20 สิงหาคม 2556 วันนี้ ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม(อ.ต๋อย) และ พวกเราทีมขับเคลื่อน PLC พี่ยาว,พี่โอ๊ค และผม(อาร์ม) ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านหินลาด ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม เพื่อ.. เรียนรู้และถอดบทเรียนการ "พัฒนานักเรียนให้อ่านออกเขียนได้" ของ ครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ

*ต้องบอกก่อนว่า .. ก่อนเดินทางผมเคยได้ยินเรื่องราว ครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ มาคร่าวๆ .. จากการที่ อ.ต๋อย พูดถึงครูท่านนี้อยู่บ่อยๆ และ การอ่านBlog -gotoknow ที่ อ.ต๋อย เขียนถึงท่าน ..(ดู ประสบการณ์ที่สัมฤทธิ์ผลเชิงประจักษ์ ของครู ศิริลักษณ์ ชมภูคำ ตามที่ อ.ต๋อย ถอดบทเรียนครูศิริลักษณ์ ได้ที่นี่ครับ .. ตอนที่อ่านก็ไม่ได้คิดอะไรมาก .. เพราะผมคิดว่ามันอยู่ไกลตัวผมเกินไป(แต่ก็อ่านอยู่หลายรอบ) และ วันนี้ผมได้มีโอกาสเจอครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ ตัวเป็นๆแล้วครับ..

เรา 3 คน(พี่ยาว , พี่โอ๊ค , อาร์ม) .. เดินทางล่วงหน้าไปก่อน อ.ต๋อยครับ .. ถึงประมาณเวลา 13.35 โดยประมาณ .. เพราะท่านติดภาระประชุม ก่อนที่ท่านจะเดินทางมาสมทบตอน บ่าย 2 โมงเศษ ครับ ..
* เข้าเรื่องเลยแล้วกัน .. ตามมารยาทครับ เจอกันครั้งแรกก็ต้องแนะนำตัวกันเป็นทางการ(แบบคร่าวๆ) และ ต่อจากบรรทัดนี้ ผมขอเรียก ครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ ว่า "แม่ตุ๋ม" ตามที่ท่านแนะนำชื่อเล่น และลูกๆนักเรียนก็เรียกว่าอย่างนั้น ..
"แม่ตุ๋ม" .. เรียนจบวิทยาลัยเทคนิกมหาสารคามครับ ก่อนที่จะเรียนจบปริญญาตรี ในคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม .. ไปไงมาไง ไม่ทราบครับ .. ท่านกลายมาเป็นครู และ ท่านก็เป็นครูมานานเกินครึ่งค่อนชีวิตของท่านแล้วครับ .. ปัจจุบันท่านเป็นชำนาญการพิเศษ สอนวิชาภาษาไทย ในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านหินลาด เคยได้รับรางวัลครูสอนดีของจังหวัดมหาสารคาม และ รางวัลอื่นๆอีกมากมาย
*แต่..นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดถึงกันครับ .. มาดูสิ่งที่แม่ตุ๋ม ทำกันดีกว่าครับ ..
สิ่งที่ "แม่ตุ๋ม" ทำ"เพื่อศิษย์"

* เชื่อว่า ทุกโรงเรียนมีปัญหา "เรื่องเด็กอ่อน อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พัฒนาการช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่น" หรือ "เด็กพิเศษ" หากโรงเรียนไหนไม่มี เด็กแบบนี้อยู่ในโรงเรียนเลย ผมว่า "Fake" ข้อมูลกันแน่นอนครับ หรือไม่ก็โรงเรียนนั้นเป็นโรงเรียนที่สุดยอดมากครับ เพราะมีแต่เด็กเก่ง คงผ่าน O-Net , A-Net และ การประเมินกันแล้วแน่นอน ฮ่าๆๆ ..
"แม่ตุ๋ม" ท่านได้เล่าถึง "กระบวนการ" การจัดการเรียนการเรียนการสอน และ ออกแบบกิจกรรมการเรียน เพื่อใช้พัฒนาเด็กพิเศษในโรงเรียน ของท่านให้เราฟังครับ .. ซึ่งโครงการที่ทำต่อเนื่องไปตลอดทั้งเทอม ทั้งปี และทำมาหลายปีแล้ว ..
เริ่มจาก .. การเตรียมเด็กจิตอาสา ซึ่ง เป็นเด็กที่่อ่านออกเขียนได้อยู่แล้วมาช่วยงาน ด้วยการรับสมัคร ตามความสมัครใจของเด็กเอง จะไม่มีการบังคับ โดยจะใช้เวลาพักกลางวัน ของทุกๆวัน ในการสอนให้กับเด็กพิเศษ ที่เรียนไม่ทันเพื่อน ทั้งนี้ก็เพื่อ ไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนปกติ แม่ตุ๋มท่านได้ออกแบบการเรียนรู้ ไว้ 6 ขั้นตอน (สามารถอ่านเตาม Blog-gotoknow ที่ท่านเขียน link นี้เลยครับ..กระบวนการ 6 ขั้น เพื่อให้เด็กอ่านออก เขียนได้
แรงบัลดาลใจของ "แม่ตุ๋ม" ?
อะไร คือแรงบัลดาลใจ ? เราถามท่านไปเช่นนั้น ท่านก็บอกกับเราว่า .. "ชีวิตนี้มีพอแล้ว" ตำแหน่งชำนาญการก็ได้แล้ว บ้านก็มีแล้ว รถก้มีแล้ว ที่ดินที่ใช้ทำเกษตร ยามหมดอายุราชการก็มีแล้ว ครอบครัวก็อบอุ่น .. พอเห็นเด็กพิเศษกลุ่มนี้ อยากช่วยให้เขาอ่านออกเขียนได้ อยากหยิบยื่นโอกาสให้กับเขาบ้าง เผื่อมันจะช่วยให้เขามีอนาคตที่ดี มีโอกาสที่ดีในวันข้างหน้า เพราะตัวท่านเองก็เป็นลูกชาวนา เคยลำบากมาก่อน และการได้เห็นเด็กเหล่านี้สามารถ อ่านออก เขียนได้ มันเป็นกำลังใจ ที่ทำให้มีความสุข ..
* "ผมเจอคนที่ให้คำตอบผมได้แล้วครับ" .. สิ่งที่มันติดอยู่ในหัวผมมานาน คือ ผมสงสัยว่า..
- ครูอยู่กับปัญหา
- ครูเห็นปัญหา
- ครูรู้ปัญหา
แต่.. ทำไม ครูไม่แก้ปัญหา หรือ ลงมือทำ ?
* แม่ตุ๋ม ไม่ได้จบครูโดยตรง..ทำไมท่านถึงสามารถสอนให้เด็กอ่อน หรือเด็กพิเศษเหล่านี้ สามารถอ่านออกเขียนได้ เรียนร่วมกับเพื่อน เรียนทันเพื่อนได้หล่ะครับ ?
*ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ .. แม่ตุ๋ม "เรียนรู้มัน" "ทำมัน" "รักมัน" .. จากการปฏิบัติ โดยเอาประสบการณ์ในการสอนของท่าน .. มาลงมือทำ เพื่อให้เกิดผลการพัฒนาขึ้นจริงๆกับตัวเด็ก .. พอเห็นเด็กพิเศษกลุ่มนี้สามารถ อ่านออก - เขียนได้ ท่านจึงมีความสุข เพราะสิ่งที่ท่านทำ มาจากฐานใจ ทำด้วยใจล้วนๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "ความเป็นครูโดยจิตวิญญาณ" ของตัวท่าน
ทำอย่างไร ให้เด็กพิเศษอยากเรียนหนังสือ ?
เราถามท่านต่อ และท่านก็บอกว่า .. เด็กนักเรียนกลุ่มพิเศษกลุ่มนี้ จะต้องใช้วิธีดูและที่เป็นพิเศษมากว่า เขามีปัญหาด้านอารมณ์ และปัญหาด้านการเรียน ครูจะต้องดูแลอารมณ์ให้เขาสบายใจ ผ่อนคลายความคิด แล้วทักษะการเรียนก็จะเกิดตามมา เขาจะให้ความร่วมมือ ตั้งใจทำกิจกรรมและรู้สึกว่าปัญหาของตัวเขาสามารถแก้ไขได้ โดยมีครูและเพื่อนจิตอาสาคอยดูแลและคอยช่วยเหลืออย่างเข้าใจธรรมชาติของเขา ให้เวลา ให้โอกาสเขาในการพัฒนา มีรอยยิ้มส่งให้ มีการแสดงออกที่เป็นมิตร ในที่สุดเขาก็จะสามารถเรียนไปพร้อมๆรุ่นเดียวกันได้อย่างมีความมั่นใจ ..
ดังนั้น .. สิ่งที่ท่านบอกมา มันเป็นเรื่องของใจ และแรงแรงบัลดาลใจอีกเช่นกันครับ คือ ครูต้องสร้างแรงบัลดาลใจให้เด็ก ทำให้เด็กมีความอยาก คือ อยากเรียน อยากรู้ อยากแสดงออก และ อยากพัฒนาตนเอง ..

แม่ตุ๋มบอกต่ออีกว่า .. "ความรัก" คือ "พลังที่มหัสจรรย์" ครูต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ดุเขา ชื่นชมเขาเวลาเขาทำดี อย่าทำให้เขากลัวที่จะเข้าหาเรา ค่อยๆบอก ค่อยๆสอน ให้กำลังใจเขา..
** พอเขารักเรา เขาก็กล้าที่จะเข้าหาเรา เขาก็จะกล้าแสดงออก แล้วเราก็จะสามารถเริ่มกระบวนการเรียนรู้ "กระบวน 6 ขั้น ที่ทำให้อ่านออก - เขียนได้"
ลูกๆนักเรียนของแม่ตุ๋ม
เราเดินไปดูเด็กนักเรียนลูกๆแม่ตุ๋ม .. ซึ่งน้องๆนั่งรอเราอยู่แล้วครับ .. โดยน้องๆจะนั่งจับกันคู่ในโต๊ะเดียวกัน .. ระหว่างเด็ก"จิตอาสา" กับ "เด็กพิเศษ" ซึ่งเป็นการดูแลกันและกันเป็นรายบุคคล ..
* พูดคุยกับ "เด็กจิตอาสา" น้องน้ำตาล นักเรียนชั้น ม.1 เข้าร่วมโรงการนี้ตั้งแต่ อยู่ ป.4 (ลืมบอกไปครับ โรงเรียนบ้นหินลาด เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่ อนุบาล 1 - มัธยมศึกษาปี่ที่ 3) ..
อ.ต๋อย : ทำไม ถึงสมัคร มาเป็นเด็ก"จิตอาสา" ในโครงการนี้ ทำแล้วได้อะไร ?
น้องน้ำตาล : ได้ช่วยเหลือคุณครู , ช่วยเหลือเพื่อนๆ และ ยังได้ทบทวนบทเรียนของตัวเองด้วย ค่ะ

จากสิ่งที่น้องน้ำตาลบอกมา ... มันทำให้เห็นถึงกระบวนการการทำงานกันเป็นทีมครับ ที่ครู สร้างเด็กแกนนำขึ้นมาเพื่อให้ช่วยเหลือเพื่อน .. ซึ่งเด็กที่มาก็เป็นเด็กที่อาสา มาทำ มาช่วยเหลือเพื่อน ช่วยเหลือครู ด้วยตัวของเขา และดใจของเขาเอง ไม่ได้ไปบังคับ และ มันทำให้เกิดการเรียนรู้พัฒนาร่วมกันขึ้น win win กันทุกฝ่าย .. เด็กพิเศษก็อ่านหนังสือได้ - เขียนหนังสือได้ , เด็กจิตอาสาก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากใบงาน ได้นำความรู้ที่มีมาใช้ และยังเป็นการทบทวนความรู้ของตัวเอง..
*พูดคุยกับ "เด็กพิเศษ"

"เด็กชาย ก.ไก่ป่วย" (น้องปุ๊).. แม่ตุ๋มเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเด็กคนนี้ให้ฟังก่อนที่จะมาเจอน้องว่า .. มีเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีวุฒิทางอารมณ์ วันหนึ่งน้องอารมณ์ไม่ดี เขียนหนังสือไม่สวย ขี้เหร่ .. ท่านเลยถามน้องว่า ทำไมตัวหนังสือเป็นแบบนี้หล่ะลูก ? น้องปุ๊ตอบท่านทันทีว่า .. มันป่วยครับ .. ฮ่าๆๆๆ ครูหลายๆคนอาจบอกว่า ไอ้เด็กนี่มันกวนกวน โมโหแล้วลงโทษเด็ก .. แต่แม่ตุ๋มบอกน้องปุ๊ว่า .. ไม่เป็นไร วันหลังเอาใหม่ เขียนให้มันสวยกว่านี้น่ะลูก .. วันถัดมาแม่ตุ้มสังเกตุเห็นว่าน้องปุ๊อารมณ์ดี แล้วน้องก็เอางานที่ให้เขียนมาส่งอีก น้องทำได้ดีขึ้น ท่านจึงถามว่า .. ทำไมตัวหนังสือดีขึ้น สวยขึ้นกว่าเมื่อวานหล่ะครับน้องปุ๊ ? .. น้องปุ๊บอกกับแม่ตุ๋มว่า .. มันหายป่วยแล้วครับ ฮ่าๆๆ
*นี่แหล่ะครับคือสิ่งที่แม่ตุ๋ม บอกไว้ในตอนแรก .. "ครูต้องทำให้เด็กรัก" แล้วมันจะกลายเป็น "พลังที่มหัสจรรย์" .. อย่าทำให้เขากลัว เพราะถ้าเขากลัวเขาจะถอยห่างออกจากเราไปเรื่อยๆ มันจะทำให้เขาไม่กล้าแสดงออก การพัฒนามันก็จะไม่เกิด ..
ผลงานของน้องปุ๊ เด็กชาย ก.ไก่ป่วย ลูกชายของแม่ตุ๋ม

ผมเปิดดูแฟ้มสะสมงาน ของน้องปุ๊ .. ที่แม่ตุ๋ม ให้ "ฝึกเขียนซ้ำ" "อ่านซ้ำ" "ทำซ้ำ" ตามลำดับขั้น "การพัฒนา 6 ขั้น เพื่อพัฒนาให้เด็กสามารถอ่านออก-เขียนได้" ผมสนใจชิ้นงานหนึ่งของน้องปุ๊ สำหรับผมมันน่าสนใจมาก .. คำสั่งของใบงานบอกว่า .. "ให้นักเรียนดูภาพ แล้วให้แต่งเรื่องจากภาพพร้อมกับตั้งชื่อเรื่อง" เราให้ "น้องปุ๊" อ่านในสิ่ง ที่เขาเขียนให้พวกเราฟัง .. อาจจะอ่านได้ไม่คล่องแคล่ว แต่น้องก็สามรถอ่านได้
*จากการที่ลงพื้นที่ ผมเคยได้ยิน ได้ฟัง เกี่ยวกับปัญหาเด็กอ่อน เรียนไม่ทันเพราะว่า เ็ด็กมัน "โง่" ครูบางคนบอกว่า มันโง่ โดยกรรมพันธุ์ บางคนก็บอกว่าที่บ้านเขาไม่สนใจ ดูแล ฯลฯ
ผมอ่านงานของ "น้องปุ๊" เด็กชาย ก.ไก่ป่วย เป็นที่ยืนยันแล้วครับว่า นักเรียนกลุ่มพิเศษ "ไม่ได้โง่" เพราะถ้าโง่ คงไม่สามารถ มีจินตนาการเขียนเล่าเรื่องแบบนี้ได้แน่ๆ .. คงต้องถามย้อนกับไปที่ตัวครูแล้วหล่ะครับ ว่าครูมีวิธีการสอนกลุ่มเด็กพิเศษยังไง ? เอาใจใส่เขามากน้อยแค่ไหน ? ให้ "ความรักเขา" เหมือนกับ แม่ตุ๋ม หรือไม่อย่างไร ? หรือว่า "ที่เป็นครู" "เป็นแค่ครูตามหน้าที่" (เป็นครูมานานแล้ว มีทุกอย่างแล้ว แล้วรอเกษียณอายุราชการ อย่างนั้นหรอ ?)
แม่พระ แห่งโรงเรียนบ้านหินลาด
ภาพนี้ เป็นภาพกิจกรรม ที่ อ.ต๋อย เล่นเกมส์ใบ้คำ กับ เด็กๆครับ โดยตั้งคำถามให้ แล้วให้เด็กพิเศษเป็นคนใบ้คำด้วยท่าทาง แล้วให้เด็กจิตอาสา เป็นคนตอบ .. เด็กๆก็สนุกสนานกันใหญ่ครับ เด็กๆทุกคนกล้าแสดงออก และ มีจิตนาการ ทั้งท่าทางใบ้คำ และ การตอบ ครับ .. เห็นแวว และมองเข้าไปในแววตาลึกๆของเขาแล้วมีความสุขครับ
*อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้เห็นครับ คืออุปกรณ์การเรียน เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ พัดลม เครื่องปริ้น ฯลฯ เป็นเงินส่วนตัวของแม่ตุ๋ม ท่านได้รับรางวัลจากการเป็นครูสอนดีของจังหวัดมหาสารคาม ได้จึงทำเอาเงินตรงนี้แปรเป็นอุปกรณ์เหล่านนี้ บางส่วนก็เอามาตั้งเป็นเงินรางวัลให้กับเด้กๆ เพื่อเป็นการเสริมแรงใจ ให้เด็กๆได้มีความกระตือ รือร้น ที่จะเรียนรู้เพิ่มขึ้น .. นี่แหล่ะครับ สิ่งที่ท่านบอกว่า "ชีวิตนี้มีพอแล้ว" ถึงจะมีไม่มาก แต่ท่านมีพอ พอที่จะช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ แล้วก็ไม่ได้ทำให้ตัวท่านเดือดร้อน
ความสุขของแมุ่ตุ๋ม
"เด็กมีความสุข ครูก็มีความสุข".. คนดูอย่างพวกผม ที่ไปเยี่ยม ได้เห็น ได้ไปเรียนรู้จากท่าน ยังมีความสุขไปกับสิ่งที่แม่ตุ๋มทำเลยครับ
- ทำอย่างไรน้อ จะมีคนแบบแม่ตุ๋มเยอะๆ ?
- ทำอย่างไรน้อจะนำเอาสิ่งที่แม่ตุ๋มทำ ไปใช้กับโรงเรียนอื่นๆได้ ?

.jpg?1377078556)

"เพื่อการศึกษา และ แด่ครูเพื่อศิษย์"
"Paladin"
21 ส.ค.2556
ดีจังเลยครับ
มาเชียร์ทีมงานทั้งหมดครับ
หากครูผู้ที่รู้ปัญหาของเด็กดีที่สุดและพร้อมที่จะทุ่มเทพลังที่มีอยู่เพื่อช่วยให้เขาได้เรียนรู้ให้ได้มากที่สุด นั่นคื่อครูดีในดวงใจและเป็นครูเพื่อศิษย์จริง ๆ
การทำงานมีระบบน่าชื่นชม..
อ่านบันทึกนี้แล้ว มีความสุขมากครับ .... ไม่ใช่มีความสุขเพราะมีรูปตนเองเยอะหลายรูป (จริงๆ ไม่อยากให้มี...รู้สึกเหมือนจะเป็นนักการเมือง...ฮา) ...แต่มีความสุขเพราะความรู้สึกขณะไปเยี่ยมเด็กๆ วันนั้นมันผุดขึ้นมาอีกรอบ ขอบคุณครูตุ๋มอีกครั้งครับ ... ขอบคุณน้องอาร์ม เป็นบันทึกแรกที่น่าทึงทีเดียวครับ
ได้ยินกระบวนการที่ครูตุ๋มใช้มาระยะหนึ่งตามที่ได้ร่วมงานกันนะคะ ...วันนี้ขอบคุณน้องอาร์มที่เก็บบันทึกนี้มาฝาก
ชื่มชมแม่พระแห่งโรงเรียนบ้านหินลาดคะ
เห็นรอยยิ้มแม่ตุ๋ม แล้วมีความสุข
แม่ตุ๋ม คือแม่คนที่2ของหนูเลยค่ะ ดีใจที่สุดเลยที่ได้เป็นลูกศิษย์ของคุณครูท่านนี้ ^^