หลังจากข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากคณะรัฐศาสตร์ สาขาการคลัง จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อ ปี ๒๕๑๑ และในปีเดียวกันนี้ ได้สอบคัดเลือกเข้าบรรจุเป็นเศรษฐกรผู้ช่วย ที่ฝ่ายวิชาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) .. ทำงานได้สามปี พบเนื้อคู่ในสำนักงานเดียวกัน ( ประทีป สนธิสุวรรณ) ผู้เคยได้รับทุนสนับสนุนจาก ธปท. ไปเรียนระดับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยลอนดอน (LSE-London School of Economics).. หลังแต่งงานไม่นาน เขาได้รับทุนจากธปท.อีกครั้งหนึ่ง ให้ไปศึกษาระดับปริญญาโท ที่ Kennedy School of Government ณ มหาวิทยาลัย Harvard สหรัฐอเมริกา เขาพาข้าพเจ้าไปเรียนต่อด้วยเช่นกัน ในสาขา Money & Banking ที่ Northeastern University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ขนาดเล็ก ในเมือง Boston ใกล้ๆกัน ทั้งนี้เราทั้งคู่ ถูกกำหนดให้เดินทางไปติววิชาเข้มข้น ภาค summer ที่ The American Economic Institue @ University of Colorado ณ เมือง Boulder   หนึ่งเดือนก่อนเริ่มเรียนจริงในมหาวิทยาลัยของตน

 

        

 

 

      เราทั้งสองคนจบปริญญาโทพร้อมกัน ด้วยการเรียนรู้ทั้งศาสตร์แห่งวิชาการ ทั้งทฤษฎีและความคิดเชิงวิเคราะห์ โดยคณาจารย์เป็นแต่เพียงผู้ให้คำปรึกษา ผู้เรียนรู้ต้องสืบค้นสาระความรู้ด้วยตนเองจากห้องสมุดที่อัดแน่นด้วยตำราความรู้มากมาย ไม่มีสื่อออนไลน์ให้พึ่งพาได้สะดวกหลากหลายอย่างในปัจจุบัน งานส่งเก็บคะแนนคือ course papers รายอาทิตย์ต่อเนื่องไม่มีหมดสิ้นตลอดช่วงการศึกษานั้น

  

 

     ข้าพเจ้าเผชิญกับภาระหนักด้านการศึกษามากยิ่งกว่าสามีที่คุ้นเคยกับระบบการศึกษาแบบตะวันตกนี้มาแล้ว เขาไม่ยอมให้ความช่วยเหลือใดๆมากนักแก่ภรรยา เพราะต้องการให้สร้างความแข็งแกร่งด้วยตนเอง อีกทั้งยังขู่ว่า หากเรียนจบไม่ทันกัน จะทิ้งปล่อยเกาะไว้คนเดียว..เมื่อโดนไม้แข็งแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงต้องฮึดสู้อย่างอุตสาหะไม่ท้อถอย สามารถนำคำชมของอาจารย์ในงานที่นำเสนอ กลับมาอวดสามีว่า " good written and very well informative" ทั้งยังได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับทุนเรียนดีจากมหาวิทยาลัยอีกด้วย..ผลดีของการต้องพึ่งพาตนเองเช่นนี้ หล่อหลอมให้เปลี่ยนตัวเอง กลายเป็นผู้มีความมั่นใจในการ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ จากข้อสังเกตของพ่อ-แม่ พี่น้อง และมิตรสหาย เมื่อได้กลับมาสู่ประเทศไทยแล้ว 

 

                            

    ครั้นกลับมาทำงานในภาระรับผิดชอบที่สูงขึ้น และไม่เคยได้อยู่ในแดนสงบสบายแต่อย่างใด ได้เผชิญกับลักษณะงานที่ท้าทาย ต้องคิดนอกกรอบ มองปัญหาอย่างถึงแก่นแจ้งแทงตลอด ที่ต้องร่วมกันนำเสนอทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ที่ปฏิบัติอย่างได้ผลเชิงประจักษ์ และก้าวทันกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างต่อเนื่อง แม้กระนั้น ยังจำเป็นต้องออกไปเพิ่มเติมวิทยายุทธจากแดนตักศิลาไกล โดย ธปท.ได้ส่งข้าพเจ้า ไปเข้าหลักสูตรเร่งรัดเข้มข้นหลายแห่ง ที่อยากกล่าวถึงเป็นตัวอย่าง คือ Senior Management Program ที่ University of California at Berkeley  ณ สหรัฐอเมริกา

 

 

                            

    มหาวิทยาลัยนี้ ดีเด่นการพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ลักษณะหลักสูตรเป็นการเข้า workshop แบ่งเป็นกลุ่มๆ วิทยากรทำหน้าที่ conduct หรือ เป็น facilitator เท่านั้น สมาชิกกลุ่มต้องร่วมกันคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และข้อเสนอแนะ  ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบเท่ากัน ในการร่วมกันนำเสนอและสรุปผลงานกลุ่มในแต่ละโจทย์ที่กำหนดหลากหลายในแต่ละวัน

 

                            

   นอกเหนือจากงานหนักหน่วงในมหาวิทยาลัย ยังต้องออกไปดูงานการบริหารจัดการขององค์กรชั้นนำของแคลิฟอร์เนีย เช่น ธนาคารกลาง Federal Reserve Bank of San Francisco สำนักพิมพ์ San Francisco Chronicle มหาวิทยาลัย Stanford บริษัทผลิตเหล้าไวน์ที่ Napa Valley เป็นต้น

 

                          

     การได้มีโอกาสได้สัมผัสรูปแบบที่มีประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในองค์กรเหล่านี้ ช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล ของแนวทางการสร้างความเติบโตของธุรกิจ บนกลยุทธ์ของแนวคิดที่โดดเด่น เหนือคู่แข่ง ทั้งด้านลึกและด้านกว้าง บนฐานของกลไกที่สู่ความเป็นเลิศของการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง อันนำมาสู่ความแตกต่างที่ชัดเจน สนองตอบความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ไม่เคยหยุดนิ่ง..สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเสถียรภาพของความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ และการจัดการอย่างระมัดระวัง

 

                         

     นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของห้องเรียนกลับทาง ที่นำมาซึ่งการขยายผลสู่การต่อยอดในชีวิตจริงของการทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้คนอย่าง "รู้เขา รู้เรา" ..ปรับตัว ปรับใจ..เปิดกว้าง..อย่างพอเพียงและมีความสุขอย่างยั่งยืน