หนองบัวในอดึต มุมมองของ กำนันแหวน บุญบาง

          ประมาณปี พ.ศ.2482 หรือ 2483  เมื่อข้าพเจ้าจบชั้นประถมศึกษาแล้วอายุ 12 ปี ป่าตะวันออกของชุมชนหนองบัว –หนองกลับยังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่ามีเป็นโขลง เสือวัว กระทิง เก้ง กวาง ลิง ค่าง ตะกวดมีมากมายบางครั้งวิ่งพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้านก็มี ในลำห้วย หนอง คลองบึง มีปลาอุดมสมบูรณ์
เช่น คลองน้ำสาดคลองสายพระงาม ห้วยน้อย คลองปลาเน่าบรรดาคลองเหล่านี้ไหลลงสู่บึงบอระเพ็ด เวลาหน้าน้ำหลากปลาจะขึ้นมาวางไข่ในที่สูง พอน้ำลดปลาจะพากันว่ายลงสู่บึงบอระเพ็ด ปลานานาชนิดโดยเฉพาะปลาสร้อยจับทำน้ำปลาเหลือกินข้ามปี ปลาร้าเลือกเอาแต่ปลาเนื้อดี ที่เหลือทำปลาเค็ม ปลาแห้งเหลือแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรอีก ไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน บ้านอื่นก็มีกินเหลือเฟือเหมือนกัน ครั้นจะขนไปขายอำเภออื่นหรือข้ามจังหวัดไปขายเป็นปลาสดอย่างปัจจุบันก็ไม่ได้ เพราะการคมนาคมขนส่งไม่ดี จะว่าไป  ที่อื่นๆ ก็มีเหลือกินเหมือนกัน อย่างเช่น
คลองห้วยน้อยไปสุดที่คลองปลาเน่ามีปลาขึ้นมากมาย ปลาลอยหัวไปเกือบสุดคลอง บริเวณนั้นเป็นเนินน้ำกระจายไหลตื้นไม่ลึกปลาติดท้องดอนตายเป็นจำนวนมาก ถึงฤดูน้ำลดจึงมีปลาเน่าตายเหม็นคละคลุ้งไปหมด นกเหยี่ยวดำ นกเหยี่ยวแดงบินว่อนนกกระยางเดินย่องกินปลาดูขาวเต็มท้องทุ่ง

          ตลาดหนองบัวอย่างปัจจุบันยังไม่มี มีคนจีนตั้งบ้านอยู่ที่บ้านโคกมะตูม ตำบลหนองบัว หาบสินค้า มีหอม กระเทียม เสื้อผ้าใส่กระบุงใหญ่ไปแลกข้าวตามบ้าน เจ็กมาซื้อข้าวที่หนองบัวให้ราคาเกวียนละ 8 บาท ถ้านำไปขายที่อำเภอชุมแสงได้เกวียนละ 10 บาท ได้ราคามากขึ้น 2 บาทยังดีกว่า แล้วยังได้มีโอกาสไปเที่ยวอำเภอชุมแสงซื้อของจำเป็นกลับบ้านกันทั้งครอบครัวด้วย มีเสื้อผ้า ค้อน สิ่ว ใบกบ เลื่อย ตะปู จะลืมไม่ได้คือขนมปังกรอบกระป๋อง 4 เหลี่ยม เอามาฝากน้อง ๆ คนหนองบัวแต่งตัวแปลกไม่เหมือนคนชุมแสง นุ่งกางเกงจีนใส่เสื้อแบบเสื้อม่อฮ่อมผูกเชือกสะพายย่ามแดง เดินไปไหนจะไปกันเป็นกลุ่ม ๆ มีหัวหน้ากลุ่ม เดินทางเกวียนกันไปแบบกองคาราวาน พวกชุมแสงเรียกคนหนองบัวว่าพวกบ้านดอน แต่ไม่กล้าเรียกให้คนหนองบัวได้ยิน เพราะคนหนองบัวจะโกรธหาว่าดูถูกพวกตน ว่าเป็นพวกบ้านป่าขาบ้านดอน หรือคนดง เป็นคนห่างไกลความเจริญ คนหนองบัวคิดว่ามันเจริญคนละอย่าง คนชุมแสงไม่เคยไปเที่ยวป่า เที่ยวเขาไปเที่ยวหนองบัว เห็นป่าเห็นเขา เห็นสัตว์ป่าก็ตกอกตกใจ ตื่นเต้น กลับกันคนหนองบัวเห็นเป็นเรื่องธรรมดา คนหนองบัวไป ชุมแสงที่ไม่เคยไปหรือเคยไปมาแล้วก็อดที่จะไปดูหรือพาลูกหลานพวกพ้องไปที่ท่าเรือ ดูแม่น้ำใหญ่ เรือเมล์ ไปสถานีรถไฟดูรถไฟ บางครั้งก็ตกใจเมื่อรถไฟเปิดหวูดดัง ๆ เวลาเดินตลาดซื้อสินค้า พ่อค้าจะหมายตาที่หัวหน้า ถ้ารู้จักก็จะเชื้อเชิญจีบหัวหน้าหรือแอบให้ของหัวหน้าผูกมิตรไว้ เวลาหัวหน้าเข้าร้านไหน พวกพ้องก็จะนั่งยอง ๆ ดู หน้าหัวหน้าสนทนาต่อรองสินค้า ถ้าหัวหน้าซื้อพวกพ้องก็ซื้อกันหมดทุกคน

           เวลาเดินทางกลับขบวนเกวียนจะต้องเดินทางตามกันเป็นขบวนไม่ให้ทิ้งห่างหรือขาดตอนกันเพื่อป้องกันโจรภัย การเดินทางเกวียนสมัยนั้นถนนก็ยังไม่เรียบร้อย ระยะตำบลหนองกระเจาเข้าอำเภอชุมแสงลำบากมาก บางครั้งต้องวกเข้าหมู่บ้านผ่านที่ดินชาวบ้านแถวตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง บางบ้านหน้าเลือดก็คอยตั้งด่านเก็บค่าผ่านทาง คันละเฟื้อง 2 เฟื้อง แต่ที่ต้องระวังที่สุด คือ บ้านหนองขโมย ตำบลหนองกระเจาปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันติสุข หากใช้ชื่อขโมย เป็นการประจานคนในหมู่บ้านที่เคยทำไม่ดีมาในอดีต เรื่องจริงแต่จะว่าไปแล้วเหมือนนิยาย วันหนึ่งพวกหนองบัวขายข้าวได้เงินซื้อข้าวของแล้วเดินทางกลับมาเป็นขบวนเกือบ 20
เล่มเกวียน ธรรมชาติของวัวเทียมเกวียน เมื่อเกวียนคันหน้าเดินนำแล้วเกวียนถัด ๆ ไปก็จะเดินตามเป็นแถวเป็นขบวน ถ้าเกวียนหน้าหยุดก็จะหยุดหมด เกวียนคันหลัง ๆ สุดสบาย ได้แต่ถือเชือกประคองให้วัวเทียมเกวียนตามเกวียนคันหน้าไป พอถึงย่านบ้านหนองขโมย เจ้าของเกวียนเผลอม่อยหลับไปเสียท่าบ้านหนองขโมยแอบย่องจัสายสะพายวัวเกวียนสุดท้ายให้หยุด ปลดเอาวัวเทียมเกวียนไป 2 ตัว เอาไม้ค้ำแอกค้ำเกวียนไว้ รีบต้อนวัวหนีไป พอขบวนถึงหมู่บ้านพักระหว่างทาง เกวียนรองสุดท้ายตกใจเห็นเกวียนขาดหายไป 1 เกวียน หัวหน้าจึงให้คณะติดตามวิ่งย้อนกลับมาดูเห็นคนควบคุมเกวียนคันสุดท้ายเอะอะโวยวาย เล่าให้ฟังได้ความว่าเผลอหลับไป จึงติดตามรอยเท้าวัวไปถึงชายป่า พบวัวตัวหนึ่งถูกชักรอกจมูก พร้อมมัดขาหน้าผูกห้อยกับกิ่งไม้ใหญ่ เท้าหลังหวิด ๆ หวอย ๆ กับพื้น สะโพกขาหลัง 1 ขา ถูกปาดไป วัวยังไม่ทันตายสนิท อยู่จึงช่วยกันปลดเชือกแล้วแทงให้ตายเอาเนื้อบรรทุกใส่เกวียนกลับบ้าน เหลืออีกตัวที่ขโมยเอาไป ไม่ได้ติดตามเพราะกลัวจะเสียท่าพวกบ้านหัวขโมยอีก

อายุ 15 ปี ประมาณปี พ.ศ.2484 มีการปล้นบ้านนายอินทร์ นางทรัพย์ ที่บ้านหนองบัวตามที่ปรากฏในประวัตินายอำเภออรุณ วิไลรัตน์ จะไม่นำมาเล่าซ้ำอีกสังคมชุมชนสมัยนั้นยังเป็นสังคมพึ่งพากันหน้าเกี่ยวข้าวก็มีการลงแขก เกี่ยวข้าวเอาแรงกันหุงข้าวเลี้ยงแขก ตกเย็นล้อมวงสนุกสนานร้องเพลงอีกแซวเกี้ยวพาราสีกัน เสร็จหน้านาก็เตรียมซ่อมแซมเรือนชานปลูกบ้านสร้างเรือนหอขอแรงกันมาช่วยไม่มีค่าจ้างค่าออนผลัดเปลี่ยนกันเอาแรงในโอกาสต่อไป