รายงานฉบับล่าสุดขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ระบุว่า โรคที่เกิดจากการรับสารอาหารไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกาย ได้แก่ โรคอ้วนและโรคขาดสารอาหาร กำลังทำลายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ อย่างประเมินค่าไม่ได้


(ขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ ที่ผู้เขียนได้นำมาประกอบบันทึกนี้)  

       บรรณาธิการ "Voice TV" กล่าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ความว่า "โดยทั่วไป ผู้คนมักเข้าใจว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก ก็คือ ราคาน้ำมัน ราคาหุ้น ราคาทองคำ สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงภัยพิบัติธรรมชาติ แต่คนจำนวนมากอาจนึกไม่ถึงว่า เรื่องใกล้ตัวที่สุดอย่าง "จังก์ฟู้ด" หรืออาหารขยะที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวัน ก็เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน รายงานฉบับล่าสุดขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ระบุว่า โรคที่เกิดจากการรับสารอาหารไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกาย ได้แก่ โรคอ้วนและโรคขาดสารอาหาร กำลังทำลายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างประเมินค่าไม่ได้ เพราะหากนับรวมค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วน มีมูลค่าถึง 42 ล้านล้านบาท ขณะที่ต้นทุนสำหรับแก้ปัญหาภาวะประชากรขาดสารอาหาร คิดเป็นร้อยละ 2-3 ของจีดีพีทั้งโลก หรือ 60 ล้านล้านบาท " (http://news.voicetv.co.th/global/71660.html)...ดูๆ แล้ว คนรุ่นปัจจุบันจะดูแลสุขภาพของตนได้ดีสู้คนรุ่นเก่าไม่ได้ ดังที่มีผู้กล่าวว่า "คนรุ่นเก่ากินอาหารเป็นยา แต่คนรุ่นปัจจุบันกินยาเป็นอาหาร"   

ผู้เขียนได้เข้าไปอ่านงานวิจัยตามการแนะนำของ "ดร.โอ๋-อโณ : กัลยาณมิตร GotoKnow(ซึ่งเป็นที่มาของการเขียนบันทึกเรื่องนี้) ที่ “http://aje.oxfordjournals.org/content/178/4/590 พบว่า งานวิจัยเรื่อง “Fruit and Vegetable Consumption and Mortality European Prospective Investigation Into Cancer and Nutrition” ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคผลไม้และผักกับความตาย (the relation between fruit and vegetable consumption and mortality) โดยได้ศึกษาจาก 451,151 ตัวอย่าง ใน 10 ประเทศยุโรป  (including 451,151 participants from 10 European countries) เก็บข้อมูลจากปี 1992 - 2000 และติดตามไปจนถึงปี 2010 ผลการศึกษา สรุปได้อย่างชัดเจนว่า การบริโภคผลไม้และผักมีความสัมพันธ์กับการลดลงของการเสี่ยงต่อความตาย โดยการรับประทานผักสดจะส่งผลดีกว่าการรับประทานผักสุก (Inverse associations were stronger for raw than for cooked vegetable consumption. These results support the evidence that fruit and vegetable consumption is associated with a lower risk of death.) …Am. J. Epidemiol. (2013) 178 (4):590-602.doi: 10.1093/aje/kwt006First published online: April 18, 2013

ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สอดคล้องกับผลวิจัยที่กล่าวมา คือ การที่คนอายุยืนและยังมีสุขภาพแข็งแรงดีทั้งหลาย ได้ให้สัมภาษณ์ว่า อาหารที่ตนรับประทานเป็นปกติ คือ พืชผักผลไม้ที่ปลูกเองหรือที่มีในธรรมชาติ ซึ่งไร้สารพิษ แต่สำหรับท่านที่จำเป็นต้องซื้อผักรับประทาน ก็ขอให้ศึกษาคำเตือนของกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับผักที่มีสารเคมีตกค้างมาก และคำแนะนำถึงวิธีกำจัดสารเคมีตกค้าง 


 

ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารนมภายใต้แบรนด์ “โฟร์โมสต์” ร่วมกับ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยผลการสำรวจภาวะโภชนาการ ภายใต้ โครงการสำรวจภาวะโภชนาการและสุขภาพเด็กในภูมิภาคอาเซียน (The South East Asia Nutrition Survey : SEANUTS) ว่า พบเด็กไทยส่วนใหญ่ เข้าข่ายโรคอ้วนและขาดสารอาหาร โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ-ซี-ดี ชี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กไทย นางปิยนุช ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า รอยัล ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ได้ให้การสนับสนุนโครงการสำรวจและวิจัยภาวะโภชนาการและสุขภาพเด็กในภูมิภาคอาเซียน โดยได้เก็บข้อมูลจากเด็กจำนวนกว่า 16,7480 คนใน 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลยเซีย เวียดนาม และประเทศไทย ด้วยตระหนักดีว่าผลการสำรวจและวิจัยจาก SEANUTS จะมีประโยชน์อย่างมากกับทุกหน่วยงาน ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาภาวะโภชนาการบกพร่อง และพัฒนามาตรฐานภาวะโภชนาการ เพื่อพัฒนาการที่สมวัยของเด็กๆ ในภูมิภาค (http://www.marketplus.in.th/data_detail.php?d_id=3612&td_id=1)

 ผลการเปรียบเทียบเด็กไทยกับเด็กจาก 3 ประเทศที่ทำการสำรวจ พบว่า เด็กไทยและมาเลเซีย มีปัญหาภาวะโภชนาการคล้ายกัน คือ มีน้ำหนักเกินและเข้าข่ายโรคอ้วน ขณะที่อินโดนีเซีย  ประสบปัญหาเด็กมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและแคระแกร็นอย่างเห็นได้ชัด  ส่วนในเวียดนาม เด็กในเขตเมือง จะมีภาวะน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนในขณะที่เด็กต่างจังหวัด มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน และแคระแกร็น  (http://news.voicetv.co.th/infographic/58802.html)


อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการเชี่ยวชาญโภชนาการ และผู้จัดการศูนย์ประสานงานโภชนาการสมวัย เปิดเผยข้อมูลว่า "...เด็กไทยวัยเรียน เดินมา 10 คน จะมีรูปร่างอ้วน หรือท้วมๆ ประมาณ 2-3 คน เด็กจำนวนมากขาดไอโอดีนและธาตุเหล็ก ซึ่งส่งผลทำให้ไอคิวต่ำ...เด็กไทยวัยเรียน ร้อยละ 49.6 กินขนมกรุบกรอบประจำ ...เด็กไทยจ่ายเงิน 1 แสนล้านบาทต่อปี เฉลี่ยคนละ 9,800 บาทต่อปี เพื่อซื้อขนมด้อยคุณค่า ในขณะที่จ่ายเงินเรียนหนังสือเพียง 3,024 บาท ...เด็กไทย 1 ใน 3 กินอาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูงเป็นประจำ และเด็กไทยจำนวนมากกินผักผลไม้ไม่พอ เด็กควรกินผักวันละ 12 ช้อน แต่เด็กไทยกิน 1-2 ช้อนเท่านั้น...สิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้ระยะเวลาที่ห่างกันเพียง 5 ปี เด็กไทยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 18 และประเทศไทยใช้เงินจำนวน 7-8 หมื่นล้านบาทต่อปี ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคหัวใจหลอดเลือด" (http://www.thaihealth.or.th/partner/partner_stor/35552)

ในทางจิตวิทยา (Psychology) ซึ่งเป็นศาสตร์ในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นั้น เชื่อว่า “ค่านิยม (Value)” จะส่งผลต่อเจตคติ (Attitude) และการแสดงพฤติกรรม (Behaviors) ของบุคคล กล่าวคือ เมื่อบุคคลได้ให้คุณค่าให้ความสำคัญแก่สิ่งใด (มีค่านิยม) ก็จะมีความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้น (มีเจตคติที่ดี) และนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติ (พฤติกรรม) ที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน เช่น ถ้าเห็นว่า การรับประทานผักผลไม้มีประโยชน์มีคุณค่า ก็จะรู้สึกพึงพอใจที่จะรับประทานผักผลไม้ และมีพฤติกรรมการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ  ผลการสำรวจในปี 2555 พบว่า คนไทยมีค่านิยมด้าน “สุขภาพ” มากที่สุด เห็นได้จากการให้คะแนนความสำคัญแก่ “สุขภาพ” มากที่สุด นั่นก็แสดงว่า คนไทยพึงพอใจต่อการประพฤติปฏิบัติที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดี ซึ่งการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม นับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดี 

 

อินโฟกราฟฟิค ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ระบุว่า การสำรวจความสุขและความพึงพอใจในชีวิตของคนไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีการให้กลุ่มตัวอย่างระบุว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งพวกเขา เลือกให้ เรื่องสุขภาพมาอันดับ 1 ในขณะที่การศึกษา อยู่ในอันดับรั้งท้าย (http://news.voicetv.co.th/infographic/48899.html) 

 

ปัญหาเด็กชอบกินขนมขบเคี้ยว กรุบกรอบ ดื่มน้ำอัดลม และไม่นิยมรับประทานผักผลไม้นั้น ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคม ที่มีความสำคัญที่สุด ที่จะป้องกันปัญหาโดยการปลูกฝังค่านิยม เจตคติ และพฤติกรรมการรับประทานผักผลไม้ให้กับบุตรหลานตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งจะง่ายกว่าที่จะให้ทางโรงเรียนหรือองค์กรสังคมอื่นใดมาคอยตามแก้ปัญหา หลังจากที่เด็กติดนิสัยกินอาหารด้อยคุณค่าดังกล่าว ไปเสียแล้ว แต่ส่วนใหญ่แล้ว ครอบครัวก็มักไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง มักตามใจลูก โดยยอมให้ซื้อของกินตามความพอใจ แม้แต่หลานของผู้เขียนซึ่งเป็นนักวิชาการสาธารณสุขก็ซื้อไก่ทอด น้ำอัดลมให้ลูกๆ กินเป็นประจำมาตั้งแต่เด็กๆ พอซักถามก็บอกว่า พวกเขาจะกินแบบนี้ อย่างอื่นไม่ยอมกิน ผักไม่กินเลย ผู้เขียนก็แนะนำว่า ถ้าลูกชอบของทอดกรอบก็ลองนำผักมาชุบไข่ทอดให้กินสิ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ เลยมีลูกเป็นเด็กอ้วน และโตเป็นสาวอ้วนหนุ่มอ้วนทั้งสองคน

ผู้เขียนเคยดำเนินการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กับครูและผู้ปกครอง ในการจัดการศึกษาปฐมวัยในชนบทภายใต้ “โครงการบ้าน-โรงเรียนร่วมใจ” โดยการจัดการศึกษาคู่ขนานกันไประหว่างบ้านกับโรงเรียน ซึ่งการปลูกฝังค่านิยม เจตคติและพฤติกรรมการรับประทานผักผลไม้ นั้น ในโรงเรียนเด็กได้รับการจัดประสบการณ์ “หน่วยผักผลไม้ให้คุณค่า” เพื่อให้ทราบถึงประโยชน์ของผักและผลไม้แต่ละชนิด โดยใช้นิทาน (วีดิทัศน์ที่บันทึกจากรายการโทรทัศน์) การแสดงประกอบเพลง    และเกมการศึกษา เป็นต้น ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ได้กำหนดกิจกรรมเสริมพัฒนาการโดยให้ผู้ปกครองพาบุตรหลาน เก็บผักผลไม้ที่ได้ช่วยกันปลูกไว้ก่อนแล้ว ไปประกอบอาหารร่วมกัน หลังรับประทานก็ให้ผู้ปกครองบันทึกใน  “สารโครงการบ้านโรงเรียนร่วมใจ” ถึงกิจกรรมที่ได้ทำพร้อมแสดงความเห็น และให้บุตรหลานวาดภาพระบายสีผัก/ผลไม้หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พอถึงวันจันทร์ เด็กก็นำผัก/ผลไม้ที่เป็นผลผลิตในครอบครัวไปแสดงและเล่าให้เพื่อนฟัง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชอบมาก ที่โรงอาหารก็ขอความร่วมมือให้แม่ค้าขายขนมและน้ำที่ทำจากผักผลไม้ เช่น ต้มถั่วเขียว กล้วยบวชชี นึ่งฟักทอง นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ เป็นต้น (เป็นโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ)

ในครอบครัวของผู้เขียนเอง ก็ได้ปลูกฝังค่านิยม เจคติและพฤติกรรมการรับประทานผักผลไม้ให้กับลูกๆ มาตั้งแต่ลูกเริ่มรับประทานอาหารเป็น และให้ดื่มนมถั่วเหลือง ให้ดื่มน้ำอัดลมน้อยมาก โดยตนเองก็ปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาตลอด (เช่น เลือกทานสลัดผัก ที่เกาะสมุย และไม่ดื่มน้ำอัดลมเลย ซึ่งนอกจากจะทำให้เป็นคนสุขภาพดีแล้ว ยังไม่อ้วนเหมือนเพื่อนส่วนใหญ่ จึงมักจะได้รับคำทักทายว่า ยังรักษาหุ่นได้ดี ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะรักษาหุ่น แต่อาจเป็นผลพลอยได้จากการรับประทานผักผลไม้เป็นหลัก) สำหรับลูกสาวนั้น ได้รับประทานผักผลไม้จนเป็นนิสัยถาวรมาจนถึงปัจจุบัน (ดังตัวอย่างที่เลือกรับประทานสลัดผลไม้ ในมื้อเช้าที่เกาะกูด จ.ตราดส่วนลูกชาย พบว่า ในภายหลังที่โตเป็นหนุ่มแล้ว ได้หันไปนิยมทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์และดื่มน้ำอัดลมในมื้ออาหาร ไม่ค่อยทานผักผลไม้ (เช่น สั่งลาบปลาหมึกในมื้อกลางวันที่เกาะกูด) ผลก็คือ เริ่มอ้วนและดูใบหน้าแก่กว่าวัยที่แท้จริง ส่วนลูกสาวก็พอใจที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นน้องของลูกตั้ม...นี่คืออานิสงส์จากการรับประทานผักผลไม้ไม่ทานน้ำอัดลมเลย...ด้วยหรือเปล่า...