สองสามวันมานี้ มีเพื่อนสมาชิกโกทูโนว์ ได้พูดถึงการศึกษา ปัญหาและแนวทางแก้ไข หลายท่าน และมักจะลงท้ายที่ตุัว "ครู" ซึ่งผมก็เห็นด้วย และรวมถึง "ผู้บริหารสถานศึกษา" ที่เป็นตัวปัญหาอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมในฐานะผู้ปฏิบัติการในระดับรากหญ้า ไม่อาจปฏิเสธในบางสิ่งบางอย่าง คงได้กลับมาคุยกัน ตอนนี้ขอมองภาพใหญ่ ที่ใช้ "เงินและคน"เยอะมาก และน่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่

ปัญหาคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทยตกต่ำ จริงๆก็ส่อเค้าให้เห็นมาหลายปีแล้ว แต่นักวิชาการและผู้บริหารระดับสูง ที่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง ก็จะคิดวิธีการใหญ่ๆ คิดเทคนิคกระบวนการที่ต้องพึ่งพาและผูกโยงกับเทคโนโลยี มีการตั้งคณะกรรมการ อนุมัติงบประมาณมหาศาล พร้อมจัดประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ กระทรวง สพฐ. เขตพื้นที่...โรงเรียน

ผมตั้งข้อสังเกตว่า การประชุม อบรมสัมมนาในโครงการต่างๆ ของสพฐ.เขาทำเพื่อแก้ไขอะไรกันแน่ โครงการมากขึ้นทุกปี คิดใหม่ไปเรื่อย และของเก่าสำเร็จหรือยัง แล้วทำไมเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้...จึงมีเต็มบ้านเต็มเมือง  เอาอย่างนี้ดีไหมครับ

๑. ศธ.,สพฐ. ต้องลดการดำเนินงานโครงการลงครึ่งหนึ่ง แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

        - งบประมาณใช้น้อยลง/มีคนทำงานโครงการมากขึ้น(ช่วยกันทำ)

        - บุคลากรบางส่วน ไปนิเทศติดตามงานโครงการเก่า แก้ไขและปรับปรุง

        - เมื่อโครงการน้อยลง ศึกษานิเทศก์และข้าราชการของเขต ก็ไม่ต้องทิ้งงานมีเวลาพัฒนางานในเขตพื้นที่การศึกษามากขึ้น

๒.สพฐ. ต้องคิดโครงการที่ตรงประเด็น สอดคล้องกับสาระวิชาทั้ง ๘ สาระและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เท่าที่ผ่านมา ทำโครงการใหม่ที่ห่างไกล"คุณภาพ"การเรียนการสอน มักจะเป็นเพียงงานสนับสนุนเท่านั้น

๓. ศึกษานิเทศก์ ซึ่งปัจจุบันแบ่งงานตามกลุ่มสาระวิชาอยู่แล้ว ถ้าสพฐ. กับรัฐบาล(สำนักงบประมาณ) คุยกันให้ดี จัดประชุมอบรมสัมมนาครั้งใหญ่ มอบนโยบาย ครบถ้วนกระบวนความและมอบเครื่องมือนิเทศงาน(ตามข้อ๒)โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี

๔. เขตพื้นที่การศึกษา ไม่ต้องทำโครงการใหม่ เพราะสพฐ.คิดแทนให้แล้ว ถ้ายังดื้อคิดทำเพื่อใช้งบให้หมดไป ก็ต้องเดือนร้อนครู ทิ้งห้องเรียนไปอบรม แต่เขตจะทำโครงการได้เฉพาะ งานที่สำคัญที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละเขต

๕. เขตพื้นที่ต้องบูรณาการหลอมรวมงาน/โครงการให้เป็นเนื้อเดียวกัน อย่าคิดใหม่ทำใหม่แต่ก็วนแต่กิจกรรมเดิม วิทยากร(เจ้าหน้าที่)ก็คนเดิม ฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ฝ่ายบุคลากรและฝ่ายนโยบายและแผน คุยกันซะ โครงการจะได้น้อยลง บางเรื่องแจ้งเป็นเอกสารและนำเข้าที่ประชุมผู้บริหารประจำเดือนก็ได้

๖. ท้ายสุดเงินงบประมาณที่เหลือไปไหน ก็นำไปใช้ด้านพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง ในการนิเทศ กำกับ ติดตามประเมินผลการทำงานของโรงเรียน เพื่อเร่งรัดพัฒนาคุณภาพอย่างจริงจัง โดยกำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน

ผมนำเสนอเช่นนี้ เนื่องจากส่วนราชการที่ผมเอ่ยถึง ล้วนมี"ปริมาณ" งานโครงการมากมายเหลือเกิน แทบมองไม่เห็นว่าจะเกิด "คุณภาพ"ได้เลย หลายโครงการในแต่ละปี ไม่น่าสนใจ ไม่เร้าใจ บางเรื่องวิทยากรกับครูรู้เท่ากัน สิ่งที่น่าเป็นห่วง ถ้าไม่รีบแก้ ก็จะกลายเป็นวงจรน้ำเน่า

เพราะ มหาวิทยาลัยราชภัฎ...จังหวัด...โรงพยาบาล....เทศบาล...อบต. ก็มีโครงการประชุมอบรมครูเหมือนกัน..คิดดูเถิด จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อครูทิ้งเด็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ปีการศึกษา ๒๕๕๖..เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา บางโรงเรียนเปิดสอนจริง ๔ วัน ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ