ชาววังบางขุนพรหม (๓)

เส้นทางชีวิตงานของข้าพเจ้าหลังเดินทางกลับจากกรุงวอชิงตัน

ดี.ซี ยังหนีไม่พ้นต้องเข้า-ออก ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อไปอีก ๑ ปี ที่

ต้องติดตามสามี ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการเงิน การธนาคาร

(Money Banking) ข้าพเจ้าได้เล่าไว้แล้วที่บันทึกนี้ โปรดคลิ๊กที่

http://www.gotoknow.org/posts/507714

เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาทำงานได้ระยะหนึ่ง ได้เลื่อนตำแหน่งตาม

ลำดับ และย้ายงานมาเป็นเศรษฐกร และหัวหน้าหน่วยการเงิน ที่หน่วย

การเงิน ฝ่ายวิชาการ(ปัจจุบันคือสายนโยบายการเงิน) ซึ่งทำหน้าที่

หลักในการวิเคราะห์ และพยากรณ์สถานะการเงินของประเทศ ด้วยตัวชี้

วัดด้านปริมาณเงิน (money supply) ที่ประกอบด้วยธนบัตร

หมุนเวียน และเงินฝาก ในสถาบันการเงิน ที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ย

และภาวะเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการวางนโยบายการเงิน ในการรักษา

เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงด้วยดีอย่างต่อเนื่อง

บทบาทสำคัญที่ท้าทายธปท.ในขณะนั้น ที่คงไม่แตกต่างจากสถานะ

การณ์ในปัจจุบัน คือ ความเป็นอิสระภาพขององค์กร ในการประกาศ

นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา(ปัจจุบัน เป็นหน้าที่

ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน )ข้าพเจ้าจดจำได้ดีว่า ระยะหนึ่ง ได้

รับมอบหมายจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้นำทีมงาน ไปที่

กระทรวงการคลัง เพื่อทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ

คลังและคณะ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนโยบายดอกเบี้ยกับเงินเฟ้อ

การไปร่วมประชุมครั้งนี้ เป็นไปตามความต้องการของรัฐมนตรีผู้มีภูมิ

หลังของธุรกิจเอกชน ที่อยากฟังเจ้าหน้าที่บอกเล่าเชิงลึกทั้งในทาง

ทฤษฏี และความเป็นจริงเชิงสถิติอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนตัดสินใจเห็น

ด้วยกับธปท.ที่จะประกาศนโยบายเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัย

สำคัญในการชะลอสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ก่อให้เกิดการขยาย

ตัวของเงินเฟ้อ ...นับเป็นแบบอย่างหนึ่งที่ดีของการทำงานระหว่าง

องค์กร ที่สร้างการประสานงานด้วยความเข้าใจกันเช่นนี้ แทนที่จะต่าง

คนต่างออกไปตอบโต้ความขัดแย้งกันทางสื่อมวลชน สร้างความสับสน

และความเชื่อมั่นของประชาชน...

โปรดติดตามอ่านต่อที่บันทึกนี้ คลิ๊กที่่ :

คนทำงานสามวัง (๔)