ("การมองเห็น" - ทัศน์) มักเรียกย่อเป็น TV (ทีวี) เครื่องรับโทรทัศน์ขาว-ดำเครื่องแรกของโลกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2468 เป็นผลงานการประดิษฐ์ของ "จอห์น ลอกกี้ เบรียด" ชาวสก็อตแลนด์ (วิกิพีเดีย) สื่อโทรทัศน์ในประเทศไทยมีวิวัฒนาการแบ่งออกได้เป็น  6 ยุค ได้แก่ ทศววรรษ 2490 ยุคบุกเบิกโทรทัศน์ไทย (2491-2499) ยุคโทรทัศน์กับเครื่องมือทางการเมือง (พ.ศ. 2500-2509) ยุคเติบโตและการก้าวสู่โทรทัศน์ระบบสี (2510 – 2519) ยุคการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (2520-2529) และ ยุคทองของโทรทัศน์ไทย (2530-2539)  (http://www.oknation.net/blog/rt201dpu/2009/07/05/entry-2)  

         ในปัจจุบัน โทรทัศน์เป็นสื่อยอดนิยม ที่ เข้าถึงทุกครัวเรือนในสังคมไทย ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหนก็มีโทรทัศน์กัน  ในแต่ละวันคนไทยส่วนใหญ่จะเปิดรับข้อมูลข่าวสาร และชมรายการต่างๆ จากโทรทัศน์ มีผลการสำรวจพบว่า เด็กและเยาชนไทยอายุ 6-24 ปี ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการดูทีวี แต่ผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง จึงมักจะดูทีวีไปพร้อมกับการทำงาน  และด้วยยึดคติ “The early bird catches the worm.” จึงมักจะลุกขึ้นทำงานเวลา 04.00 น. วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556 ก็เช่นกัน จึงมีโอกาสดีๆ ในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ จากรายการ “NBT WORLD" ช่วง "THAILAND in FOCUS” ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับพระประวัติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เป็นภาษาอังกฤษประกอบภาพนิ่ง ทำให้ได้ฝึกทักษะการฟัง และในช่วงที่มีบุคคลพูดเป็นภาษาไทย จะมีข้อความที่แปลเป็นภาษาอังกฤษที่หน้าจอ (ดังภาพล่าง) ทำให้ได้พัฒนาทักษะการเขียนไปด้วย

          ในการทำวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) กับครูที่สอนชั้นอนุบาลในชนบท เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย  ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ” (ในปี 2540-2543 โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ) ผู้เขียนได้ดำเนิน“โครงการบ้าน-โรงเรียนร่วมใจ” เพื่อให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุตรหลานของตนคู่ขนานไปกับทางโรงเรียน โดยการอบรมเลี้ยงดู และจัดกิจกรรมสร้างเสริมพัฒนาการให้กับบุตรหลานในวันหยุดสุดสัปดาห์ ตามข้อเสนอแนะใน “สารโครงการบ้าน-โรงเรียนร่วมใจ” ที่คณะผู้วิจัยได้จัดทำขึ้นเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งในสาร 10 ฉบับแรก จะมีความรู้สำหรับผู้ปกครองชุด “การสอนลูกให้เป็นคนเก่ง  ดี  และมีความสุข”  ฉบับละตอน รวม 10 ตอน ได้แก่  1) เริ่มต้นด้วยความรัก  2) ฟูมฟักพัฒนา  3) เจรจาให้สร้างสรรค์ 4) รู้เท่าทันไม่หลงทาง  5) เป็นแบบอย่างในสิ่งดี  6) ดูทีวีให้เกิดคุณ 7) เพิ่มพูนประสบการณ์  8) เล่านิทานให้ลูกฟัง  9) ปลูกฝังคุณธรรม  และ 10) ชี้นำให้ประหยัด

        ส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กที่โรงเรียน  คือ ได้ให้ครูผู้ร่วมวิจัยเลือกใช้วีดิทัศน์ที่ผู้เขียนบันทึกจากรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กรวมทั้งสิ้น 200 ตอน (มีทั้งเพลง นิทาน งานประดิษฐ์ สถานการณ์จำลอง สารคดีชีวิตจริง เกม ฯลฯ)  เป็นสื่อในการจัดประสบการณ์เสริมให้กับเด็ก    ตามผลการวิจัยที่ชี้ว่า วีดิทัศน์เป็นสื่อที่เด็กปฐมวัยชอบมากที่สุด และสามารถนำไปใช้เป็นสื่อในการจัดประสบการณ์ ให้เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้ได้ ทั้งด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ ทักษะ คุณลักษณะ และเจตคติ เป็นสื่อที่สามารถแสดงแนวคิดได้ดีกว่าสื่ออื่นๆ  ตัวอย่างเพลงได้แก่ เพลงช่วยกันเก็บ ประหยัด รักผัก ช่วยกันดูแล ป่าแสนสวย ฉันนอยากเป็น ฯลฯ (จากรายการเจ้าขุนทอง ช่อง 7)   เพลงออกกำลังกาย เพื่อนรักในป่า หนูรักบ้านเกิด ขอบคุณต้นไม้ ชาวนา ชวนชมดอกไม้ ทุกโมงยาม ฯลฯ (จากรายการโลกใบจิ๋ว ช่อง 11) เป็นต้น วีดิทัศน์เพลงนำไปใช้เป็นสื่อประกอบ “กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ” โดยจัดให้เด็กได้ร่วมร้องเพลง ดัดแปลงเนื้อเพลง  สนทนาเกี่ยวกับเนื้อเพลง แสดงท่าทางประกอบจังหวะและเนื้อเพลงอย่างอิสระตามจินตนาการของตน และครูยังกระตุ้นให้เด็กๆ นำสาระจากเนื้อเพลงไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับการพัฒนาแบบองค์รวม (as a whole) ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และด้านสติปัญญา

          ในช่วงเปิดโครงการ ได้จัดกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครองทุกคนเข้าร่วมเต็มวัน เพื่อสร้างความเข้าใจในโครงการให้กับผู้ปกครอง กิจกรรมหนึ่งที่จัด คือการแนะนำให้ผู้ปกครองดูโทรทัศน์ (ตามรายการที่เสนอแนะ) ไปพร้อมกับบุตรหลาน และปฏิบัติตามแนวทางที่เสนอแนะไว้ในความรู้ “ตอนที่ 6 ดูทีวีให้เกิดคุณ” เพื่อส่งเสริมให้บุตรหลานได้เรียนรู้จากการดูโทรทัศน์ ทั้งนี้ ได้ให้นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยสาธิตการใช้รายการโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นแนวทางในการนำไปใช้ที่บ้านด้วย ผลการติดตาม ครูรายงานว่า  วิดีทัศน์เป็นสื่อที่เด็กชื่นชอบและให้ความสนใจมากกว่าสื่อชนิดอื่นๆ ทั้งเมื่อนำไปใช้ประกอบกิจกรรมเล่านิทาน กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างเสริมลักษณะนิสัย และกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ทั้งยังช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับเด็กทุกคนที่ตอบว่า ชอบกิจกรรมเสริมด้วยสื่อวีดิทัศน์มากที่สุด และจากการศึกษาบันทึกของผู้ปกครองและการสัมภาษณ์เด็กในแต่ละครอบครัว ก็พบว่า ทุกครอบครัวได้ใช้โทรทัศน์ส่งเสริมพัฒนาการของลูก ได้ในระดับพอใช้ถึงระดับดี

      ในปัจจุบัน สถานีโทรทัศน์ที่มีบทบาทชัดเจนที่สุด ในการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการใช้รายการโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของบุตรหลาน คือ สถานี “Thai PBS” ซึ่งมาจากคำเต็มว่า “Thai Public Broadcasting Service” Thai PBS เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินการโดยองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ออกอากาศแทนสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2551 เป็นสถานีที่ได้รับ "รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ประเภทสถานีดีเด่น ด้านรายการเด็ก สตรีและครอบครัว" 3 ครั้งติดต่อกัน ได้แก่ ครั้งที่ 25 (19 มีนาคม 2554)  ครั้งที่ 26 (11 กุมภาพันธ์ 2555) และครั้งที่ 27 (22 มิถุนายน 2556) ดังภาพบน แต่เป็นที่น่าเสียดายมาก ที่ผลการศึกษาวิจัยของ Thai PBS เอง และบุคคลภายนอกในปี  2553 พบว่า แทบจะไม่มีเด็กและเยาวชนดูรายการดีๆ ของช่อง Thai PBS  ส่วนใหญ่จะดูการ์ตูนช่องโมเดิร์นไนน์ และดูละครช่อง 7 และช่อง 3 ซึ่งมีส่วนที่อาจเป็นพิษภัย และยังมากด้วยการโฆษณสินค้า ผู้เขียนรู้สึกเสียดายรายการดีๆ ของช่อง Thai PBS ซึ่งมีประโยชน์ล้วนๆ อีกทั้งยังปลอดโฆษณา จึงขอเชิญชวนให้ผู้ปกครองของเด็กระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ใช้ประโยชน์ในการนำไปเสริมสร้างพัฒนาการของบุตรหลาน และขอแนะนำรายการที่นักเรียนมัธยมศึกษา นักศึกษาระดับอุดมศึกษา และคนทั่วไปที่ควรดู อนึ่ง เนื่องจากมีผลการวิจัยในปี 2552 ที่เก็บข้อมูลจากนักเรียนชั้น ป.1 – 6 ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่า ในช่วงวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เปิดรับชมโทรทัศน์เวลา 6.00-07.30 น. จึงขอแนะนำรายการของ Thai PBS ในช่วงเวลาดังกล่าวและที่ใกล้เคียง ดังตัวอย่างรายการในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556 ได้แก่ 06.00-07.30 น. Thai PBS Kids Weekend, 07.30-07.55 น. Good Morning, 07.55-08.00 น. วิตามินข่าว, 08.30-09.00 น. คิดวิทย์ คิด Sci, และ 9.05-09.30 น. English Mission และรายการวันอาทิตย์ในช่วงเวลาเดียวกัน (ทุกรายการสามารถรับชมทีวีออนไลน์ได้ทาง www.thaipbs.or.th/Live)






          ท้ายนี้ หวังว่า ท่านผู้ปกครองทั้งหลาย จะเปลี่ยนจากการแนะนำบุตรหลานแค่ ไม่ให้ดูโทรทัศน์ใกล้เกินไป ไม่ให้นอนดึก และอย่าดูทีวีจนไม่มีเวลาให้ทำการบ้าน มาเป็นการเลือกรายการที่เป็นประโยชน์ไม่มีพิษภัย ดูไปพร้อมๆ กับบุตรหลาน และใช้ประโยชน์จากรายการโทรทัศน์ ในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของบุตรหลานไปด้วย และหวังเช่นกันว่าท่านจะแนะนำรายการดีๆ ให้บุตรหลานที่เรียนในระดับมัธยมและอุดมศึกษา ได้ดูด้วย ซึ่งจะช่วยเสริมประสบการณ์และการเรียนรู้ในสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามาอ่าน และร่วมแสดงความเห็น เรื่องในลำดับต่อไป จะมีชื่อประมาณนี้ นะคะ "เสริมสร้างนิสับใฝ่รู้และรักการอ่าน...ทางรอดของชาติ"