“คนโชคดีไม่ได้หมายถึงว่าพบแต่เรื่องดีๆแต่เขาเห็น เรื่องดีๆ ในเรื่องไม่ดี... ต่างหาก”

 

ในโชคดี มีเรื่องร้าย ในโชคร้าย มีเรื่องดี

 

                ข้อความนี้ฉันเคยเขียนไว้ตั้งแต่เด็กแต่เพิ่งจะ “ซาบซึ้ง” มีประสบการณ์ตรงก็เมื่อไม่นานมานี้ เรื่องมาจากฉันรู้สึก “โชคร้าย”เพราะต้องรับงานด่วนจากหัวหน้า ที่มีเวลาเพียง 3 วันทำการ (รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เป็น5 วัน) ต้องเขียน “เอกสารข้อมูลพื้นฐาน” (Grounded Paper) ด้านวิชาการที่ต้องใช้ในการประชุมอันเร่งด่วน  

 

                ตอนรับปากก็แอบบ่นในใจว่า “แล้วจะทำทันได้ยังไงเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เพิ่งเคยได้ยินชื่อ” ยังไม่เคยมีงานพิมพ์เรื่องนี้เผยแพร่เป็นภาษาไทยและฉันต้องศึกษาจากเอกสารภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่ฉันเชี่ยวชาญ แม้จะมีความรู้“อ่านออก เขียนได้พอใช้” แต่การต้องอ่านเอกสารที่ค้นหาจากเว็บต่างประเทศในเวลาสั้นๆนั้นฉันไม่ชอบเลย ฉันชอบงานยาก แต่ต้องมีเวลาได้ซึมซับเรียนรู้ ไม่ใช่งานด่วนๆซึ่งแน่ละ ไม่มีทางที่จะทำให้ดีไปได้ (ในศักยภาพอันน้อยนิดของตัวเองที่มี) เขียนออกไปแล้วคนอ่านก็จะว่าได้ว่าทำงานหยาบๆ เรียนมาขนาดนี้ อ่าน คิดวิเคราะห์ได้แค่นี้เองหรือ (กระทบอัตตาตัวตนอย่างแรง) แล้วที่ขัดใจยิ่งขึ้นก็ตอนมีคนมาบอกว่า งานนี้หัวหน้ามอบให้เพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งทำตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว แต่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย และช่วงนี้ยังมาลาพักผ่อน (ทิ้งงานนี่นา) ฉันไม่ใช่คนดีวิเศษหรือเป็นแม่พระนะ(โว้ยยยยย) ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห หัวหน้าคนนี้ก็แปลกคนชอบโยนงานด่วนเผือกร้อนให้ฉันหลายครั้งแล้วนะ เห็นฉันไม่ค่อยมีปากมีเสียง หยวนๆยอมๆหรือไง แล้วอย่ามาอ้างว่าฉันเก่งฉันเป็นคนดีเสียสละ ฉันล่ะเบื่ออออออ....ฉันไม่ได้เป็นคนดีเสียหน่อยยยยยย....ฉันก็คนธรรมดาๆ เหนื่อยเป็น น้อยใจเป็นนะ  ไม่ทำให้เสียดีไหมปล่อยให้เสียชื่อสำนักฯไปเลย หอบข้อมูลภาษาอังกฤษขนาดกระดาษ 1 รีมกลับบ้านมาด้วยความทุกข์ วางกองข้างโต๊ะอย่างนั้นเอง

 

                ตื่นเช้านั่งละเลียดกาแฟไม่มีอะไรทำก็เลยเก็บเศษกระดาษที่ชอบโน้ตโน่นนี่ ที่กระจายไม่เป็นระเบียบบนโต๊ะเรียงเป็นตั้งๆเจอกระดาษโน้ตเล็กๆ แผ่นหนึ่งเขียนไว้เมื่อวันที่ 22 พย.54วันที่กลับไปทำงานวันแรกหลังเรียนจบ

เรียนจบแล้วอย่างมีความสุขกลับไปทำงานให้มากที่สุด เต็มที่เต็มกำลัง ตอบแทนชาติบ้านเมืองเสียนะ อย่าลืมๆ...” 

              อ่านแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ยังไม่ถึง 2 ปีดีเลยความรู้สึกที่เขียนไว้ในวันนั้นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้...อายตัวเองจัง  ตัดสินใจ เอาล่ะ ทำก็ทำทำเต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้ ดีไม่ดี ใครจะชมจะด่า ไม่เป็นไร ถือว่า “ได้ทำ”ก็แล้วกัน

 

 

                Grounded Paper ชิ้นนั้นเสร็จทันใช้ในการประชุม มีความยาว 10 หน้ากระดาษ A4 เป็นที่พอใจของหัวหน้าและได้ยินว่า“นายใหญ่” ชมว่าดี  ฉันยิ้มรับคำบอกเล่า ที่ยิ้มไม่ได้ภูมิใจอะไรหรอก แต่เพราะคิดอยู่ในใจว่า ที่ทำท่าพอใจและชมว่าดีนี่น่ะคงไม่ได้อ่านหรอก (เชื่อขนมกินได้เลย) แต่เพราะ “ได้อย่างใจ” ที่สั่งงานแล้วได้มากกว่า!!! ในขณะที่เสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกหลังทำเสร็จก็คือ“ภูมิใจ” ไม่ใช่เพราะผลงานดีเด่นอะไร หากเพราะงานนี้เป็นประจักษ์พยานที่แสดงว่าฉันสามารถ“ชนะใจตัวเอง” ได้ต่างหาก

 

               จากการประชุมครั้งนั้นส่งผลต่อให้ฉันถูกชี้ตัวให้ไปร่วมประชุมนานาชาติที่โปรตุเกส 10 วันเป็นประเด็นให้คนในที่ทำงานได้พูดคุยอภิปรายอย่างกว้างขวาง (นินทา) บ้างก็ว่าฉัน “โชคดี”บ้าง “บุญหล่นทับ” บ้าง "ชุบมือเปิบ" บ้าง บางคนเล่าถึงขนาดว่า หัวหน้าฉันไม่ได้อยากให้ฉันไปหรอกแต่ขัด “นายใหญ่” ไม่ได้ ฯลฯ  เสียงคุยลับหลังพวกนี้ก็แปลกใครแอบพูดที่ไหน ก็ยังมีคนแอบได้ยินและเอามาบอกเล่า (เสริมเติมแต่งตามใจกันไป)เข้าหูฉันจนได้(ยุ่งจริงหนอโลกนี้) แรกๆ ก็รำคาญใจ ไม่เห็นจะอยากไปเลย ประเทศโปรตุเกสนี่ไม่เคยอยู่ในลิสต์ที่เคยทำไว้ว่าจะไปเยือนด้วยซ้ำไป ใครอยากไปก็ไปสิ ไปทีตั้ง 10วันนานเกินไป ฯลฯ

 

               แต่ก็ในที่สุดนั่นแหละ ฉันต้องไปประชุมพร้อมคนอื่นๆ 3 คน เป็นการประชุมที่สนุก ได้ความรู้ ประสบการณ์ และฉันชอบมากที่สุดประชุมหนึ่งเลยก็ว่าได้  ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องการประชุมในโปรตุเกส แต่เรื่องราวยืดยาวเยิ่นเย้อ  บันทึกต่อไปจะเล่าเรื่อง “ความรู้สึก” ที่ได้จากการประชุมที่โปรตุเกส (หมายเหตุไม่ใช่ “ความรู้” นะคะ)

 

                อ้าว...เกือบลืมที่เล่าไปนั้นสรุปได้ด้วยข้อความของพี่ชายคนดี ที่ว่า

คนโชคดีไม่ได้หมายถึงว่าพบแต่เรื่องดีๆแต่เขาเห็น เรื่องดีๆ ในเรื่องไม่ดี... ต่างหาก