ผมก็เหมือนกับครูหลายๆคนที่ไปงานศพ ไปฟังสวดพระอภิธรรมและร่วมงานฌาปนกิจศพมานับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งก็จะได้ยินเสียงสรรเสริญคุณงามความดีก้องกังวานไปทั่วบริเวณงาน หากผู้วายชนม์เป็น"ครู" ปูชนียบุคคล ก็ดูจะฟังขึ้นและดูขลังยิ่งนักกับคุณงามความดีที่เล่าขานไม่รู้จบ

แต่หลายงาน ก็รู้กันดีว่าผู้ตาย..ขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น มิได้ทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและสังคมเลย บางคนโกงกินบ้านเมือง บางคนค้ายาบ้า ฆ่าคนตาย มิวายจะมีถ้อยคำจากพิธีกรที่อ่านประวัติและแต่งเติมเสริมต่อถึงคุณงามความดีนานัปการ จนผู้ฟังขนลุกขนพองหรือแทบจะอาเจียนไปตามๆกัน

ครับ ผมเองก็เข้าใจ และตั้งใจไปร่วมงานดังกล่าว เพราะรู้แต่แรกแล้วว่า "เราต้องอโหสิกรรม" ซึ่งกันและกัน ไปร่วมค้นหาตัวอย่างที่ดี กับกิจกรรมทางสังคมของชุมชนตามวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม ละทิ้งซึ่งการประณามหยามเหยียด ฝึกการมีสติ ฝึกจิตฝึกใจ ให้ได้ทุกครั้งที่ไปงานศพ

สำหรับคืนที่ผ่านมา..ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพ..คุณครูนุ่น..กมลรัตน์ เทพเทียน คุณครูในกลุ่มโรงเรียนเดียวกันกับผม เธอจากไปด้วยวัย ๓๗ ปี แต่ความดีที่เธอสั่งสมไว้ จากการที่ผมเห็นและได้ยินได้ฟังมา ทำให้ผมมั่นใจได้ว่า เธอ คือ "ครูดีในดวงใจของผม" และอยากได้ยินพิธีกร หรือตัวแทนครอบครัวญาติมิตร ที่อ่านประวัติและผลงานแห่งความดีงามของเธอ ได้ช่วยพูดถึงเธออย่างละเอียดด้วย เพราะเธอเป็นครูตัวอย่างจริงๆ

คุณครูนุ่น เธอสอนเด็กระดับปฐมวัย มีเด็กในความรับผิดชอบค่อนข้างมาก เพราะเธอสอนในโรงเรียนอนุบาลประจำอำเภอ งานพิเศษที่เธอได้รับมอบหมายล้วนมากมาย ชนิดหนักเอาเบาสู้ ทั้งการเงินพัสดุ และเด็กพิการเรียนร่วม รวมไปถึงงานพิเศษเกี่ยวกับชุมชนและงานคุณธรรม ทั้งๆที่ผู้บริหารก็รู้ว่าเธอสุขภาพไม่สู้ดี มีระบบเส้นประสาทในสมองที่ค่อนข้างตีบดัน เคยออกอาการทางการเคลื่อนไหวเป็นครั้งคราว

ผู้บริหารเลยถอดเธอออกจากหน้าที่ "ครูพัสดุ"แต่ใช่ว่างานจะเบาลง ปีการศึกษา ๒๕๕๕ - ๒๕๕๖ เธอก็เป็นครูคนหนึ่งที่รับงานเต็มๆ ด้วยโรงเรียนต้องรับการประเมินเป็นโรงเรียนดีศรีตำบล ต้องเตรียมเอกสารและจัดการต้อนรับคณะกรรมการเป็นการใหญ่ เข้าร่วมประชุมไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อผ่านการประเมินแล้ว ยังต้องไปอบรมสัมมนาและปฏิบัติธรรมยังสำนัก.....ครั้งละนานๆ แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

ครับ ยังไม่รวมกิจกรรมที่ร่วมเป็นคณะกรรมการจัดอบรมสัมมนา เพราะโรงเรียนเป็นแกนนำ(เน่าๆ) อีกหลายอย่าง  ต้องเป็นตัวแทนเข้าร่วมเสวนาทางวิชาการอยู่ตลอด ร้ายไปกว่านั้น ด้วยเธออายุน้อย น่ารัก ใจดี เสียสละและไฟแรง เพื่อนครูข้างห้องก็มักจะไม่อยู่สอน และฝากเด็กไว้ให้เธอดูแลเป็นประจำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คุณครูนุ่นที่เคยสดใส ยิ้มแย้ม ยืนรอรับเด็กที่หน้าโรงเรียนอยู่เสมอ ระยะหลังเริ่มเคร่งเครียด ร่างกายเริ่มทรุดโทรม โรคประจำตัวเริ่มกลับมา..เธอมีอาการเกร็งและล้มในห้องนอน หมอบอกสมองเธอได้รับการกระทบกระเทือน...

คุณครูนุ่น..กมลรัตน์ เทพเทียน.ที่รักและเคารพยิ่งของผม ขอให้คุณครูหลับให้สบาย และจงไปสู่สุขคติภพเถิด ผมจะระลึกถึงความดีของคุณครู ผู้มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีงามและชอบช่วยเหลือผู้อื่น..

และคุณครูยังทำให้หลายคน ได้แง่คิดชีวิตในการครองตน เพื่อ ที่จะรับมือกับงานการศึกษา(ที่ผิดเพี้ยน)ที่นับวันจะหนักหนาสาหัส..และยากที่จะเยียวยาเสียแล้ว