ในฐานะที่เคยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน และจากการที่ตนเองได้มีโอกาสได้พัฒนาตนเองจากการเข้ารับการอบรม ซึ่งจัดโดยหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย และจากการที่ได้มีโอกาสถูกหน่วยงานส่งเข้ารับการอบรมยังหน่วยงานภายนอก หลายครั้งสิ่งที่ได้รับกลับมาภายหลังจากการอบรมในแต่ละครั้ง ถึงแม้จะได้ถูกนำไปถ่ายทอดต่อให้คนอื่น ๆ ในหน่วยงาน ได้ร่วมรับรู้ แต่เนื่องจากสิ่งที่เราได้รับส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ ซึ่งคนอื่น ๆ ในองค์กร ที่ไม่ได้รับผิดชอบงานในหน้าที่เดียวกับเรา ก็ได้เพียงแต่ร่วมรับฟัง และร่วมรับรู้ ร่วมกัน ว่าเราได้รับรู้อะไรกลับมาเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำเอาสิ่งเหล่านั้น กลับไปพัฒนาในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานของเขาได้เลย

                          จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งทางหน่วยงานที่ตัวเองอยู่ ได้มีการกำหนดคำขวัญไว้ว่า พัฒนาตน พัฒนางาน องค์การก้าวหน้า ในฐานะที่ยังรับผิดชอบงานด้านพัฒนาบุคลากรอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะส่งสัยว่า เราจะต้องจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรเน้นในรูปแบบใด ถึงจะทำให้คนในองค์กร ได้มีการพัฒนาตน และส่งผลให้เกิดการพัฒนางาน และเมื่อได้มีการพัฒนางานแล้ว แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำให้องค์กรก้าวหน้า สามคำนี้ เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร 

                   จวบจนผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง การพัฒนาตน สู่พลังขององค์กร ซึ่งเขียนโดย อาจารย์ดารา พงษ์สมบูรณ์  อาจารย์ประจำสาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เมื่อผู้เขียนได้อ่านบทความดังกล่าวนี้แล้ว ทำให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของคำขวัญดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเข้าใจแนวคิดของผู้บริหารที่มุ่งอยากให้เห็นการพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอถือโอกาส นำเอาบทความดังกล่าว ถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้ หวังว่า คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

                             การพัฒนาตน สู่พลังขององค์กรอาจารย์ดารา  พงษ์สมบูรณ์  ได้กล่าวไว้ว่า  "คน"  ถือว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะนำพาองค์กร ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และประสบกับความสำเร็จ ดังนั้น องค์กรจึงต้องพยายาม สรรหาคัดเลือกคนที่มีประสิทธิภาพ เข้าสู่องค์กรให้ได้จำนวนมากๆ เพื่อให้คนเป็นพลังขับเคลื่อนให้องค์กร พัฒนาและเติบโตต่อไปได้ด้วยดี และเมื่อคนได้ก้าวเข้าสู่องค์กรแล้ว ทุกคนจะต้องมีความรัก ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในองค์กร ที่ได้เลือกตนเข้าร่วมทำงานด้วย ดังนั้นปัจจัยพื้นฐาน ที่ทุกคนควรคำนึงถึงก็คือ ทุกคนจะต้องมีความรัก ความเข้าใจ ความตั้งใจ และความจริงใจในการทำงาน ซึ่ง อาจารย์ดารา  ได้ให้นิยามสั้นๆ ของแต่ละหัวข้อ ไว้ดังนี้

ความรัก                คือ ต้องรักในงานอาชีพของตน ความเข้าใจ คือ ต้องศึกษาทำความเข้าใจในงานหน้าที่ที่ปฏิบัติ

ความตั้งใจ            คือ ตั้งใจทำงานให้เกิดผลและเป็นประโยชน์ตามเป้าหมายขององค์กร

ความใส่ใจ            คือ พยายามศึกษาค้นหาวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน งานที่ปฏิบัติอยู่

ความจริงใจ          คือ มีความทุ่มเท เสียสละ อดทนซึ่งทำให้งานนั้นไม่เกิดข้อบกพร่องหรือ ข้อผิดพลาด และได้รับความสำเร็จ

                             จะเห็นได้ว่าในการทำงานในองค์กร ทุกคนย่อมมีความต้องการและความคาดหวังให้งานในหน้าที่ของตนดำเนินไปได้ด้วยดี และประสบกับความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชีวิต ดังนั้นการทำงานทุกคนควรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นคนที่มีศักยภาพและขีดความสามารถตามที่องค์กรต้องการ ซึ่ง อาจารย์ดารา ได้ให้ความหมายของคำว่า พัฒนา หรือ DEVELOP ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว  โดยท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้

D = DEVELOPMENT  คือ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งหมายถึง  คนที่ทำงานจะประสบกับความสำเร็จในหน้าที่การงานได้นั้น จะต้องเป็นคนที่มีหัวใจในการพัฒนาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ในงานหน้าที่ของตนเองที่ทำอยู่ หรือความรอบรู้ในเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ แม้แต่ขั้นตอน หรือวิธีการทำงานโดยจะต้องมีการสำรวจ และประเมินความสามารถของตนเอง อยู่ตลอดเวลา คอยตรวจสอบหรือ วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง พยายามป้องกัน และแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ อยู่เสมอ ส่วนที่เป็นจุดแข็ง ก็จะต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เรื่อยๆ และไม่ควรยึดติดกับวิธีการ หรือขั้นตอนในการทำงานแบบเดิมๆ ต้องมีความเพียรพยายาม ที่จะไขว่คว้าหาเทคนิค และแนวทางใหม่ๆ เพื่อพัฒนา และปรับปรุงการทำงานของตนให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ

E = ENDURANCE คือ ความอดทนอดกลั้นหมายถึง  ชีวิตในการทำงานสิ่งหนึ่งที่ทุกคน จะต้องมีให้มาก ก็คือความอดทน ซึ่งจะต้องอดทน ทั้งในเรื่อง การพูด ความคิด การกระทำ และพฤติกรรมของคนที่ทำงาน อยู่ร่วมกัน ตลอดจน อดทนต่อความรับผิดชอบงานในหน้าที่ อดทนต่อปัญหาในการทำงาน หรือแม้แต่กับหัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน สิ่งเหล่านี้ เป็นความอดทน ที่ทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้ แต่อย่าลืมว่า ความอดทนก็จะเป็นพลังของความสำเร็จ เพราะมันจะช่วยให้เราเผชิญกับปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

V = VERSATILE คือ ความหลากหลายความสามารถหมายถึง  คนที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป ถือว่าเป็นสิ่งที่เจ้าขององค์กรต้องการมากที่สุด เพราะจะมีโอกาส เป็นพลังขับเคลื่อนให้องค์กร พัฒนาและก้าวหน้าได้ต่อไป ในอนาคต และก็มักจะเป็นคนที่ชอบรับอาสาทำงานนอกเหนือจากงานที่รับผิดชอบ หรืองานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ หรือพฤติกรรมที่โดดเด่นของคนประเภทนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนที่ไม่คิดไม่ทำอะไรเลย ซึ่งนับวันจะเป็นไม้ตายซากและถูก Layoff ไปในที่สุด

E = ENERGETIC คือ ความกระตือรือร้นอยู่เสมอหมายถึงความกระตือรือร้นในการทำงานเป็นสิ่งที่ดี ทุกคนที่ทำงานในองค์กรควรมีอยู่อย่างยิ่ง เพราะจะทำให้การทำงานมีชีวิตชีวา มีความสนุกกับการทำงาน คิดทำโน้นทำนี่อยู่ ตลอดเวลา มีความตื่นตัวที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ ชอบการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การคิดหาวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหา หรืออุปสรรคนานาประการ เป็นคนชอบลองผิดลองถูก และมักจะทำงานให้เสร็จตรงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

L = LOVE คือ ความรักในงานที่ทำอยู่หมายถึง การทำงานถ้าได้งานที่เรารักก็จะทำให้เราทำงานอย่างมีความสุข แต่บางคนก็ไม่สามารถทำงานที่ตนเองรักได้ แต่เราก็สามารถที่จะเลือกรักงานที่เราทำอยู่ได้ เมื่อเราทำงานรับผิดชอบงานนั้นๆ แล้วเราจะต้องให้ใจกับงานนั้นๆ ด้วยการพยายามศึกษา และพิจารณาในส่วนที่ดีๆ ของเนื้องาน เพื่อจะเป็นแรงเสริมให้เรารักในงานนั้นๆ ได้ เราต้องให้ความสนใจ เอาใจใส่และให้เวลากับมันให้มาก ก็จะทำให้เราเข้าใจ และรักงานนั้นๆ ได้ในที่สุด

 O = ORGANIZING คือ การจัดการเป็นเลิศหมายถึง  ในการทำงานจะต้องมีการจัดการกับงานในหน้าที่ของตนเอง ให้เป็นระบบอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องในงานที่เรารับผิดชอบ ตั้งแต่การวางแผนงาน ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง การบริหารเวลาให้เหมาะสม และการบริหารทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย ตามที่องค์กรต้องการ ดังนั้นการทำงานที่ดี จะต้องมีการสำรวจตรวจสอบเตรียมความพร้อมของงาน มีการวางแผนงานให้อย่างรอบคอบ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด 

P = POSITIVE THINKING คือ การคิดในทางบวกหมายถึง  การคิดในทางบวกเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดี เกิดกำลังใจในการทำงาน มีความสุข และสนุกกับงานที่ทำอย่างไม่ท้อถอย ไม่วิตกกังวลกับงานที่รับผิดชอบ ไม่หนีปัญหา ที่รุมเร้าที่เกิดขึ้น กับตนเอง เพราะมองเห็นว่าปัญหา เป็นสิ่งที่ท้าทาย น่าสัมผัส น่าทดลอง ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และเป็นประสบการณ์ที่ดี นอกจากนี้ความคิดในทางบวก จะทำให้เกิดการแสวงหาโอกาส ที่จะทำงานในเชิงรุก และช่วยเหลือสนับสนุน ผู้ที่อยู่รอบๆ ตัวเราอยู่เสมอ ทำให้เกิดการยอมรับ จากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น และมักจะมีความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ ใหม่ๆ อยู่เสมอ                         เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสได้อ่านบทความนี้แล้ว ทำให้เห็นสัจจธรรมได้ว่า การพัฒนาบุคลากรใด ๆ ก็จะไม่ยั่งยืนเลย ตราบเท่าที่คนที่เราพัฒนาเขานั้น ไม่ได้มีการสั่งสมประสบการณ์ด้วยตัวเขาเอง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเหล่านั้นจะต้องมีความรัก ความเข้าใจ ความตั้งใจ และความจริงใจในการทำงาน

                             จะเห็นได้ว่า ถ้าทุกคนสามารถพัฒนาตนได้ตามกรอบแนวคิดนี้ก็จะทำให้ประสบกับความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยไม่ยาก และก็จะทำให้เป็นพลังสำคัญขององค์กร และเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้ในที่สุด ซึ่งคุณสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดได้ด้วยตัวคุณเอง  แล้วคุณล่ะ ? มีครบทุกข้อและพร้อมที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้กับองค์กรของคุณแล้วหรือยัง