หลาย ๆ ชีวิต ที่ทำมาหากินโดยสุจริต แต่ในสภาวะเศรษฐกิจและ สังคมเช่นนี้ ช่องทางและโอกาสของผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริตที่ต้อง ปากกัดตีนถืบเหล่านี้น้อยลงและตีบตันลงทุกที ... มีมากมายหลายคนที่ ถูกบีบจากสารพัดปัญหารอบด้านจนต้องเดินทางผิด เพื่อความอยู่รอด ของตนเองและครอบครัว...จะโทษใคร...โทษอะไรดีล่ะ...?

วันนี้ (3 ตุลาคม 56) ตรงกับ แรม 14 ค่ำ เดือน 10 เป็นวัน

ตลาดนัดใหญ่บริเวณหน้าสถานีรถไฟของ อ.กุยบุรี ยุคก่อน (ย้อนอดีต

อีกแล้ว) ตลาดนัดกุยบุรีจะมีผู้คนหลั่งไหลกันมาจับจ่ายข้าวของกัน

มากมาย พ่อค้า แม่ค้าก็นำสินค้ามาขายกันคึกคัก แต่ยุคหลัง ๆ พอ

บ้านเมืองเจริญขึ้น มีร้านสะดวกซื้อ มีตลาดนัดเช้า นัดบ่าย มีเปิดท้าย

ขายของ และที่สำคัญมีตลาดสดเทศบาล เข้ามาเสริมรายได้ให้กับพ่อค้า

แม่ค้า ตลาดกุยบุรีก็ซบเซาเหงาหงอย พ่อค้า แม่ค้าก็หายหน้ากันไป

แต่ตลาดนัดวันนี้ กลับมีผู้คนและแม่ค้าพ่อค้าคึกคักอีกครั้ง เพราะพรุ่งนี้

จะเป็นวันพระและจะเป็นช่วงเทศกาล " สารทไทย " หรือ " สารทเดือน

10 " ชาวพุทธจะถือโอกาสทำบุญวันสารทตั้งแต่วันพรุ่งนี้ แล้วยัง

ต่อเนื่องไปถึงเทศกาลกินเจอีกด้วย จึงมาจับจ่ายซื้อหาอาหารสด

อาหารแห้งไปเตรียมทำบุญ

วันนี้คุณมะเดื่อมีเวลานิดหน่อยสำหรับเดินชมตลาด จึงได้มีโอกาสพบกับ

สิ่งหนึ่งที่คุณมะเดื่อเคยเห็นที่ตลาดนัดนี้ สมัยที่ยังเป็นเด็กน้อย สมัยที่

ตลาดนัดแห่งนี้ยังพลุกพล่านไปด้วยผู้คนทั้งใกล้และไกล สิ่งนั้นคือ...

"การแสดงปาหี่" ที่คนยุคหลัง ๆ คงไม่ค่อยคุ้นเคยกันนัก

ภายในเต๊นท์ผ้าพลาสติกที่ทำอย่างง่าย ๆ เพื่อกันแดด ริมถนนรถไฟ

คณะปาหี่กำลังประกาศเชิญชวนให้ผู้คนที่ผ่านไปมาเข้ามาดูการปล่อยงู

ของเขา ซึ่งเขาประกาศสรรพคุณของงูแต่ละตัวของเขาอย่างน่าสนใจยิ่ง

นึกย้อนไปถึงสมัยเด็ก ๆ ทุกครั้งที่มีตลาดนัด ก็จะมีคณะเล่นปาหี่ หรือ

มายากล มาแสดงทุกเสมอ คุณมะเดื่อกับน้อง ๆ จะต้องมานั่งชิดติดขอบ

จอ รอดูสัตว์แปลก ๆ ที่เขานำมาให้ดู และที่ขาดไม่ได้ก็คือ " งู " นี่

แหละ และงูแต่ละตัวก็จะมีความแปลกประหลาด พิสดารพันลึก อย่าง

เช่น พญางู งูเทพเจ้า งูเจ้าที่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่...เจ้าประคุณ

เอ๋ย..! กว่าจะได้เห็นงูแต่ละตัวก็รอแล้วรออีก จนเบื่อไปตาม ๆ กัน..!

เขาจะประกาศสรรพคุณงูของเขาชนิดพิสดารพันลึุก ทำให้เด็ก ๆ อย่าง

คุณมะเดื่อกับน้อง ๆ (สมัยนั้น ) ใจจดใจจ่อ อยากเห็น " พญางู " ที่มี

หงอนอยู่บนหัว " เจ้าแม่งูเผือก" ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ... แต่จนแล้วจนรอดก็

ยังไม่ได้เห็น เพราะเขาจะสลับกับการขายว่านยาบ้าง ผ้ายันต์บ้าง หรือ

อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย จนผู้ใหญ่บางคนก็ขี้เกียจรอ เดินออกไป แต่

เด็ก ๆ ยังจ้องมองกล่องใส่งูกันอย่างใจจดใจจ่ออยู่ต่อไป ซึ่งบางทีก็ได้

เห็นแว้บ ๆ บางทีก็ได้เห็นทั้งตัว (ก็งูธรรมดา ๆ นี่แหละ ) บางทีก็ไม่ได้

เห็นเลย

วันนี้ ก็มีผู้คนที่เดินไปเดินมา โดยเฉพาะเด็ก ๆ เข้ามาดูบ้างพอควร

ไม่หนาแน่นเหมือนยุคก่อน การโฆษณาสรรพคุณของงูแต่ละตัวก็ไม่

ผิดแผกแตกต่างจากยุคสมัยก่อนนัก...วันนี้เขานำงูที่เคยเป็นดารา

ภาพยนตร์ เรื่อง แม่เบี้ย และอีกหลาย ๆ เรื่องมาให้ทุก ๆ คนดู ( เขาว่า

งั้นนะ ) นอกจากนั้นยังมีงูเผือก งูมีหงอน พญางูมีขน ....

คุณมะเดื่อเองก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปดูด้วย ...เปล่านะ..

ไม่ได้อยากดูงูมหัศจรรย์อะไรหรอก แต่...เพราะอยากเก็บภาพเอาไว้

เนื่องจากสิ่งนี้คงหาดูไม่ได้ง่ายนัก ในยุคสมัยโลกไร้พรมแดนอย่างนี้

คุณมะเดื่อคิดว่าคนที่ยืนดูอยู่ก็คงจะมีหลายคนที่ไม่ได้คล้อยตามคำ

โฆษณาของเขา ด้วยยุคสมัยนี้ คนมีเหตุมีผล และมีความคิดความอ่านที่

ทันต่อเหตุการณ์ ด้วยการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ ทำให้มีเหตุ

มีผลคิดวิเคราะห์ได้ว่า อะไร เป็นอะไร

ผ่านไปตั้งนานสองนาน ก็ไม่ได้เห็นดารางูเรื่องแม่เบี้ยสักที เห็นแต่หางงู

ตัวแบน ๆ กับหางงูเหลือม ....

ผู้ร่วมคณะปาหี่อยู่ด้านหลัง คอยช่วยจัดหาอุปกรณ์ให้ คนประกาศก็ยัง

คงว่าไปถึงสรรพคุณของงูไปเรื่อย ๆ แล้วก็สลับกับการโฆษณาสินค้า

ประเภท... วัตถุบูชา ....

กำลังจะหันกลับ ก็พอดีเจอ " พี่ปื๊ด " อดีตลูกศิษย์ กศน.ของ

คุณมะเดื่อที่ยืนดูอยู่ (แต่คุณมะเดื่อไม่เห็นเขา ) พี่ปี๊ดยกมือไหว้

คุณมะเดื่อแล้วบอกว่า " พวกเขาน่าสงสารนะ ไม่มีรายได้อะไร

มากมายนัก"คุณมะเดื่อจึงบอกว่า " ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ความ

ศรัทธากับสิ่งที่เขานำมาแสดงและโฆษณา จากผู้คนต่าง ๆ ก็ไม่มีเหมือน

ก่อน ๆ สิ่งที่เขานำมาจำหน่าย จึงไม่มีใครสนใจ "

หลาย ๆ ชีวิต ที่ทำมาหากินโดยสุจริต แต่ในสภาวะเศรษฐกิจและ

สังคมเช่นนี้ ช่องทางและโอกาสของผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริตที่ต้อง

ปากกัดตีนถืบเหล่านี้น้อยลงและตีบตันลงทุกที ... มีมากมายหลายคนที่

ถูกบีบจากสารพัดปัญหารอบด้านจนต้องเดินทางผิด เพื่อความอยู่รอด

ของตนเองและครอบครัว...จะโทษใคร...โทษอะไรดีล่ะ...?