การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวสูง มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทย และการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเป็นอย่างมาก และยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการคมนาคมขนส่ง รวมไปถึงการค้าและการลงทุน...ในไตรมาส ๒/๒๕๕๖ จีดีพี ของประเทศชะลอตัวลงทุกรายการ มีเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

        

ตอนที่ ๑ ลูกพาเที่ยวเกาะ (ครั้งที่ ๒ ในรอบปี ๒๕๕๖)

        

ในปี ๒๕๕๖ นี้ "ลูกชาย (น้องตั้ม : นายปราปต์ [แปลว่าสำเร็จ] แพงศรี)" พาแม่เที่ยวเกาะ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรก พาเที่ยวเกาะในจังหวัดภาคตะวันออก คือ "เกาะกูด" ซึ่งมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งใน "จังหวัดตราด" (จังหวัดตะวันออกสุดของไทย) เกาะกูดเป็นเกาะสุดท้ายปลายทะเลตะวันออก ติดชายแดนทางทะเลของกัมพูชา ได้รับสมญา ว่า  "อันดามันแห่งทะเลตะวันออก" ในครั้งนี้ ลูกชายพาแม่ลงใต้ ไปเที่ยวที่ “เกาะสมุย” ซึ่งเป็นหมู่เกาะในอ่าวไทย มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งใน "จังหวัดสุราษฎร์ธานี"  เกาะสมุยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของประเทศ รองจากเกาะภูเก็ตและเกาะช้างที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ ๑ และ ๒ ตามลำดับ (ลูกตั้มพาแม่เที่ยวเกาะช้าง จ.ตราด ในปี ๒๕๕๔) สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักเรียนเคยท่องจำว่า เกาะสมุยเป็นแหล่งที่ปลูกมะพร้าวมากที่สุดในประเทศไทย แต่ในปัจจุบัน เกาะสมุยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของทะเลอ่าวไทยตอนใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หลั่งไหลไปเยี่ยมเยือนปีละหลายล้านคน เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามดังคำขวัญของเกาะสมุยที่ว่า “ปะการังงาม น้ำทะเลใส หาดทรายขาว มะพร้าวเยอะ”

ในอดีต อย่าว่าแต่จะเที่ยวเลย แค่จะกินในแต่ละมื้อก็ยังมีปัญหา เพราะแม่ของผู้เขียน ซึ่งเป็นครูเงินเดือนน้อย ต้องเลี้ยงลูกกำพร้า ๕ คน ในตอนที่พ่อจากไปนั้น ผู้เขียนซึ่งเป็นลูกคนที่สามของแม่มีอายุ ๔ ขวบ น้องชายคนติดกันอายุ ๒ ขวบ น้องชายคนเล็กสุดอายุ ๒๐ วัน พี่สาวคนติดกันอายุ ๖ ขวบ และพี่สาวคนโตอายุ ๑๓ ปี ในช่วงที่เรียนชั้นประถมฯ ต้น ผู้เขียนเป็นลูกคนเดียวที่ตามแม่ไปเก็บเห็ด-หาหน่อไม้ในป่า ไปไต้เขียดไต้ปลาในตอนกลางคืน และขุดหาปู-กบในเวลากลางวัน ฯลฯ เพื่อนำไปทำอาหาร บางวันหาอะไรไม่ได้ต้องต้มหัวหอมแดงจิ้มน้ำพริกเป็นอาหาร ตอนที่เข้าไปเรียนชั้นประถมฯ ปลายในเมือง ผู้เขียนกับพี่สาวคนติดกันก็ต้องออกไปช้อนกุ้ง ขุดหอยขม ขุดหน่อไม้-เก็บเห็ดไปทำอาหารเช้า - เย็นเป็นประจำ (แกงหน่อไม้ใส่หม้อดินแต่ละครั้ง กินยาวไปเป็นอาทิตย์) มื้อเที่ยงที่โรงเรียนคือข้าวเหนียวในกระติบข้าวใบโต ที่ผู้เขียนสะพายเดินไปโรงเรียนแบบไม่อายใคร และซื้อส้มตำในราคาสามสลึงเป็นกับข้าว กินกันสามคนพี่น้อง (รวมพี่สาวคนโตซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนเงินเดือน ๑๕๐ บาท) ผู้เขียนมีโอกาสไปทัศนศึกษาครั้งแรก ก็ตอนที่จะเรียนจบปริญญาตรี คือไปปีนภูกระดึง จ.เลย กับเพื่อนๆ วิชาเอกภาษาอังกฤษด้วยกัน

        

        

ลูกๆ ของผู้เขียน มีสภาพชีวิตที่แตกต่างจากแม่มาก เพราะเป็นเด็กในเมือง เกิดเป็นลูกของอาจารย์วิทยาลัยครู ที่บรรจุเข้ารับราชการหลังจบปริญญาโท แม้จะเงินเดือนไม่มากนัก แต่ด้วยการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ก็ทำให้ลูกๆ มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร แม้พ่อของลูกจะจากไปตอนลูก (สาว) คนโตอายุ ๕ ขวบ ลูก (ชาย) คนเล็กอายุ ๓ ขวบ ๘ เดือน แต่ประสบการณ์และทักษะชีวิตที่ได้รับจากการเป็นลูกกำพร้าในวัยใกล้เคียงกับลูก การได้รับแบบอย่างที่ดีจากแม่ในการเลี้ยงลูกกำพร้า และการได้ร่ำเรียนมาทางจิตวิทยาและการแนะแนว ก็ทำให้ผู้เขียนมีความแข็งแกร่ง และมีความพร้อมในการดูแลให้ลูกๆ เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี นับเป็นโชคดีที่ลูกทั้งสองเป็นเด็กดีและเรียนดี ได้ผลการเรียน “๔” ทุกวิชา ตลอดหลักสูตรประถมศึกษา (ลูกสาวเป็นตัวแทนของโรงเรียน ในการไปแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการเป็นประจำ และได้รับรางวัลชนะเลิศทุกครั้ง) และในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงตอนปลายที่เรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด ทั้งคู่ก็มีผลการเรียนในระดับดีเยี่ยมตลอดหลักสูตร (ผลการเรียนทุกชั้นได้ ๓.๘ ขึ้นไป) ลูกชายสอบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ ขณะเรียน ม.๕ (สอบเทียบม.ปลายจาก กศน.) ในขณะที่พี่สาวสอบได้ในปีและสถาบันเดียวกัน ตามโครงการช้างเผือกสาขาวิศวกรรมโยธาที่รับ ๑๐ คนจากทั่วประเทศ (เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สอบได้ แต่เรียนแค่ ๓ เดือน แล้วลาออกไปเรียนสาขาแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

เมื่อลูกตั้มโตขึ้น มีอาชีพมีรายได้ และมีน้ำใจพาแม่เที่ยว แม่ก็มีความสุขใจ…เป็นความสุขจากการที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดลูกทั้งสอง…มากกว่าความสุขที่ได้รับจากการท่องเที่ยวโดยตรง การเที่ยวเกาะกูดในเดือนพฤษภาคม เป็นการเที่ยวในเดือนที่เป็นวันคล้ายวันเกิดของลูกตั้ม ส่วนการเที่ยวเกาะสมุยเป็นการพาแม่เที่ยวในโอกาสเดือนมหามงคล "เดือนแม่แห่งชาติ" ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ผู้เขียนเดินทางจากอุบลฯ ด้วยเที่ยวบินเวลา ๑๙.๕๐ น. เมื่อไปถึงที่พักของลูกสาว (ลูกเอ๋ : นางสาวปราณสลิล [อ่านว่า "ปฺราน-สะ-ลิน" แปลว่า "น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต"] แพงศรี) เวลาใกล้สี่ทุ่ม เธอได้มอบบัตรอวยพรทำเองและเข็มกลัดให้เป็นของขวัญวันแม่ ทำให้ผู้เขียนหวนนึกถึงตอนที่เธอเรียนชั้น ป.๕ น้องเรียนชั้น ป.๔ ที่ทั้งสองแอบปักผ้า "Cross-stitch" ในห้องหนังสือ เพื่อมอบให้เป็นของขวัญวันแม่ ซึ่งเมื่อผู้เขียนลงจากชั้นสองของบ้านไปดูลูกๆ เพราะไม่เห็นใครขึ้นนอน ก็ไปพบลูกชายกำลังปักผ้าอยู่ในห้องหนังสือในเวลาจวนเที่ยงคืน พอสอบถามลูกเอ๋ก็บอกว่า น้องช่วยปักเพื่อให้เสร็จทันเวลาส่งครู (ที่พูดปดเพราะต้องการ "Surprise" แม่ ตอนได้รับของขวัญ ซึ่งเป็นการพูดปดที่แม่ดุไม่ลง เพราะความซาบซึ้งใจในสิ่งที่ลูกๆ ทำเพื่อมอบให้แม่)

       

         

นอกจากได้รับความสุขส่วนตัวจากการท่องเที่ยวแล้ว ผู้เขียนยังรู้สึกพึงพอใจที่ได้มีส่วนเล็กๆ ในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะ “แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ (The National Tourism Development Plan [2012-2016])” ได้กล่าวไว้ในความนำ ที่สรุปความตอนหนึ่งได้ว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวสูง มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย และการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เป็นอย่างมาก และยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการคมนาคมขนส่ง รวมไปถึงการค้าและการลงทุน อนึ่ง ข้อมูลจาก THAIPUBLICA ชี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศค.)  ได้ประกาศ “ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส ๒/๒๕๕๖” เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ ว่า ขยายตัวเพียง ๒.๘ % ชะลอลงจาก ๕.๔ % ในไตรมาสก่อนหน้า โดยชะลอตัวลงทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การบริโภค การส่งออก และการนำเข้า มีเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในเอเชีย ทำให้กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬาปรับเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยทั้งปีนี้ จาก ๒๐ ล้านคน เป็น ๒๖ ล้านคน โดยไตรมาส ๒/๒๕๕๖ รัฐมีรายรับจากการท่องเที่ยว ๒.๗๘ แสนล้านบาท (http://thaipublica.org/2013/08/nesdb-gdp-q2-2013/)...สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้ขยายตัวและเกิดความยั่งยืน เพื่อเร่งรัดและสร้างศักยภาพ ในการหารายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีความพร้อมทั้งด้านคุณภาพการแข่งขัน และให้เกิดการสร้างรายได้และกระจายรายได้ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

        

คืนวันที่ ๑๙ สิงหาคม ผู้เขียนและลูกสาวได้นอนกันไม่ถึงสองชั่วโมง ตื่นกันก่อนตีสามเพื่อเตรียมตัวนั่งแท็กซี่ไปยังที่พักลูกชายในเวลาตีสี่ แล้วลูกชายก็ขับรถพาทุกคนไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง เครื่องออกเวลาเจ็ดนาฬิกา ถึงสนามบินสุราษฎร์ธานีที่ตั้งอยู่ที่ อ.พุนพินเวลาประมาณ ๐๘.๑๐ น. (๑) แล้วติดต่อเช่ารถ (๒) ได้แล้วขับรถไปที่ท่าเรือเฟอร์รี่ (๓) ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอดอนสัก ข้อมูลท่องเที่ยวบอกว่า ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไปยังท่าเรือประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่คณะของผู้เขียนแวะรับประทานอาหารเช้าระหว่างทาง (๔) อาหารที่ถูกปากทุกคนคือแกงส้มปลากระบอก ผักใบที่ได้รับเป็นของแถม มีกลิ่นฉุนรสชาติเฝื่อน แม่ค้าบอกว่าชื่อ "ผักหมุย" ไปถึงท่าเรือเวลาประมาณ ๑๑.๑๕ น. แล้วขับรถไปเข้าคิวซื้อตั๋วโดยสารเรือ (๕) ค่าตั๋วโดยสารของรถและคนขับ ๔๗๐ บาท คนโดยสารคนละ ๑๕๐ บาท ได้เรือที่ออกรอบเที่ยงพอดี (มีเรือออกทุกชั่วโมงจาก ๐๖.๐๐ - ๑๙.๐๐ น.) แล้วลูกตั้มก็ขับรถไปลงเรือโดยที่สัมภาระต่างๆ ก็เก็บไว้ในรถ ส่วนผู้เขียน ลูกเอ๋ และนุกนิกเดินตามทางเดินไปลงเรือโดยใช้บัตรสอดแบบเดียวกับการโดยสารรถ BTS (Bangkok Train System) ที่กทม. เรือบรรทุกได้ ๓๘๐ คน มีที่นั่งส่วนหน้า (๑) ส่วนกลาง (๒) และส่วนท้ายของลำเรือ (๓) คณะของผู้เขียนนั่งที่นั่งส่วนกลางลำเรือ ซึ่งกว้างขวางที่สุด มี TV ให้ดู ๒ เครื่อง มีมุมขายเครื่องดื่มและของขบเคี้ยว มีห้องให้บริการสปา และห้องน้ำที่เวลาเดินผ่านจะได้กลิ่นหอมกรุ่น แต่ผู้เขียนไม่ได้ใช้บริการ เพราะมีนิสัยที่จะไม่ใช้ห้องน้ำสาธารณะ ยกเว้นทนไม่ไหวจริงๆ 

                               แผนที่เกาะสมุย แสดงสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

                   (สถานที่ ที่ทำเครื่องหมายดาวแดงไว้ คือที่ๆ ผู้เขียนและลูกๆ ได้ไปสัมผัส)

              

        

                         ภาพปรียบเทียบการเดินทางไป "เกาะสมุย" กับการเดินทางไป "เกาะกูด"

การเดินทางไปเกาะสมุย มีเรือบริการที่ทันสมัย สะอาด และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย มากกว่าการเดินทางไปเกาะกูด และเกาะช้าง ในจังหวัดตราด การที่สามารถนำรถลงเรือได้ทำให้ได้รับความสะดวกไม่ต้องหอบหิ้วกระเป๋าขึ้นลงหลายรอบ และมีรถไว้สำหรับเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะตามความต้องการ ซึ่งถ้าไม่สามารถนำรถลงเรือได้ ต้องใช้บริการรถสาธารณะบนเกาะ จะไม่ได้รับความสะดวกสบายเช่นนั้น (ที่เกาะกูดนำรถลงเรือได้ แต่เป็นเรือที่เก่า ไม่ทันสมัย ไม่สะอาด และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพอย่างเรือเฟอร์รี่ที่เกาะสมุย)   

        

        

ตามข้อมูลการท่องเที่ยวระบุว่า การเดินทางจากท่าเรือดอนสักถึงเกาะสมุยจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เที่ยวที่คณะของเราเดินทางนั้น เรือออกจริงเวลา ๑๒.๑๒ น. ขณะเรือกำลังจะเข้าเทียบฝั่งในเวลาใกล้บ่ายสอง คณะของพวกเราได้ลงไปขึ้นรถที่ใต้ท้องเรือ แล้วลูกตั้มก็ขับรถขึ้นจากเรือแล้วขับไปตามถนนวงแหวนรอบเกาะ ไปแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน "เสบียงเล" ริม "หาดละไม" ซึ่งเป็นหาดที่มีชื่อเสียงและสวยงามเป็นที่สองรองลงมาจาก "หาดเฉวง" ที่ยาวที่สุดในเกาะสมุย จากโต๊ะอาหารสามารถมองเห็นโขดหินสวยงามและน้ำทะเลใสได้อย่างใกล้ชิด แต่มีสิ่งที่ทำให้เสียความรู้สึกคือ พบว่ามีทางระบายน้ำเสียจากร้านลงไปในทะเล (มีนักท่องเที่ยวเดินไปถ่ายรูปทางระบายน้ำดังกล่าวด้วย) เมื่อกวาดตาดูแล้วพบว่า ลูกค้าในร้านทุกโต๊ะเป็นชาวตะวันตก ด้วยความหิว น้องตั้มสั่งอาหารถึง ๕ อย่าง ซึ่งอาหารถึงโต๊ะเร็วมากกอปร์กับความหิวทำให้ทุกคนลงมือทำลายหลักฐานอย่างรวดเร็ว ชนิดถ่ายภาพไม่ทัน แต่รสชาติสู้ร้านชาวบ้านที่ทานมื้อเช้าไม่ได้ (ผู้เขียนให้คะแนนแค่ ๓ จาก ๕) แต่ความหิวทำให้ทุกคนต้องเติมข้าว ส่วนสนนราคาแพงกว่าร้านที่ทานมือเช้าประมาณสามเท่า ...พนักงานบริการที่ผู้เขียนได้พูดคุยด้วยเป็นชาวชัยภูมิ...ไม่ว่าจะไปที่ไหน ต้องได้พบคนบ้านเดียวกัน (ชาวอีสาน) ทุกแห่งหน 

       

 

หลังอาหารเที่ยง ลูกตั้มก็พาคณะเดินทางต่อไปยังที่พัก ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลมะเร็ต หนึ่งในเจ็ดตำบลของเกาะสมุย อยู่ตรงปลายแหลมพอดี...มีพนักงานบริการดูแลอำนวยความสะดวกเวลาจอดรถ ๓ คน และมีพนักงานช่วยหิ้วกระเป๋าและนำส่งถึงห้องพัก ในช่วงเช็คอินก็ได้รับความสะดวกดี เพราะลูกตั้มติดต่อห้องพักและชำระเงินล่วงหน้านานหลายเดือนแล้ว ลูกๆ ให้แม่ทำหน้าที่กรอกแบบฟอร์ม Check In (ที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด) และพนักงานจะขอบัตรประจำตัวประชาชนของทุกคนไปลงหลักฐาน ที่ชอบใจก็คือรสชาติของน้ำดื่มอุ่นๆ (เสียอย่างเดียวถ้วยเล็กมาก...ดังภาพ) ที่พอจิบก็ได้กลิ่นตะไคร้และรสเปรี้ยวของมะนาว ลูกตั้มบอกว่ามีส่วนประกอบคือ ตะไคร้ น้ำผึ้งและมะนาว ซึ่งเมื่อได้อ่านจากเอกสารในห้องพัก ก็พบว่า ตรงตามที่น้องตั้มบอก (กลับไปฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ จะนำสูตรนี้ไปทำบ้าง)

 

        

        

        

พอถึงห้องพัก ผู้เขียนได้ออกไปถ่ายภาพวิวจากระเบียงหลังห้อง แล้วสองแม่ลูกก็อาบน้ำและนอนพักผ่อนชดเชยคืนก่อนที่ได้นอนกันไม่ถึงสองชั่วโมง โดยไม่ได้ออกไปข้างนอกอีกเลย มีลูกตั้มกับนุกนิกที่ออกไปในช่วงเย็น อาหารเย็นสองแม่ลูกก็ไม่ออกไปทานเพราะยังอิ่มจากมื้อกลางวัน แต่ก็ไม่ลืมบอกให้ลูกตั้มซื้ออาหารจานด่วนให้ ๒ ห่อเผื่อหิว...แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ลุกขึ้นทานมื้อเย็น...เมื่อลุกจากที่นอนตอนเช้ามืด พบร่องรอยว่า ส่วนของลูกสาวหายไป... 

 

    

ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามาอ่าน ให้ดอกไม้ และแสดงความเห็น หวังว่าท่านจะติดตามเที่ยวเกาะสมุยในตอนที่สอง นะคะ