ห้องเรียนธรรมชาติ

นานเกือบสองปี..ที่ผมพัฒนาพื้นที่ที่เรียกว่า "ห้องเรียนธรรมชาติ" ของโรงเรียน เริ่มตั้งแต่ปลูกต้นไม้ ปรับแต่งต้นไม้ ให้เป็นที่ที่มีร่มเงาและโล่งแจ้งในบางจุด  เนื้อที่ราว ๑ ไร่ มีอะไรที่เบ็ดเสร็จอยู่ในที่เดียวกัน วันนี้ ได้ทำสำเร็จเป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้ว

จุดประสงค์หลักที่ตั้งไว้ ก็คือ พยายามจะให้ครูนำนักเรียนออกมาเรียนนอกห้อง จะได้เปลี่ยนบรรยากาศการเรียนการสอน และประหยัดค่าไฟฟ้า อย่างน้อยชั้นเรียนอนุบาล ๑ - ป.๖ ออกมาเรียนนอกห้อง สัปดาห์ละ ๑ วัน ก็นับว่า "พอเพียง" ทั้งการเรียนรู้และประหยัดค่าสาธารณูปโภค ไปได้เยอะ

ตอนแรก มีเพียงโต๊ะ-เก้าอี้ ๒ ชุดเท่านั้น ตั้งไว้ใต้ร่มไม้ ให้นักเรียนอ่านหนังสือ ต่อมาดูบรรยากาศแล้ว เห็นว่าร่มรื่น เย็นสบายตลอดวัน ก็เลยออกแบบให้เป็น "สวนสุขภาพ"ด้วย มีอุปกรณ์นวดฝ่าเท้า หรือจะใช้เป็นที่เดินจงกลม ฝึกสมาธิก็ได้

เมื่อทำเป็นเส้นทางเดินแล้วก็เลยคิดถึง "เส้นทางสู่อาเซียน" จึงทำเป็นห้องเรียนเล็กๆแบบเปิดโล่ง มีเอกสารข้อมูลค้นคว้าข้อมูลพื้นฐานประเทศต่างๆในอาเซียน มีโต๊ะ/เก้าอี้นักเรียนเก่าๆ นำมาซ่อมทาสีใหม่ จัดวางไว้เพียงพอ เหมาะที่จะให้ครูนำนักเรียนมาร้องเพลงอาเซียนกันได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

บริเวณใกล้ๆมีสวนสมุนไพรอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นระบบ ตรงนี้คิดหนัก ต้องวางแผนร่วมกันกับครู และคุยกันว่า ถ้ามีรั้วรอบขอบชิดแล้ว จะดูดีไหม... ถ้าปรับปรุงแล้ว เราต้องช่วยกันพัฒนาสวนสมุนไพรให้ยั่งยืนด้วย จะได้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ จึงลงมือทำรั้วที่อลังการสวยงาม เสร็จสรรพก็ต้องบอกว่า ดีกว่ารั้วที่บ้านเสียอีก ต่อจากนี้ไปจะต้องให้นักเรียนช่วยกันขุดย่านางในป่า มาปลูกที่โคนเสาด้านใน และปลูกต้นอัญชันที่โคนเสาด้านนอก ถ้าทำได้ตามนี้ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว

กิจกรรมท้ายสุด.คือทำศาลานั่งเล่น บนหลังคาคลุมด้วยต้นการะเวก ที่ดูแล้วลงตัว และสามารถเชิญชวนให้ครูและนักเรียนออกมาจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเขียนที่สามารถเชื่อมโยงบูรณาการไปสู่สาระวิชาต่างๆได้

ผมคิดว่าแหล่งเรียนรู้..เป็นสื่อที่มีคุณค่า เป็นทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ของโรงเรียนและเป็นอุปกรณ์สำคัญในกิจกรรมการเรียนการสอน จริงๆแล้ว พัฒนาและปรับปรุงได้ไม่ยาก โดยจะต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนด้วย

ครับ ..ห้องเรียนธรรมชาติ..จึงเป็นส่วนหนึ่งของงานการศึกษา..จะพัฒนาให้เป็นอย่างไร แบบไหน..ก็อยู่ที่..วิธีคิด... ครับ