การประคองชีวิตให้อยู่ในความดีงามนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เราต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมากมาย
ซึ่งเป็นบททดสอบของจิตใจว่าจะทนแรงยั่วยุนั้นไหวไหม

ความดีจะสร้างพลังบางอย่างเป็นเกราะคุ้มภัยให้เรา
ส่วนความชั่วร้ายจะพยายามเข้ามาทำลายพลังแห่งความดีนั้น

ส่วนจะสำเร็จ หรือ ไม่สำเร็จ ขึ้นอยู่ักับ "หัวใจใฝ่ดี"
ของตัวเองว่า จะถูกแรงยั่วยุนั้นจนตบะแตกหรือไม่

 

คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง

และคนที่ทำสิ่งผิดพลาดลงไป ควรได้รับการให้อภัย
ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเีรียนสำคัญของชีวิต
ที่ไม่ควรย้อนกลับไปทำที่ผิดพลาดนั้นอีก

ถึงคนอื่นไม่ให้อภัยเรา แต่ตัวเราเองต้องให้อภัยตัวเองให้ได้ก่อน

 

ชีวิตของคนดีย่อมถูกประคองด้วย "ความดี"
ชีิวิตของคนไ่ม่ดีย่อมถูกทำลายด้วย "ความไม่ีดี"

 

เพียงศีล ๕ เท่านั้นที่ควรรักษาไว้เป็นปฐมภูมิของชีวิตมนุษย์

ศีลอันเป็นความสุขของมนุษย์

๑. ไม่ทำร้ายชีวิตร่างกายผู้อื่น
๒. ไม่ลักทรัพย์
๓. ไม่แย่งของรัก
๔. ไม่พูดจาให้โทษ
๕. ไม่ประมาทในการเำสพสิ่งเสพติด

 

คนไม่ีมีศีล เหมือนรถไม่มีเบรค
แม้รถราคาแพงมากเท่าใดก็ไม่มีใครต้องการ
ศีลจึงเป็นกิจวัตรที่ำสำคัญ

เพราะศีล ... ทำให้เป็นคนมีเมตตา
เพราะศีล ... ทำให้เป็นคนมีสัมมาอาชีวะ
เพราะศีล ... ทำให้เป็นคนมีสังวร
เพราะศีล ... ทำให้เป็นคนมีสัจจะ
เพราะศีล ... ทำให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ

(อ้างจาก บันทึกค้มภีร์มองตน)

 

เมื่อเราเชื่อมั่นในความดีที่เราได้กระทำลงไป
ขอจงเชื่อมั่นต่อไปว่า สิ่งดี ๆ ก็ย่อมจะวกเข้ามาเราอย่างแน่นอน
อย่างน้อยก็ออกมาในรูปของความสุขใจ หน้าตาผ่องใส
เมื่อได้กระทำสิ่งดี ๆ

 

การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ใช่ความผิด
แต่การรู้แล้วว่าผิด แต่ก็ยังกระำทำลงไป
คือ การตอกย้ำความทุกข์ของตนลงไปเรื่อย ๆ
จนต่ำที่โผล่พ้นน้ำแห่งธรรมไม่ไหว

 

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

กงกรรมกงเกวียน หมุนเวียนเปลี่ยนไป
ไม่มีใครหนีรอดบาปกรรมได้สักคน

แต่จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ให้ผลนั้น ๆ

 

ขอทุกท่านจงยึดมั่นในความดีเถิด

บุญรักษา ทุกท่าน ;)...