ชีวิตแม่จึงไม่เคยอยู่ว่างๆสบายๆ จะต้องมีเด็ก มีหลาน มาให้เลี้ยงอยู่ตลอด แต่พอโตหน่อยก็มาพรากจากแม่ไป

   เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนจำเป็นต้องเดินทางไปกำแพงเพชร เพื่อขับรถไปส่งน้องชายคุณแม่บ้าน(พ่อน้องนนท์) ที่ประสบอุบัติเหตุขับรถมอเตอร์ไซค์ชนรถปิคอัพจนสลบคาที่ ในสภาพขาหัก กระดูกบริเวณใบหน้าแตก แพทย์ต้องเช็คสมองหลายรอบ และต้องทำการพักฟื้นหลังออกจากโรงพยาบาล

   ด้วยพี่ๆที่กรุงเทพฯเองต้องทำงาน ไม่มีเวลาดูแลมากนัก อีกทั้งห้องที่พักก็ไม่สะดวกไม่เหมาะต่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ด้วยสภาพที่แออัด คับแคบ

   แรกที่เกิดอุบัติเหตุ ทางเราพี่ๆต่างปิดข่าวไม่ให้แม่(แม่ยาย)รู้ เหตุผลคือกลัวว่าแม่จะตกใจ พลอยจะไม่สบายไปอีกคน (เพราะปกติแม่ก็เป็นห่วงลูกๆทุกคนอยู่แล้ว โดยเฉพาะลูกชายคนเดียวคนนี้ที่มีเรื่องเกเรให้คิด ให้ห่วงอยู่เรื่อย) ปรึกษากันว่าให้หายดีก่อนค่อยบอก

   ญาติๆทุกคนต่างรู้ข่าวนี้กันหมดยกเว้น แม่ คนเดียว

   แต่การไม่เป็นอย่างที่คิด อาการน้องชายค่อนข้างหนัก ลุกนั่งเองไม่ได้ เรื่องเดินไม่ต้องพูดถึง เยี่ยวต้องใส่กระบอก หากปวดหนักต้องมีคนช่วยประคองเข้าห้องน้ำ และต้องคอยระวังขาซ้ายที่หัก เพราะน้องชายจะร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่เสมอเวลาขยับตัว

   จึงตัดสินใจต้องแจ้งให้แม่ทราบ โดยอาสาวที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับแม่ เป็นคนบอกในเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเดินทาง คงพอทราบข่าวจากอาสาว แม่ก็โทรมาถามข่าวทันทีเช่นกัน

   "ทำไมอีหนู ไม่บอกแม่ล่ะลูก มันเป็นอะไรมากมั๊ย"เสียงแม่ถามคุณแม่บ้านมาตามสาย

   "เปล่า ก็ไม่อยากให้แม่ตกใจ ไม่อยากให้เป็นห่วง ดีขึ้นแล้วล่ะแม่ แต่คงต้องพักฟื้นสักระยะหนึ่ง" คุณแม่บ้านตอบไป

....................

   ถึงบ้านหลังประคองน้องชายลงจากรถอย่างทุลักทุเล เพราะอาการปวดยังมีอยู่บริเวณขาซ้าย อีกอย่างคงเป็นเพราะนั่งนานเกิน ร่วมห้าชั่วโมงบนรถ เลยทำให้ปวดเกร็งเมื่อจะลงจากรถ

   แม่ตระเตรียมที่รอรับให้เอนกาย เข้ามาจับตัว พร้อมถามอาการลูกชายคนเล็กด้วยความเป็นห่วง และก็ยังตัดพ้อถึงเรื่องที่พวกเราพี่ๆไม่บอกข่าวให้รู้

   ธรรมดาชาวบ้านที่นั่น พอมีคนรุมล้อมเยอะหน่อย ข่าวก็สะพัดไปทั่วโดยไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่นานคนก็รู้กันทั้งย่านนั้น แม่ยายต่างบอกกับใครต่อใครว่าเพิ่งรู้ข่าวเมื่อเช้านี้ "พวกมันรู้กันหมดทุกคน กูคนเดียวที่ไม่รู็" แม่ใช้ภาษาชาวบ้านอย่างทีเล่นทีจริง พวกเราก็ได้แต่ก้มหน้ายิ้มๆ

   การที่น้องชายได้กลับมาอยู่กับแม่ครั้งนี้ก็ดีอย่าง เพราะลำพังแม่กับน้องนนท์อยู่กันสองคนบ้านหลังนี้คงเงียบพิลึก ญาติพี่น้องผองเพื่อนบ้านที่ผ่านไปมา ต่างถามไถ่ข่าวคราว บ้านแม่ดูครึกครื้นเหมือนมีงาน

   แม่ไม่ตกใจ สีหน้าแววตาและคำพูดบ่งบอกไม่กังวลกับอาการของลูกชายมากนัก ญาติๆสนิทคนหนึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาจอดและโพล่งขึ้นมาว่า

   "ยายฉาย พวกนั้นเอาของขัวญมาให้สิท่าเนี่ย" ลุงแกพูดพร้อมมองมาที่พวกเรา

   "เอ้อ!..ถึงว่าเนี่ย เป็นของขวัญชิ้นใหญ่เสียด้วย" แม่พูดยิ้มๆ

คุณแม่บ้าน น้องนนท์ และแม่ ที่หาดบางแสนเมื่อเมษาที่ผ่านมา...

..................

   แม่มีลูกสามคน พี่โหนก พี่สาวคนโต หนุ่ย (คุณแม่บ้าน)คนกลาง และหนุ่ม น้องชายที่ประสบอุบัติเหตุ

   หลังเรียนจบก็ต่างหนีจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯจนถึงปัจจุบัน พวกเรารวมทั้งญาติๆ  เมื่อมีลูกเล็กgเด็กแดงก็มักจะนำไปให้แม่เลี้ยง พอโตเข้าโรงเรียนก็พาเข้ามาอยู่ด้วยที่กรุงเทพ

    ชีวิตแม่จึงไม่เคยอยู่ว่างๆสบายๆ  จะต้องมีเด็ก มีหลาน มาให้เลี้ยงอยู่ตลอด แต่พอโตหน่อยก็มาพรากจากแม่ไป

   ครานี้นอกจากแม่จะเลี้ยงน้องนนท์อยู่แล้ว ยังต้องมาคอยดูแลพ่อน้องนนท์อีกคน ซึ่งยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

   บรรยากาศครึกครื้นของชาวบ้าน ทำให้แม่ดูคลายกังวลลงมาได้บ้าง

   และการกลับมาพักฟื้นอยู่กับแม่ อยู่กับลูก อยู่กับบรรยากาศอันอบอุ่นของชาวบ้านครั้งนี้ พวกเราหวังว่าน้องชายจะคิดอะไรได้มากกว่าเดิม ที่เมื่อก่อนค่อนข้างจะเหินห่างจากแม่ จากลูก มาเนิ่นนาน

   ของขวัญชิ้นใหญ่ของแม่ คงจะเป็นของขวัญชิ้นใหม่ ที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

   พวกเราคาดหวังเอาไว้ลึกๆ...

....................

ขอบคุณและขอให้ทุกท่านมีความสงบสุข

ในวันที่ฟ้าครึ้มฝน

11 กรกฎาคม 2556

พ.แจ่มจำรัส