วันหนึ่งผู้เขียนได้รับโทรศัพท์ที่บันทึกชื่อไว้ว่า"มยุรา คนพิการ" คุณมยุราเป็นคนพิการที่ผู้เขียนได้ไปพบว่าอาศัยอยู่กลางทุ่งคนเดียว โดยเจ้าของที่ให้อยู่ชั่วคราว แต่คุณมยุราก็มีกัลยาณมิตรที่ดี พาผู้เขียนไปเยี่ยมเยียน จนสุดท้ายได้ประสานงานจนมีบ้านวิมานสีชมพู หลังเล็กๆ ที่ชุมชนช่วยกันปลูกให้อยู่ใกล้ๆเพื่อน และเป็นห้องที่เหมาะสมกับคนพิการที่ซีกซ้ายทั้งหมดใช้การไม่ได้

 แต่คุณมยุรามีกำลังใจสูงมาก คิดบวกสุดๆ ขยันพาตัวเองออกเดิน ตั้งแต่ลากเท้าไปบนพื้นดินจนเล็บหลุด ในที่สุดก้ค้นหาวิธีใช้แรงข้างขวาพาตัวเองออกเดินไปไหนต่อไหนได้ ขึ้นบันไดก็ได้

  เมื่อผู้เขียนรับสาย คุณมยุราก็บอกว่า อยากให้หมอมาเยี่ยมหนูหน่อย อยากให้หมอมาชิมกล้วยแขกสูตรบางน้ำเปรี้ยวของหนู

อะไรนะ คุณมยุราทำกล้วยแขกทอดขายได้แล้วหรือนี่

  บริเวณวัดวังหิน ใกล้สระน้ำของวัดที่มักมีคนมาให้อาหารปลา และเด็กๆนักเรียนเดินมาซื้อขนมคุณมยุราได้ ผู้เขียนอัศจรรย์ใจกับภาพที่เห็นจริงๆ เธอมีตู้สี่เหลี่ยมที่มีประตูปิดได้ ด้านบนปูเสื่อน้ำมัน วางกล้วยแขกที่ทอดเสร็จแล้วอยู่ถาดใหญ่ มีกระทะใส่น้ำมันบนเตาแก๊สปิกนิก รอว่าเมื่อไหร่กล้วยทอดนี้หมดถาด ก็จะทอดชุดต่อไป ท่าทางเธอกระฉับกระเฉง ใช้มีอข้างขวาข้างเดียว หยิบถุงพลาสติก เอากระดาษขาวรองก้นถุง หยิบขนมกล้วยทอดใสถุงตามที่คนสั่ง ดูชำนิชำนาญ

 ผู้เขียนพาเพื่อนไปเยี่ยมร้านคุณมยุรา และเพื่อนบ้านของคุณมยุราก็วนเวียนมาดูแล เป็นเพื่อนคุยบ้าง แต่เรื่องทำของนั้น เธอทำคนเดียว เก็บล้างเรียบร้อย ผู้เขียนรู้สึกภูมิใจกับคุณมยุรามาก จนอยากนำมาเล่าให้ทุกท่านได้ทราบกัน บันทึกไป น้ำตาก็ซึมๆอย่างตื้นตันในความพยายามของเธอ  คนเราเมื่อล้มแล้วลุกได้ ต้องปรบมือให้กำลังใจเลยค่ะ นักสู้ชีวิตตัวจริง

 ก่อนจากกันได้ช่วยซื้อกล้วยแขกยี่สิบบาท ที่จริงเธอจะไม่รับเงิน บอกอยากให้หมอมาชิม ติชมหนูหน่อย รสชาดอร่อยค่ะ แล้วผู้เขียนก็ให้เงินไปห้าสิบบาทไม่ต้องทอน เธอเลยยกมือไหว้ขอบคุณมาอย่างนี้

   ผู้เขียนอยากจะบอกว่า คุณคือผลงานที่ดิฉันภาคภูมิใจมาก ที่ได้ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นกำลังใจให้ และคุณก็แสดงความรับผิดชอบตัวเองได้อย่างสง่างามมากค่ะ คุณมยุรา