ครอบครัวผมก็อพยพมาจากชุมแสง เตี่ยกับแม่มาจากเมืองจีนก็มาอาศัยอยู่ที่ชุมแสง เตี่ยมาอาศัยและช่วยงานอยู่กับอาเหล่าเจ็ก (ถ้าเป็นคนไทยต้องเรียกว่าปู่ ซึ่งเป็นอาของพ่อ)ตั้งแต่ยังเด็ก (อายุประมาณสิบกว่าขวบ) ส่วนแม่ก็มาเมืองไทยตั้งแต่อายุประมาณ 10ขวบ ก็มาอาศัยอยู่กับอาเหล่ากู๋ (ตา ซึ่งเป็นน้าชายของแม่) จนแต่งงานกันและมีลูก คือพี่คนโตๆผม หลายคนก็เกิดที่ชุมแสง ส่วนทีเหลือรวมทั้งผมด้วยมาเกิดที่หนองบัว หลังจากที่บ้านได้ย้ายมาหนองบัว เลยมีญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ที่ชุมแสงหลายคน ชาวบ้านร้านตลาดที่หนองบัวส่วนใหญ่ก็อพยพมาจากชุมแสง หนองบัวกับชุมแสงจึงใกล้ชิดกันมาก เพราะเมือก่อนหนองบัวมีทางออกสู่โลกภายนอกแค่ทางเดียวคือชุมแสง ส่วนอีกทางคือท่าตะโกดูจะไกลและไม่สะดวกเท่า คนชุมแสงเมื่อจะขยับขยายที่ทางทำกินก็จะมองหนองบัวเป็นอันดับแรกๆ
ตอนเล็กๆ เตี่ยจะต้องไปทำธุระที่ชุมแสงอยู่บ่อยๆ เท่าที่ผมจำความได้ ก็จะมีรถเมล์ของฮั้งคีมหรือเปล่าหนอที่วิ่งระหว่างหนองบัว-ชุมแสงแล้ว แต่ก็วิ่งได้เฉพาะหน้าแล้ง หน้าฝนหมดสิทธิ์วิ่ง ไปชุมแสงแต่เช้ามืด กลับมาก็มืดค่ำ เตี่ยมักจะมีฝักบัว รากบัว ขนมจีบซาลาเปามาฝากพวกเราด้วย จำได้เคยขึ้นรถเมล์ไปชุมแสง เมารถอ้วกแตกอ้วกแตน ไปเยี่ยมบ้านอาเหล่าเจ็ก ซึ่งมี โรงมวนยาสูบและสนามแบดมินตันอยู่ทางใต้ และมีร้านขายทองที่อยู่ในตลาดริมแม่น้ำ ผมชอบบรรยากาศริมแม่น้ำมาก นั่งดูเรือนแพ ดูเรือ ไม่รู้เบื่อ ก็ที่หนองบัวมันไม่มีให้ดูนี่
พอโตขึ้นมาพอที่จะเดินทางไปคนเดียวได้ (ประมาณป.6-7) วันหยุดซึ่งส่วนใหญ่เป็นวันเสาร์ก็จะนั่งรถเมล์ไปซื้อของที่ชุมแสงมาขายอยู่บ่อยๆ นั่งรถนับเสาโทรเลขเพลินเลย ที่เสาโทรเลขมันจะมีตัวเลขบอกระยะทางที่พอจะให้เรารู้ว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว บ่อยครั้งที่คนโดยสารแน่นมาก(ทั้งคนทั้งสินค้า)โดยเฉพาะขากลับมาหนองบัว ต้องขึ้นไปนั่งบน หลังคา ได้นั่งมองวิวท้องนาพาโนรามา360องศาระหว่างทาง แต่ก็ต้องคอยก้มหลบกิ่งไม้ข้างทางด้วย ดีว่ารถเมล์วิ่งไม่เร็วนัก ชั่วโมงกว่าๆกับระยะทาง 30 กม.(ปัจจุบันถึงถนนหนทางดีกว่าสมัยก่อนเยอะ แต่รถเมล์ก็ยังใช้เวลาเกือบชั่งโมงอยู่ดี) พอใกล้ๆชุมแสง แถวๆหัวกระทุ่ม จะเห็นนกยาง นกแซงแซว มีสะพานข้ามคลองยาวๆ 3- 4 สะพานและชาวบ้านยืนทอดแหอยู่ข้างทาง แถวชุมแสงนี่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์จริงๆ มีชานเทแร่ยิปซั่มจากหนองบัว ที่มาพักไว้เพื่อขนถ่ายขึ้นรถไฟไปยังปลายทางอีกที นอกจากนี้ก็มีแหล่งชุมชนคนลิเกของชุมแสงก็จะอยู่แถวๆนี้
เมื่อก่อนไปชุมแสงนอกจากไปซื้อของมาขายแล้ว ยังต้องไปธ.ออมสิน ฝากเงิน50- 100บาท แล้วก็จะได้การ์ดสวยๆมาสะสม บางโอกาสก็จะได้แจกกระปุกออมสิน บรรยากาศแบบนี้ไม่น่าจะมีแล้ว ที่เด็กๆจะมาที่ธนาคารเยอะมาก
ลงจากรถเมล์ก็เดินข้ามรางรถไฟทะลุสถานีรถไฟก็เป็นตลาดชุมแสงแล้ว เดินเข้าไปอีก 100เมตรก็จะเจอแม่น้ำน่านแล้ว เมื่อก่อนจะมีห้องแถวร้านค้าขนานไปกับแม่น้ำหันหลังบ้านให้แม่น้ำ การค้าขายในช่วงนั้นคึกคักมากผู้คนจอแจ นอกจากคนหนองบัวแล้วก็ยังมี มาจากบางมูลนากอีก ผิดกับปัจจุบันคนชุมแสงมักจะบ่นให้ฟังอยู่บ่อยๆว่าค้าขายไม่ดี เงียบวังเวงสู้หนองบัวไม่ได้ เพราะการคมนาคมทางน้ำและ ทางรถไฟไม่ได้รับความนิยม อีกอย่างคือการขยายตัวของชุมแสงไปได้เฉพาะทางด้านข้างเท่านั้น(เหนือ-ใต้) เนื่องจากโดนบล็อคไว้ด้วยรางรถไฟและแม่น้ำ
สิ่งที่ชุมแสงมีแต่หนองบัวไม่มีก็คือแม่น้ำกับทางรถไฟ(เมื่อก่อนมีธนาคารอีกอย่างที่หนองบัวยังไม่มี)
สิ่งที่หนองบัวมีแต่ชุมแสงไม่มี (ไม่แน่ใจ)น่าจะเป็นภูเขารึเปล่า