บันทึกนี้ จุดประสงค์หลักไว้สำหรับตัวเอง
อ่านทบทวนสำหรับเตรียมตัวยื่นภาษี เป็นหลักคะและยินดีหากได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตรคะ
...

1. เครื่องมือช่วยวางแผนภาษี การคำนวณภาษีผ่านเวบไซต์ ของธนาคารไทยพาณิชย์
ข้อดีของเวบนี้ คือ ได้ปรับฐานภาษีปี 2556 ( 5 ขั้นเป็น 7 ขั้น) ขณะที่ของ สรรพากรยังเป็นอันเดิม
ข้อเสีย คือ ไม่มีช่องให้คำนวณรายได้อื่นๆ แบบที่มีใน ภงด.90

2. การออม กับการลงทุน ที่ลดหย่อนภาษีได้
มีผู้แนะนำให้คิดตามหลัก Maslow คือ
- Physical need - กู้เพื่อที่อยู่อาศัย (เท่าที่จำเป็น)
- Safety - ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- Achievement - การลงทุนใน LTF/RMF ( หลังปี 2559 เหลือตัวเลือกเดียวคือ RMF)
- Self actualization - ประกันชีวิตแบบบำนาญ

ข้าพเจ้าคิดว่า RMF และประกันชีวิตแบบบำนาญ
ในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี ฐานภาษีต่ำกว่า 15%
เหตุผลที่ซื้อ ไม่ควรเอาการลดภาษีเป็นหลัก
เนื่องจาก Opportunity cost สูงกว่า
หากซื้อ ก็เพราะแน่ใจว่า เราไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อการศึกษา+ รักษาสุขภาพในขณะนี้แล้ว
และชีวิตจะอยู่ในเมืองไทยไปตลอดหรือเปล่า
นอกจากนี้ วัยนี้ยังรับความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวม หรือตลาดหลักทรัพย์ได้
ซึ่งมีความคล่องตัวสูง/ผลตอบแทนสูงกว่าภาษีที่ประหยัด

3.ดอกเบี่ยเงินฝากประจำ หากฐานภาษีต่ำกว่า 15% สามารถยื่นขอคืนภาษีดอกเบี่ยจากเงินฝากประจำได้
หากยื่นก็ต้องยื่นทุกธนาคาร การฝากเงินประจำหลายที่แบบเบี้ยหัวแตกจะทำให้ขั้นตอนนี้ยุ่งยากขึ้น
รายละเอียดดูได้ที่นี่คะ

4. ชำระภาษีด้วยบัตรเครดิต
นอกจากข้อดีในแง่ความสะดวกกับได้แต้มแล้ว ยังควรถือเป็นโอกาส 'Audit' บัตรเครดิตประจำปี
- ไม่ควรมีเกิน 3 บัตร 2 ธนาคาร เพราะแต่ละใบหมายถึงสติ และความรับผิดชอบดังนี้
- เช็คเงื่อนไขตอนทำ บางบัตรมีเงื่อนไขให้ใช้เกินเท่านั้นเท่านี้บาท จึงยกเว้นค่าธรรมเนียมต่อปี บัตรที่มีเงื่อนไขเช่นนี้ควรเป็นบัตรที่ใช้ได้บ่อยๆ หากใช้ไม่บ่อย ก็ผูกการชำระค่าบริการรายเดือน รายปีเช่นเบี้ยประกันชีวิตไว้กับบัตรนั้น
- บัตรเครดิตทุกใบเลือกให้หักจากบัญชีออมทรัพย์เต็มจำนวน และรักษาระดับเงินในบัญชีออมทรัพย์ ให้เท่ากับหรือสูงกว่ายอดใช้บัตรแต่ละเดือนเสมอ เหตุนี้จึงใช้บัตรเครดิตของธนาคารที่เงินเดือนเข้าเป็นหลัก
- ส่วนธนาคารที่ไม่มีเงินเดือนเข้า จะกำหนดหน้าที่จำเพาะไว้ เช่น สำหรับเติมน้ำมันเท่านั้น แล้วคำนวณโดยใช้สถิติปีก่อนว่า วงเงินในการเติมน้ำมันเท่าไหร่ สมมติว่า เฉลี่ยเดือนละ 1000 บาท X 12 = 12000 บาท เผื่ออีก 50% = ประมาณ 20,000 บาท จำนวนนี้ใส่ในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารนั้นทิ้งไว้เลย
- ตรวจสอบ E-statement ของบัตรเครดิตทุกใบ ทุกเดือน
- บัตรที่มี ATM พ่วง มีเพียงธนาคารเดียวก็พอ เพราะแต่ละธนาคารจะจัดเก็บธรรมเนียม 200 บาทต่อปี
- ไม่ใช้บัตรเครดิต ในการบริจาคหรือสมัครสมาชิกต่อเนื่อง เพราะการยกเลิกทำได้ยาก ถึงขั้นต้องยกเลิกบัตรถึงหยุด

...
แหล่งศึกษาหาความรู้เรื่องวางแผนการเงิน สำหรับคนเพิ่งเรียนรู้อย่างข้าพเจ้า

1. เวบไซต์ ananmoney
2. รายการโทรทัศน์เพื่อประชาชน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย moneychannel
3. เวบไซต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม Wealth magik
ขอแถมเรื่องกองทุนอีกนิด โดยส่วนตัว จัดแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คะ
- กลุ่มเสี่ยงต่ำ คือพวกกระจายนอกหุ้น มีการปันผล
- กลุ่มเสี่ยงสูง คือลงทุนในหุ้นเต็มๆ ไม่มีการปันผล
สำหรับ LTF ดูสองค่า คือแนวโน้มจาก YTD ตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันนี้เป็นอย่างไร กับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา คือ 5 yrs
และดูค่าธรรมเนียมบริหารกองทุน จาก Total expense ration ด้วยคะ กองทุนได้ผลเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่คือเราจ่ายส่วนนี้

###

<p>ขอเพิ่มเติมระบบการให้เงินเก็บ ‘ทำงาน’ พอสมควร
หลายท่านที่ไม่ค่อยมีเวลา พบว่าเงินไปกองในบัญชีออมทรัพย์ที่เงินเดือนเข้า ดอกเบี้ย 0.50-0.75% เป็นเวลานาน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะให้มีมากพอเวลาตัดบัตรเครดิตที่ผูกกับบัญชีออมทรัพย์เงินเดือนเข้า กับรอจังหวะลงทุน
อาจสร้างระบบที่คงความคล่องแต่เงินไม่นอนเล่นเกินไปนักโดย
1. คำนวณวงเกินที่ตัดจากบัตรเครดิตแต่ละเดือน (ค่าโทรศัพท์ค่าเช่า เป็นต้น)
2. ส่วนที่เหลือเกินจากข้อ 1 ทำรายการซื้ออัตโนมัติกองทุนตราสารเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งความเสี่ยงต่ำแต่สูงกว่าฝากเงินเล็กน้อย
(เลือกที่ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน และผลตอบแทนประมาณ 2% ขึ้นไป
ดูเปรียบเทียบค่าตอบแทนกับค่าธรรมเนียมที่นี่)
3. จากกองทุนตราสารเงิน ตราสารหนี้
->ขายกองทุนเข้าบัญชีกรณีมีค่าใช้จ่ายนานๆ ครั้งที่ก้อนใหญ่ เช่นจ่ายค่าประกัน (หากจ่ายด้วยบัตรเครดิต ก็ขายก่อนวันตัดบัตร ประมาณ 3-5 วันทำการบางธนาคารสามารถตั้งทำรายการล่วงหน้าได้)
-> สลับเข้ากองทุน LTF, RMF ได้ และกองทุนหุ้นบางกอง