อธิบายภาพ ๑ : คาราวานเกวียนขนข้าวไปแลกของที่ตลาดชุมแสง ลานจอดเกวียนในอดีตก็คือบริเวณที่เป็นท่าจอดรถชุมแสง-หนองบัว ตรงข้ามสถานีรถไฟชุมแสงในปัจจุบัน วาดภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ วันวิสาขบูชา ๒๕๕๓

อธิบายภาพ ๒ : ท่ารถชุมแสงในปี ๒๕๕๓ ในอดีตนั้นตลอดตามแนวทางรถไฟออกไปทางซ้ายมือจากที่เห็นในภาพโดยการเดินเท้า ต่อเนื่องกันไปอีกประมาณ ๑๐ นาที ก็จะเป็นบริเวณที่จอดเกวียน ท่าเทียบเรือชาวบ้าน และในบริเวณใกล้กันก็จะเป็นสถานีลงแร่จากเหมืองแร่ปากดงอำเภอหนองบัวและในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์

  ไกลปืนเที่ยง แต่เป็นแหล่งแร่ยิบซั่มและไม้   : หนองบัวและชุมแสงกับสังคมไทยเมื่ออดีต 

แต่เดิมนั้นพื้นที่อำเภอหนองบัวดังในปัจจุบันนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร และอำเภอท่าตะโกกับอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาเมื่อสังคมขยายตัวมากขึ้น จึงได้รวมชุมชนและพื้นที่เพื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อปี ๒๔๙๑ และต่อมาก็ตั้งเป็นอำเภอหนองบัว[Click here] ขึ้นอยู่กับจังหวัดนครสวรรค์ในสภาพที่หน่วยงานต่างๆของราชการยังไม่มีสถานที่ทำการ เช่น สถานีตำรวจภูธรในระยะแรก[Click here]ก็อาศัยสถานที่ในวัดหนองกลับเป็นสำนักงานชั่วคราว งานด้านสุขภาพและสาธารณสุขก็บุกเบิกผสมผสานกับระบบสุขภาพที่มีในท้องถิ่นโดย ๔ ส่วน คือ
(๑) ดำเนินการโดยภาครัฐ โดยบุคลากรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อนามัยและผดุงครรภ์ ณ เวลานั้น ยังไม่มีโรงพยาบาลระดับอำเภอ หมอหนิม หมออนามัยและพยาบาลผดุงครรภ์คนเก่าแก่ จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของอำเภอหนองบัวเลยทีเดียว
(๒) ดำเนินการโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นวิถีสุขภาพที่ขับเคลื่อนโดยหมอตำแย หมอชาวบ้าน หมอพระ ในอดีต แม่ใหญ่หนูหรือยายผมซึ่งอยู่บ้านกลาง กับแม่ใหญ่แดงบ้านใต้ เป็นหมอตำแยของญาติพี่น้องและลูกหลานแทบจะทั้งหมดของบ้านห้วยถั่วและชุมชนที่เป็นบ้านตาลินปัจจุบัน พ่อผมเองนั้นก็ไปอบรมและฝึกหัดฉีดยา จนกลายเป็นหมอฉีดยาและเหมือนกับเป็นอาสาสมัครซึ่งชาวบ้านที่ไปโรงพยาบาลและได้รับยาฉีดมาจากหมอ เมื่อกลับไปอยู่บ้านก็จะได้รับการแนะนำให้ไปฉีดยาที่ครูฟื้น คำศรีจันทร์ คือพ่อของผม ทั้งผมและแม่เป็นลูกมือในการต้มเครื่องมือช่วยพ่ออยู่เสมอ ชานเรือนบ้านผมจึงเป็นเหมือนสถานีอนามัยเลยทีเดียว หมอหลุยและร้านหมอหลุย : ปานขลิบโอสถ ก็เป็นแหล่งดูแลสุขภาพให้กับชาวหนองบัวที่สำคัญมาก
(๓) โรงพยาบาลคริสเตียน โดยหมออาสาสมัครและองค์กรพัฒนาเอกชนที่อุทิศตนทำงานเพื่อพระศาสนาที่ตนนับถือ
(๔) การพึ่งความเชื่อ หมอเป่า หมอน้ำมนต์ หมอผี การรักษาไปตามความเชื่อ และตามยถากรรม

หนองบัวห่างจากอำเภอชุมแสง ๓๐ กิโลเมตร ซึ่งในระยะแรกนั้นมีสภาพเป็นป่าและลำห้วยตลอดเส้นทาง ชาวบ้านต้องเดินทางติดต่อกันด้วยการเดินเท้า ขี่ม้า และขี่ช้าง ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ในเวลา ๑ วัน ในหน้าน้ำหลากนับแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคมก็จะสามารถเดินทางด้วยทางเรือซึ่งมีคลองที่สามารถเดินเรือไปถึงหนองบัวโดยมีท่าเทียบและจอดเรือเป็นคุ้งน้ำและต้นโพธิ์อยู่เลยบริเวณที่เป็นสำนักงานไปรษณีย์หนองบัวในปัจจุบัน แต่การพายเรือด้วยมือก็ไม่สามารถเดินทางไปกลับหนองบัว-ชุมแสงใน ๑ วันได้เช่นกัน

นอกจากนี้ พื้นที่ชุมแสงนั้นเป็นที่ลุ่มต่ำกว่าหนองบัว ในหน้าฝนและน้ำหลาก น้ำในลำธารจะไหลแรงจากหนองบัวไปชุมแสง การเดินทางด้วยการถ่อและพายเรือก็จะต้องปะทะกับแก่ง คุ้งน้ำ รากไม้และโคนไม้ เมื่อใกล้ถึงบริเวณที่เป็นบ้านสระงามดังปัจจุบันซึ่งห่างจากชุมแสงเกือบ ๑๐ กิโลเมตร ก็จะปกคลุมด้วยป่าไผ่อย่างหนาแน่น กระนั้นก็ตาม การพายเรือขาล่องก็เร็วกว่าขากลับซึ่งจะต้องต้านธารน้ำไหลและใช้เวลามากกว่า ๓-๔ เท่า หากไม่จำเป็นแล้ว ชาวบ้านหนองบัวและชุมชนโดยรอบก็จะไม่มีการติดต่อกับโลกภายนอกมากนัก

เส้นทางที่ลัดเลาะไปตามลำธารและจะเป็นดินโคลนในหน้าฝน บุกเบิกเป็นเส้นทางสัญจรโดยรถบรรทุกแร่ยิบซั่มจากเหมืองแร่ในป่าปากดงเพื่อไปลงแร่และขึ้นรถไฟที่สถานีลงแร่ อำเภอชุมแสง ก่อนถึงสถานีรถไฟชุมแสงเล็กน้อยโดยมีโบกี้รถไฟสำหรับบรรทุกแร่ขนถ่ายแร่ ล่องไปกรุงเทพฯต่อไป

นอกจากนี้ ก็มีรถขนไม้จากป่าหนองบัวไปขึ้นรถไฟหรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งในอดีตนั้น พื้นที่หนองบัวและเพชรบูรณ์จัดว่าเป็นพื้นที่สีแดงและสีชมพูซึ่งเป็นเขตแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ จึงเป็นเส้นทางของรถถังและรถจีเอ็มซีขนกำลังทหารจากค่ายจีระประวัติไปในป่าหนองบัวและป่าเพชรบูรณ์ ชาวบ้านที่จำเป็นต้องเดินทางระหว่างหนองบัว-ชุมแสง จึงเดินทางได้ด้วยการอาศัยรถแร่ รถขนไม้ และรถทหาร รวมทั้งในบางครั้งก็มีรถเรนจ์โรเวอร์ของราชการเข้าไปปฏิบัติงานหน่วยงานต่างๆในพื้นที่

ต่อมา ประมาณปี ๒๕๑๐ จึงเริ่มมีรถเมล์หนองบัว-ชุมแสง โดยเริ่มจากรถเมล์แดง และต่อมาก็มีอีกเจ้าหนึ่งเป็นรถเมล์เขียว ซึ่งเรียกว่ารถเมล์เจ๊กไถ่ พร้อมกับเริ่มมีการติดเครื่องเรือและมีเรือหางยาว หลังปี ๒๕๑๐ ชาวบ้านจึงสามารถเดินทางไปกลับหนองบัว-ชุมแสงได้ภายใน ๑ วัน นอกฤดูทำนา สองข้างทางหนองบัว-ชุมแสงก็จะมีไร่แตงไทยและแตงโม รวมทั้งไร่ฝ้าย ถั่วลิสง ข้าวฟ่างและงา เรียงรายอยู่เป็นระยะๆ จัดว่าเป็นพื้นที่เหนือบึงบระเพ็ดและภาคเหนือตอนล่างที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแหล่งหนึ่งของประเทศ

 ต้องใช้เวลา ๒-๓ วันและซื้อสิ่งของด้วยข้าวเปลือก   : คาวานเกวียนและการเดินทางไปแลกสิ่งของที่ชุมแสง 

ถึงแม้ว่าการเดินทางหนองบัว-ชุมแสงจะมีความยากลำบากและไม่สามารเดินทางไปกลับได้ภายใน ๑ วัน แต่เมื่อชาวบ้านต้องการสินค้าและเครื่องใช้ทั้งหลายที่ชาวบ้านผลิตไม่ได้ ก็มีความจำเป็นที่จะไปซื้อหาจาก ๔ แหล่งที่สำคัญ คือ ชุมแสง ปากน้ำโพ ตะพานหิน และพิษณุโลก หากต้องไปไกลมากกว่านี้ก็จะเป็นกรุงเทพฯและกำแพงเพชรซึ่งก็จะใช้เวลานับเป็นสัปดาห์ 

ความยากลำบากในการเดินทางและติดต่อกับโลกภายนอกในลักษณะดังกล่าว ทำให้ชื่อชุมชนบางแห่งของหนองบัว เช่น ไดเจ๊กห้า มีเรื่องเล่าที่มาของชื่อว่าเกิดจากเจ๊กหนองบัวไปซื้อเกลือมาจากชุมแสง ๕ ถังและต้องเดินหาบไปหนองบัวหลายวันด้วยความเหนื่อยยาก กระทั่งเหน็ดเหนื่อยและไปขาดใจตายกลางทางตรงที่ได้ชื่อว่าไดเจ๊กห้า[Click here]ในปัจจุบัน

แถวบ้านผม คือบ้านตาลิน อำเภอหนองบัว ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอชุมแสงประมาณ ๒๓ กิโลเมตรและต้องเดินเท้าลึกเข้าไปจากถนนอีกประมาณ ๒ กิโลเมตรนั้น ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวและนวดข้าวแล้ว ก็จะรวมตัวกันเดินทางไปชุมแสงสักครั้งหนึ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินและไม่ได้ใช้สตางค์ในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้ข้าวเปลือกแลกสิ่งของที่ต้องการ

เมื่อถึงวันที่จะไปแลกข้าวกับสิ่งของที่ชุมแสง ก็จะตวงข้าวเปลือกใส่เกวียนซึ่งเล่มหนึ่งก็จะบรรทุกได้ ๕๐ ถัง บางเจ้าที่เตรียมจัดงานสำคัญในครอบครัว เช่น เป็นเจ้าภาพกฐิน บวชลูก แต่งงานลูกหลาน จำเป็นต้องใช้ข้าวเปลือกแลกสิ่งของมากกว่า ๑ เล่มเกวียนก็จะขอแรงและให้ค่าจ้างเกวียนญาติพี่น้องหรือคนในหมู่บ้านขนข้าวเปลือก ๔-๕ เล่มเกวียนโดยคิดเป็นค่าจ้างเป็นข้าวเปลือกเล่มเกวียนละ ๔-๕ ถังหรือเป็นเงินประมาณ ๕๐ บาท

ส่วนผู้ที่ต้องการแลกสิ่งของจำนวนน้อยและไม่ค่อยมีข้าวเปลือก ก็จะฝากข้าวเปลือกผู้อื่นไป ๑-๒ ถังและระบุสิ่งที่ต้องการซึ่งโดยมากก็จะเป็นเกลือ กระเทียมดอง และอาหารที่เก็บไว้กินได้เป็นปี

ชาวบ้านจะตวงข้าวใส่เกวียนและเริ่มออกเดินทางเมื่อไก่ขันครั้งแรกเหมือนการไปหาไม้และอาหารจากป่าหนองบัว กว่าจะถึงชุมแสงก็จะเป็นเวลามืดค่ำ ก็จะต้องจอดเกวียนนอนกันก่อน ๑ คืน โดยถอยเกวียนและหันหน้าเข้าหากัน ตีวงล้อมเป็นวงกลม วางเวรยามเฝ้าเกวียนและวัวควาย

ครั้งหนึ่งๆ ก็จะมีชาวบ้านหมุนเวียนไปแลกของและนอนค้างแรม ๑๐-๒๐ เจ้า บริเวณที่เป็นลานจอดกองคาราวานเกวียนของชาวบ้านในอดีตก็คือ บริเวณที่เป็นท่ารถโดยสารชุมแสง-หนองบัว ตรงข้ามด้านหน้าสถานีรถไฟดังในปัจจุบันนี้นั่นเอง

หลังจากพักค้างคืน ๑ คืนแล้ว วันรุ่งขึ้นอีก ๑ วันชาวบ้านจึงจะเริ่มแลกข้าวกับสินค้าและสิ่งของที่ต้องการ จากนั้น ก็จะนอนค้างอีก ๑ คืนและเริ่มออกเดินทางกลับเมื่อค่อนคืน ถึงหมู่บ้านเมื่อมืดค่ำของอีกวันหนึ่ง รวมที่จะต้องใช้เวลา ๓ วัน หากรีบเดินทางไปและกลับก็จะใช้เวลา ๒ วัน

 ๑ ถังเท่ากับกางเกงนักเรียน ๑ ตัว  : การแลกข้าวเปลือกกับสินค้า 

เมื่อก่อนนั้น ในยุคประมาณปี ๒๕๑๐ น้ำอัดลมเฮาดี้และเป๊บซี่ราคาเท่ากับก๋วยเตี๋ยวและก๋วยจั๊บ ๑ ชาม หรือนมเย็น ๑ ถุง คือ  ๖ สลึง บุหรี่ไม่มีก้นกรองตราพระจันทร์และสามิตรราคา ๓ บาท ข้าวเปลือกถังละ ๑๐ บาทบ้าง ๑๔ บาทบ้าง เล่มเกวียนหนึ่งซึ่งบรรทุกข้าวเปลือก ๕๐ ถังก็จะขายเป็นเงินและแลกของคิดเป็นเงินได้ประมาณ ๕๐๐-๘๐๐ บาท โดยมากแล้วชาวบ้านก็จะแลกกลับมาเป็นสิ่งของทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ของที่จะแลกเพื่อนำเอาไปแบ่งกันเมื่อกลับไปถึงหมู่บ้านและของที่จะแลกเป็นส่วนตัว

ของที่จะแลกรวมกันและนำกลับไปแบ่งกันต่อไปนั้น ชาวบ้านจะหารือและคำนวณจำนวนที่เพียงพอสำหรับทุกครัวเรือนที่อยู่ด้วยกันในกลุ่มบ้าน สิ่งที่จะแลกรวมกันจะประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ สิ่งที่ทุกครอบครัวจำเป็นต้องใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น เกลือ กระเทียมดอง ผักกาดดอง ไตปลา ปลาทูเค็ม หอม กระเทียม ผักกาดเค็ม น้ำตาลปีบ ปูนกินหมาก เส้นยาสูบสำหรับกินหมากและสูบยา และสิ่งที่เป็นอาหารสด เช่น ปลาทะเล หมู ส่วนสิ่งที่แต่ละครอบครัวจะแลกเป็นของตนเองตามความต้องการ โดยมากก็จะเป็นสิ่งที่มีความต้องการแตกต่างกันไป เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ด้ายและเข็ม เส้นหมี่ น้ำมันก๊าด ไส้ตะเกียงเจ้าพายุ เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อแลกของและกลับถึงหมู่บ้าน ก็จะนำของไปกองรวมกัน ทุกบ้านก็จะมารวมกัน ช่วยกันแบ่งของและทำอาหารกินกัน แม้บางบ้านทำนาไม่ค่อยได้ข้าวและฝากข้าวเปลือกไปแลกของจำนวนน้อยแต่ของบางอย่างก็จะแจกจ่ายเผื่อแผ่กันไปทุกบ้าน บรรยากาศในยามนั้นสำหรับเด็กๆแล้วก็ราวกับได้ขึ้นสวรรค์ไป ๔-๕ วัน ได้กินขนมไพ่แถมลูกโป่ง ได้เสื้อกันหนาวและผ้าห่มผืนใหม่ซึ่งใส่และห่มแล้วก็เห่อแทบจะนอนไม่หลับ

พื้นฐานการติดต่อและก่อเกิดเครือข่ายทางสังคมของชาวบ้านในพื้นถิ่นหนองบัว โดยมากจึงเป็นเครือข่ายการพึ่งพาอาศัยเพื่อการดำรงชีวิต แลกเปลี่ยนสิ่งของเพื่ออุปโภคบริโภคและปัจจัยเพื่อการทำมาหากิน สุขภาพและการสาธารณสุขเน้นการพึ่งตนเองและเป็นวิถีสุขภาพในความเชื่ออีกชุดหนึ่ง เรียนรู้และสัมผัสโลกภายนอกผ่านสื่อกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับคนภายนอก ผู้คนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะสามารถคิดถึงการเรียนรู้และการศึกษาสมัยใหม่ที่กว้างไกลไปมากกว่าประถม ๔ และการศึกษาอบรมผ่านการบวชเรียนจากวัดในท้องถิ่น

  เศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน  : ความผูกพันดังญาติของผู้คน 

การเดินทางด้วยเท้า เกวียน และเรือพาย นอกจากจะต้องพึ่งพาอาศัยผู้คนตามแหล่งปลายทางและแหล่งพักการเดินทางตามแหล่งต่างๆแล้ว ก็เอื้อต่อการได้ปฏิสัมพันธ์กันของชาวบ้านอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ชาวบ้านจึงมักจะรู้จักและนับความเป็นญาติพี่น้องกันตลอดเส้นทาง รวมทั้งในแหล่งที่จอดกองคาราวานเกวียนและท่าจอดเรือที่บ้านชุมแสง พื้นฐานดังกล่าวยังคงสะท้อนให้เห็นได้แม้ในยุคที่มีรถโดยสารแล้ว โดยจะพบว่าการโดยสารรถเมล์หนองบัว-ชุมแสงนั้น จะเป็นรถโดยสารที่เดินทางอย่างแช่มช้าเพราะจะต้องแวะรับฝากและส่งของฝากถึงกันไปด้วยตลอดทาง เมื่อจอดที่ใด ทั้งคนขับรถและผู้โดยสารก็มักจะตะโกนทักทายเยี่ยมเยียนคนรู้จักกันในสองข้างทางไปด้วย

อธิบายภาพ ๓ : กลุ่มผู้สูงวัย ริมซ้ายสุดจากอำเภอหนองบัว ชุดสีเหลืองที่สามจากริมขวาคือแม่ของผู้เขียน นางบุญมา คำศรีจันทร์ จากบ้านตาลิน อำเภอหนองบัว ส่วนที่เหลืออีก ๔ ท่านเป็นกลุ่มคุณแม่จากชุมแสง ทุกท่านเป็นคนเก่าแก่ เป็นเจ้าของกิจกรรมและร้านค้าทั้งในยุคดั้งเดิมและปัจจุบันของชุมแสง มีลูกหลานที่เล่าเรียนทำการงานอยู่ทั่วประเทศ ๖-๘ คน คุณแม่ชุดสีม่วงอ่อนนั้น มีลูก ๔ คน เป็นหมอ ๓ คน และวิศวกร ๑ คน คนหนึ่งอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณแม่จากหนองบัวริมซ้ายสุดเป็นครอบครัวกิจการโรงสีเก่าแก่ที่หนองบัว ข้างสระวัดหลวงพ่ออ๋อย 

เมื่อสงกรานต์ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ระหว่างน้องสาวและแม่รอส่งผมขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่เมื่อกลางดึกของคืนวันหนึ่ง แม่มองไปยังลานจอดพักกองคาราวานเกวียนจากบ้านของเราซึ่งปัจจุบันได้เป็นท่าจอดรถชุมแสง-หนองบัว พร้อมกับเดินชมรอบๆสถานีรถไฟชุมแสงซึ่งนอกจากพนักงานรถไฟ ๒ คนกับน้องสาว หลาน แม่ และผมแล้ว ก็ไม่มีใคร แม่ได้เล่าเรื่อง พ่อเฒ่าคูณ ที่บ้านชุมแสงให้ผมฟัง

เมื่อหลายปีก่อน มีคนเล่าให้แม่ฟังว่า พ่อเฒ่าคูณ คนชุมแสงซึ่งเคยผูกพันกับชาวบ้านแถวบ้านผม เมื่อแก่ตัวลงอายุกว่า ๗๐ ปีนั้น แกมักออกมานั่งอยู่ที่สถานีรถไฟชุมแสงแทบทุกวัน เมื่อเจอคนแถวบ้านผมและเขาถามแกว่าจะไปไหน แกก็บอกว่าไม่ได้ไปไหน แกมานั่งอยู่ที่สถานีรถไฟทุกวันโดยบอกว่า “...เผื่อว่าจะมีคนแถวบ้านเราออกมาบ้าง...”  แกคิดถึงชีวิตเมื่อครั้งได้ไปมาหาสู่กันอย่างในอดีตและเรียกคนแถวบ้านผมว่า ‘คนแถวบ้านเรา

แม่ว่าแกออกมานั่งอยู่สถานีรถไฟอยู่อย่างนั้นหลายปี กระทั่งมาปีสองปีนี้ แกไม่ได้ออกมานั่ง และไม่มีใครเห็นแกอีกแล้ว.