คุณครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ เขียนจดหมายถึงผมครั้งก่อนที่สะท้อน ความเห็น ความประทับใจ และภูมิใจ ในความเป็นครูสอนดีไว้ที่นี่ และผมเองได้เขียนบันทึกจากการฟังประสบการณ์ของท่านไว้ที่นี่ ครับ วันนี้วันปีใหม่ ผมขออนุญาตนำ จดหมายฉบับล่าสุด ที่ท่านเขียนถึงผม มาบันทึกไว้ ให้ทุกท่านได้เข้าใจในรายละเอียดของ กระบวนการพัฒนานักเรียน 6 ขั้น ที่มีผลสำเร็จยืนยัน
ถอดบทเรียนในชั้นเรียนของครูตุ๋ม
เรื่องระบบการดูแลนักเรียนเรียนร่วม
ห้องเรียนของครูจะต้องเป็นห้องเรียนที่มีความสุข มีคุณครูที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีสายตาที่อ่อนโยน มองเด็กที่อยู่ตรงหน้าเหมือนลูกคนหนึ่งที่ครูจะต้องดูแลเขาด้วยความรู้สึกที่เต็มใจ ไม่ว่าเขาจะมีความบกพร่องอะไร จะมากน้อยแค่ไหนครูจะต้องมองข้ามสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ครูจะต้องคิดและลงมือทำอย่างประณีต ด้วยความรักเป็นต้นทุนในการที่จะดูแลแก้ไขเขา ให้ผ่านพ้นความบกพร่องนั้นไปให้ได้ ด้วยเวลาที่สั้นที่สุด ครูคนเดียวคงไม่สามารถเนรมิตให้สำเร็จได้ ครูจะต้องมีผู้ช่วยที่เป็นสมาชิกในห้องเรียนทุกคนคือคนสำคัญเท่ากันหมด นักเรียนที่เรียนดีจะต้องคอยดูแล ช่วยเหลือ นักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการเรียน ให้เขาได้เรียนรู้ในห้องเรียนไปพร้อมๆกับเรา ครูและนักเรียนที่เรียนดีจะต้องจับมือประสานใจช่วยเหลือนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการเรียน ให้เขาได้พัฒนาตนองได้ตามศักยภาพของเขาเราจะต้องไม้ทอดทิ้งเขาให้โดดเดี่ยว ห้องเรียนของเราจะเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันมีปัญหาเราร่วมกันแก้ไข มีรอยยิ้มมีเสียงหัวเราะร่วมกัน
นักเรียนเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาหว่านลงบนพื้นดิน ถ้าหากว่าพื้นดินที่หว่านลงไป ได้รับการเตรียมดินไว้อย่างเหมาะสมแล้วเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ย่อมเจริญเติบโตและงอกงามได้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ คำว่าพื้นดินที่เตรียมไว้ดีเหมาะสมแล้วคือ การเตรียมจัดบรรยากาศในการเรียนกระบวนการ วิธีการที่เอื้อต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่วางไว้ เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่จะนำพานักเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การเดินทางย่อมมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง เพราะแต่ละปีกลุ่มนักเรียนมีความหลากหลายไม่เหมือนกัน ปัญหาและอุปสรรคย่อมแตกต่างกัน ครูจะต้องค้นหาคำตอบหาวิธีแก้ไขนำพานักเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายให้สำเร็จ ด้วยกระบวนการที่หลากหลาย มีความมุ่งมั่น มีความพยายาม มีความตั้งใจ มีความทุ่มเท มีความเสียสละ มีความเต็มใจ และมีความสุขของการเป็นครูมืออาชีพ เมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไปจะต้องเจริญเติบโตและงอกงามอย่างน่าอัศจรรย์ นี้คือเข็มทิศนำทางของครู
การวัดผลประเมินผลเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการเรียนการสอน เพราะการวัดผลเป็นการค้นหาและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียนเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จ ตามจุดประสงค์ ถ้าพบว่ายังไม่บรรลุจุดประสงค์ของการเรียนรู้ ครูต้องกลับมาตรวจสอบพฤติกรรมการสอนว่ามีข้อบกพร่องเรื่องอะไร กระบวนการสอนครูมีวิธีการสอนและสื่อที่นำมาใช้เหมาะสมหรือไม่ การวัดผลประเมินผลมีประสิทธิภาพในการวัดเพียงพอหรือยัง เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพตามสภาพความเป็นจริง บนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ นอกจากนี้ครูต้องกลับมาดูด้านนักเรียนว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้การเรียนรู้ไม่บรรลุจุดประสงค์ เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือ และส่งเสริมพัฒนานักเรียนให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ ดังนั้นการวัดผลประเมินผล ที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความก้าวหน้าของนักเรียน เป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จของการเรียนการสอน ครูผู้สอนจึงต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองเพื่อแสวงหาความรู้ ความเข้าใจปฏิบัติหน้าที่ของครูมืออาชีพและครูทีนักเรียนต้องการ ห้องเรียนก็จะเป็นห้องเรียนแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข
“จากภาพงดงามยามเที่ยงวัน” เป็นจริงได้ในเวลาอันสั้น
จากภาพงดงามยามเที่ยงวันที่ครู จิตอาสา และนักเรียนเรียนร่วม ช่วยกันทุบ”กำแพงแห่งความไม่รู้ของการอ่าน การเขียน” ของนักเรียนเรียนร่วมลงด้วยเวลาที่สั้นเกินความคาดหวังของครู โดยใช้กระบวนการ 6 ขั้นของครูตุ๋ม ( ท่าน ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม เป็นคนตั้งชื่อครั้งแรก ) จุดเริ่มต้นครูได้เปิดรับสมัครจิตอาสาเพื่อมาเป็นผู้ช่วย จิตอาสากลุ่มนี้คือนักเรียนที่มีผลการเรียนในระดับดี มีชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-5-6 จำนวน 10 คน ซึ่งนักเรียนเรียนรวมมีทั้งหมด 11 คน ส่งรายชื่อสำรวจ จำนวน 9 คน ตกสำรวจ 2 คนโดยให้นักเรียนจับคู่ ระหว่างจิตอาสา 1 คนให้ดูแลนักเรียนเรียนร่วม 1 คน เหลือนักเรียนเรียนร่วม 1 คนครูเป็นผู้ดูแลเอง เหตุผลที่ครูดูแลเอง เพราะเป็นนักเรียนเรียนร่วมที่มีความบกพร่องทางการอ่านการเขียน และมีพฤติกรรมด้านอารมณ์ด้วย กิจกรรมจะจัดช่วงพักกลางวันทุกวันที่ระเบียงห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
การดูแลขั้นที่ 1 คือการอ่านโดยดูที่บริบทของนักเรียนเรียนร่วม แต่ละคนระดับความบกพร่องต่างกัน คนที่บกพร่องมากจะเริ่มการอ่านแบบแจกรูปคำ จากแม่ ก กา ประสมสระง่ายๆเมื่อเขาเริ่มอ่านคำพื้นฐานง่ายๆได้ในระดับดีแล้ว ให้หยุดอ่านแจกรูปคำเพราะเขาจะเบื่อ ให้อ่านเป็นคำ เป็นประโยคสั้นๆและต่อยอดโดยการอ่านนิทานที่มีคำอ่านง่ายๆก่อน เมื่อเขาเริ่มอ่านได้คล่องมากขึ้นก็อ่านเนื้อเรื่องในบทเรียนครั้งละ 3-5 บรรทัด โดยจิตอาสาเป็นผู้ดูแลเด็กจะรู้สึกสบายใจไม่กดดันและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทำให้นักเรียนเรียนร่วมมีผลการพัฒนาการอ่านได้เร็วขึ้น และจะมาอ่านให้ครูฟังสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อดูความก้าวหน้า ครูจะให้เวลาตลอดวันถ้าเขาพร้อมจะอ่านเมื่อไหร่ และต้องเป็นเวลาที่เขาไม่ได้เรียนวิชาอื่น ถ้าเขาอ่านไม่คล่องเขาจะรู้สึกไม่สบายใจ ครูจะให้กำลังใจทันทีเช่น ไม่เป็นไรนะลูกลองใหม่ เราต้องทำได้ ใจเย็นนะลูกเดี๋ยวหนูก็อ่านได้ ครูจะคอยฟังหนูอ่านครูเชื่อว่าหนูทำได้จะไม่ตำหนิไม่ทำให้เขาท้อหรือหมดกำลังใจ หรือถ้าเขามีผลการพัฒนาดีขึ้นครูจะต้องแสดงออกให้เขารู้ว่าครูตื่นเต้นดีใจภูมิใจที่หนูทำได้
การดูแลขั้นที่ 2 คือการเขียนก็จะเป็นการเขียนตามคำบอกจากเรื่องที่อ่าน หรือเขียนคำที่หนูอ่านออกจากเรื่องที่อ่าน ตามบริบทของความบกพร่องของเขา ครั้งละ 5 - 10 คำ การตรวจผลงานครูจะให้ดาวเก็บไว้เพื่อเป็นการประกวดผลงาน เด็กจะได้มีกำลังใจและมีแรงเสริมในการพยายามแข่งกับตัวเองพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
การดูแลขั้นที่ 3 คือการคัดลายมือขั้นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการจำรูปคำ และพัฒนาการคัดลายมือ
การดูแลขั้นที่ 4 คือการจำแนกคำเพื่อให้เขารู้ส่วนประกอบของคำ โดยแบ่งเป็น 2 ระดับคือจำแนกคำแบบง่ายให้จำแนกคำ 2 ส่วนคือ พยัญชนะ สระ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2-3
จำแนกคำ 3 ส่วนคือ พยัญชนะ สระ ตัวสะกด
จำแนกคำ 3 ส่วนคือ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
จำแนกคำ 4 ส่วนคือ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด
จำแนกคำแบบยากให้จำแนกคำที่มี 1 พยางค์ที่ 3 อย่างคือ จำแนกไตรยางค์ จำแนกคำเป็นคำตาย จำแนกเป็นมาตราตัวสะกด ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-5-6
การดูแลขั้นที่ 5 คือการนำคำไปแต่งประโยค โดยแบ่งเป็น 2 ระดับคือการแต่งประโยคพื้นฐาน
2 ส่วนคือ ใคร ทำอะไร ( ประโยค 2 ส่วน ที่มีภาคประธาน ภาคแสดง ) และประโยค 3 ส่วน คือใคร
ทำอะไร กับใคร ( ประโยค 3 ส่วน ที่มีภาคประธาน ภาคแสดง กรรม )
การแต่งประโยคให้มีความหลากหลายไม่ให้ซ้ำเช่น ใคร ทำอะไร กับใคร ได้แก่ พ่อ แม่ ตา ยาย พี่ น้อง ฉัน คุณ เธอ ฯลฯ ยายยิ้ม น้องเดิน ตาหัวเราะ แม่ดื่มนม พี่ล้างจาน พ่อขับรถ
การดูแลขั้นที่ 6 คือการเขียนอิสระให้เขียนบอกเล่าเรื่องราวที่เขาอยากเขียนสั้นๆ 3-5 บรรทัด โดยการตั้งคำถามนำให้เขาคิดแล้วเขียน เอาเรื่องที่ใกล้ตัวก่อน เช่น ฉันคือใคร ครอบครัวของฉัน โรงเรียนของ คุณครูของฉัน ความสุขของฉัน ความต้องการของฉัน ฯลฯ
ผลที่เกิดจากการใช้กระบวนการ 6 ขั้น
นักเรียนเรียนร่วมทุกคนมีการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนในระดับดีถึงดีมาก จากการทดสอบการอ่าน และการตรวจผลงานที่ทำ การแต่งประโยค การใช้ภาษาสละสลวยถูกต้อง มีความหลากหลาย การเขียนเรื่องอิสระสามารถเขียนบอกเล่าเรื่องราวได้ตามลำดับความไม่วกวน สื่อความหมายได้ชัดเจน เขียนสะกดคำถูกต้อง
ต้นกล้าที่อ่อนแอของครูเริ่มแข็งแรงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ต้นกล้าเล็กๆที่กำลังเติบโตผลิใบเขียวอ่อนใสสดชื่น พร้อมที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ครูเชื่อว่าต้นกล้าของครูจะผลิดอกออกผลอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ครูคิดว่ายากวันนี้ด้วยมือที่มีพลังความมุ่งมั่น พยายาม อดทน เสียสละอย่าที่สุดประมาณค่าไม่ได้ของ “นักเรียนจิตอาสา” ระยะเวลาที่ทำการดูแล 1 ภาคเรียน นักเรียนเรียนเรียนรวมของเราได้รับผลการตรวจและรับรองจากโรงพยาบาล นักเรียนเรียนเรียนรวม 9 คน หายเป็นเด็กปกติ 4 คน เหลือ 5 คน ครูเชื่อว่าส่วนที่เหลือเขาจะหายเป็นปกติในไม่ช้า
ขออนุโมทนาบุญ กับคุณครูตุ๋มด้วยครับ
ฤทธิไกร
สวัสดีปีใหม่..สุขสดใสด้วยความคิดดีงามค่ะ
สวัสดี ปีใหม่ค่ะ อาจารย์ ฤทธิไกร