แต่เดิมอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ในยุคที่ยังไม่มีการติดต่อกับโลกภายนอกมากนัก ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นไม่มาก ตัวเมืองของอำเภอเหมือนชนบททั่วไป
แต่หลังจากมีการตัดถนนที่เป็นการคมนาคมเชื่อมต่อทั้งในระดับท้องถิ่นกับชุมชนรอบข้าง และในระดับภูมิภาคต่างๆของประเทศ เช่น ทางหลวงสายเหนือจากกรุงเทพ แยกตากฟ้า ผ่านหนองบัวขึ้นสู่ภาคเหนือ
ทางหลวงจากนครสวรรค์ ชุมแสง ผ่านหนองบัวไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตรงแยกหนองบัว-จังหวัดชัยภูมิ
การคมนาคมที่ดีขึ้นมากเหล่านี้ ทำให้หนองบัว เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หลายอย่างนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของชุมชนแล้ว เมื่อนำมาเล่าขาน ท้าวความเป็นมา ก็จะเป็นเรื่องราวที่ให้ความผูกพันแก่ผู้คน สานสำนึกและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกันของคนรุ่นต่อรุ่น เลยขอบันทึกไว้เพื่อจุดประกายนำไปสู่การถักทอเรื่องราวช่วยกันของคนในท้องถิ่น ในบางเรื่องที่พอจะดึงออกมาจากความทรงจำได้
โรงไฟฟ้าเกาะลอย โรงไฟฟ้าเมื่อแรกมีไฟฟ้าของหนองบัว คนรุ่นหลังและคนทั่วไปอาจจะนึกภาพชุมชนหนองบัวเมื่อก่อนทศวรรษ 2510-2520 ไม่ออก ณ เวลานั้น ชุมชนส่วนใหญ่ของหนองบัวใช้ไต้และตะเกียงน้ำมันก๊าด ศูนย์กลางความเป็นชุมชนคือวัดหลวงพ่ออ๋อยและตลาดสดหนองบัว
สองข้างทาง นับแต่โรงสีข้าว จนถึงบริเวณศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์และท่ารถเมล์ ซึ่งเป็นบริเวณมีความเป็นเมืองมากที่สุดในเวลานี้นั้น ตอนนั้น เป็นบ้านชาวบ้านและเรียงรายไปด้วยคอกวัวควาย มีคลองขนาบสองข้าง ซึ่งหน้าน้ำหลาก จะมีเรือยาววิ่งไปได้ถึงอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งไกลออกไปอีก 30 กิโลเมตร
เมื่อค่ำมืด หนองบัวก็จะกลายเป็นเมืองที่วังเวง โดดเดี่ยวอยู่ในความมืด มียามคอยถีบจักรยานและตีแผ่นเหล็กคอยบอกเวลา
ณ เวลานั้น หนองบัว ก็เริ่มมีมีโรงปั่นไฟฟ้าอยู่ที่ข้างเกาะลอย มีนายช่างคอยดูแลซึ่งก็เป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพนับถือของผู้คนในหนองบัวมาก
ในยุคนั้น โรงไฟฟ้า จะปั่นไฟเป็นเวลา พอตกดึกสามสี่ทุ่มก็ปิด ละแวกที่ได้ใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟฟ้าเมื่อแรกมีของหนองบัว กินอาณาบริเวณไปไม่กว้างเท่าใดนัก เช่น เลยไปแถวบ้านช่องอีกฟากหนึ่งของเกาะลอย ชาวบ้านก็ใช้ตะเกียงแทนไฟฟ้าแล้ว
การใช้ไฟฟ้าจึงเป็นความทันสมัยและบ่งบอกความแตกต่างของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่กับชุมชนที่อยู่ในตัวอำเภอ ชาวบ้านจึงมีการเปรียบเปรยว่า 'คนรวยและเจ๊ก อยู่ตึกและใช้ไฟนีออน ไทยกับลาวใช้ตะเกียงและบ้านมุงแฝก'
โรงหนังเมื่อแรกมีของหนองบัว ยุคหนึ่ง หนองบัวเคยมีโรงหนังถึงสองโรง และกำลังจะมีโรงที่สามที่ศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์ แต่ก็เพียงผุดขึ้นมาอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้พัฒนาต่อ
โรงหนังโรงแรกดั้งเดิมที่สุด ตั้งอยู่ตรงบริเวณโรงสีข้าวตรงหัวตลาด ซึ่งติดกับบริเวณที่ในปัจจุบันกำลังจะเป็น 7 ELEVEN * แห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของหนองบัวในปัจจุบัน เป็นโรงหนังขึ้นโครงด้วยเสาไม้ไม่กี่ต้นแล้วก็ปะโดยรอบด้วยสังกะสี
ใช้ท่อนไม้พาดบนตอม่อเป็นที่นั่งดูหนังเป็นแถวๆ พื้นเป็นดิน มักฉายแต่หนังแขก ระหว่างฉาย จะมีคนเดินขายถั่ว อ้อยควั่น ตะโกนกันขโมงโฉงเฉง คนดูหนังสูบยาฉุนควันคลุ้ง ความจุสัก 100-200 คน
ต่อมา ก็มีโรงหนังแห่งใหม่ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง โรงหนังแห่งที่สองนี้สร้างขึ้นที่เยื้องๆ หน้าอำเภอหนองบัว อยู่คนละฟากถนน ของศาลาประชาคมและที่ว่าการอำเภอหนองบัว สภาพดีกว่าและทันสมัยกว่าโรงหนังแห่งแรกทุกอย่าง แต่ว่าในยุคนั้นต้องถือว่าหลุดออกไปเกือบนอกตัวเมืองของอำเภอ โรงหนังโรงใหม่นี้มักฉายหนังไทย หนังจีน และหนังฝรั่ง หลายครั้งมีหนังโป๊แทรก โดยทำให้ดูเหมือนกับใส่ฟิล์มผิด ซึ่งก็จะมีอยู่เป็นประจำ เป็นการแข่งขันเรียกลูกค้าอย่างหนึ่งเหมือนกัน
อำเภอเล็กๆแค่นั้น เวลาจะฉายหนังก็ต้องช่วงชิงคนดูโดยใช้รถตระเวนโฆษณา รอบแล้วรอบเล่า และเวลาจะฉายก็สร้างบรรยากาศเร้าให้คนตื่นตัวที่จะไปดูอยู่นั่นแล้ว แต่ก็ไม่ฉายสักที
บางทีก็เปิดเพลงมาร์ชหมดเกลี้ยงทั้ง 4 เหล่าทัพ เพราะโดยปรกติ เวลาได้ยินเพลงมาร์ช ก็จะเป็นที่รู้กันของผู้คนว่าหนังกำลังจะฉาย เร้าให้รีบออกไปดูหนังและจ้ำเท้าก้าวเดิน แต่คนก็ยังน้อยอยู่ดี เลยก็ต้องเปิดมาร์ชทั้งสี่เหล่า วนแล้ววนอีก พอฉายจบและปิดโรงหนัง จึงจะเปิดเพลงสรรเสริญบารมี ไม่เหมือนกับปัจจุบันของทั่วไปที่จะเปิดก่อนเริ่มต้นฉาย
หนองบัวเกือบมีย่านศูนย์การค้าและโรงมหรสพเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งที่ศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์ ตอนก่อสร้างมีโรงมหรสพขนาดใหญ่ โครงไม้หลังคาสังกะสี ใช้จัดฉายหนังล้อมผ้า เวทีมวย และจัดแสดงดนตรี
คุณครูทิม บุญประสม คุณครูโรงเรียนหนองบัว เคยนำวงดนตรี Yellow Brown หรือ วงน้ำตาลเหลือง ของโรงเรียนหนองคอก หรือโรงเรียนหนองบัวไปเล่นปิดวิกที่นั่น ประกบกับวงดนตรีของคณะล้อต๊อก วงดนตรีลูกทุ่งและคณะตลกที่โด่งดังที่สุดของเมืองไทยในยุคนั้นเลยทีเดียว นึกถึงแล้วก็ทั้งขำและประทับใจ เพราะหะแรกเขาก็ให้เล่นก่อนวงของคณะล้อต๊อก แต่ไปๆมาๆก็บอกว่า คณะล้อต๊อกยังมาไม่ถึงและยังไม่พร้อมเล่น ให้พวกเราเล่นคั่นไปก่อน
ด้วยความเป็นแม่เหล็กของล้อต๊อกในยุคนั้นคนก็ยังรอสิครับ เข้ามาแน่นโรงไปหมด แต่ดึกๆ ไปอีกก็ยังไม่มา มีแต่หางเครื่องและคนในวงของล้อต๊อกมา คราวนี้เลยบอกให้วง Yellow Brown เล่นรอล้อต๊อก สลับกับมีคนที่บอกว่ามาจากวงดนตรีลูกทุ่งของล้อต๊อก ออกมาพูดกับคนดูเป็นระยะๆ แรกๆก็พอเอาอยู่ครับ แต่พอหลายๆเพลงเข้าก็ชักเริ่มเกิดการมีส่วนร่วมจากคนดูขึ้นไปยังเวทีที่พวกผมเล่นดนตรีอยู่ครับ
ช่วงหนึ่ง ขณะที่เล่นและร้องเพลงกันอยู่ ผู้ชมซึ่งเกิดอาการไม่พอใจที่ล้อต๊อกไม่มาสักทีก็เริ่มอาละวาดล่ะซีครับ มีอิฐลอยมาหล่นบนเวทีสอง-สามก้อน จากนั้น ก็เกิดการป่วนโกลาหล กระทั่งโรงแตกและต้องเลิกเล่น กลายเป็นรับเคราะห์ทั้งขึ้นทั้งล่อง โดยที่คนดูก็คงไม่รู้พอที่จะแยกแยะได้ว่าพวกเราไม่ใช่วงลูกทุ่งของล้อต๊อก แต่เป็นวงดนตรีน้ำตาลเหลือง วงดนตรีนักเรียนของโรงเรียนประจำอำเภอหนองบัว ซึ่งเป็นลูกหลานของพวกเขาเอง
โรงหนังแห่งใหม่หน้าอำเภอ ต่อมาก็ถูกไฟไหม้ราบเป็นหน้ากลอง แล้วก็ไม่สร้างขึ้นใหม่อีกเลย และทั้งหมดก็ล่มสลายไป คนเดี๋ยวนี้อาจจะไม่รู้ว่า อำเภอหนองบัวเคยมีโรงหนังถึงสามโรงด้วยกัน
ร้านถ่ายรูปสุริยา ก่อนหน้านั้น หนองบัวมีแต่ช่างถ่ายรูป ตระเวนไปถ่ายตามงานต่างๆ และเป็นยุคที่ยังใช้แฟลชหลอด หรือที่ช่างถ่ายรูปเราเรียกว่า Flash-Bulb เวลาถ่ายจะมีแสงจ้าเหมือนฟ้าแลบ ชาวบ้านเวลาเข้าแถวถ่ายรูป พอเจอแสงแฟลชก็จะตกใจเพราะคุ้นเคยแต่แสงฟ้าแลบ-ฟ้าผ่า ไม่เคยเห็นอะไรที่จะแปลบปลาบและวาบอย่างฉับพลันขนาดนั้น จึงหากไม่วงแตก วิ่งกระเจิง ก็จะกรีดร้องและหลบวูบวาบ
ต่อมา ก็มีร้านถ่ายรูปเกิดขึ้น คือร้านถ่ายรูปสุริยา ที่ศูนย์การค้าและท่ารถเมล์ธารบัวสวรรค์ นับว่าเป็นร้านถ่ายภาพเมื่อแรกมีของหนองบัว ผู้ที่เรียนจบและทำใบสุทธิระดับต่างๆ รวมทั้งนาค ผู้บวชพระ คนกำลังแตกหนุ่มแตกสาว ส่วนใหญ่ก็จะไปถ่ายรูปกันที่ร้านถ่ายรูปสุริยานี้ การมีรูปถ่ายทั้งสำหรับติดบ้าน ติดกระเป๋า และใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนกัน นับว่าเป็นความโก้และมีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่มีโอกาสได้ถ่ายรูป
นายช่างสุริยาเป็นคนมีอัธยาศัยเหมือนกับคนในชนบททั่วไปที่กลมกลืนและทำอยู่ทำกินเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แกรับถ่ายรูปทั้งที่ร้านตนเองและตามไปถ่ายตามงานบ้าน งานหนาแน่นจนเล็บมือแกเป็นสีน้ำตาลเข้มเพราะงานเยอะและต้องสัมผัสกับน้ำยาถ่ายรูปอย่างไม่มีเวลาวางมือ
วงเวียนหอนาฬิกาสี่แยกหนองบัว หนองบัวเมื่อยุคทศวรรษ 2510 มีหอนาฬิกาเป็นเหมือนวงเวียนจราจรไปในตัวอยู่ที่หัวตลาด ซึ่งเป็นศูนย์พบปะ และเป็นท่ารถแห่งแรกๆ ของหนองบัว ในยุคก่อนที่จะมีรถเมล์เขียวและรถเมล์แดง หอนาฬิกาดังกล่าว บนยอดสุดติดลำไพงเครื่องกระจายเสียง 4 ตัว หันไปรอบทิศ นับว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารและบริหารจัดการความเป็นส่วนรวมในยุคแรกมี
ด้านข้างในระยะแรกๆของวงเวียนหอนาฬิกา ก็มีต้นมะขามและแคร่ไม้สำหรับเป็นแหล่งพบปะของผู้คนท้องถิ่น รวมทั้งมีปั๊มน้ำมันสามทหาร กลางวันคนก็จะนั่งคุยและเล่นหมากรุก-หมากฮอร์ส กินโอยั๊วะรอรถ พอตกเย็นก็ผสมด้วยวงเหล้าขาว เป็นเสมือนพื้นที่สำหรับสร้างวงสังคม ถักทอผู้คนในหนองบัวและชุมชนโดยรอบ ให้ได้รู้จักคุ้นเคยกันทั้งอำเภอ รู้จักและนับญาติกันไปจนถึงพ่อแม่และโคตรเหง้าเหล่ากอเลยทีเดียว
มีข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งมีงานหรือจะไหว้วานสิ่งใดกันก็เพียงบอกกล่าวถึงกัน ไม่ต้องมีการ์ด ก็รู้กันทั่วทั้งอำเภอ

ภาพแยกตลาดหนองบัวเดิม วาดโดย : ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ สิงหาคม ๒๕๕๒
ภาพแยกตลาดหนองบัวเดิม ตรงทางแยก มีวงเวียนหอนาฬิกาและหอนาฬิกานั้นก็ติดตั้งลำโพงเพื่อกระจายเสียงตามสาย ข้างหอนาฬิกามีป้อมตำรวจ ด้านซ้ายถัดจากป้อมตำรวจเป็นปั๊มน้ำมันสามทหาร มีต้นมะขาม ต้นมะขามเทศ และท่ารถไปเหมืองแร่ เขามะเกลือ ปากดง รถบรรทุกแร่และรถบรรทุกไม้ จากเหมืองแร่และปากดงไปยังชุมแสงและปากน้ำโพ จะผ่านที่แยกนี้ ถนนเป็นถนนลูกรังและดินเหนียว ฝุ่นหนาเป็นปึก
ระหว่างป้อมตำรวจกับปั๊มน้ำมันสามทหาร เป็นแยกที่เข้าไปยังชุมชนวัดเทพสุทธาวาส เป็นทั้งทางรถ ทางเกวียน ทางวัวและควาย เวลาแห่นาคจากด้านชุมชนวัดเทพสุทธาวาสมาวนตลาดหนองบัว หรืออาจจะมาวัดหนองกลับ ก็มักจะออกมาทางถนนแคบๆนี้
ด้านขวาของป้อมตำรวจ มีกลุ่มอาคารพาณิชย์ เป็นอาคารไม้สองชั้น ๒ ฟากถนน ห้องแรกตรงคูหาริมขวานั้น เดิมเคยเป็นโรงพยาบาลคริสเตียน ซึ่งต่อมาได้ย้ายออกไปตั้งอีกที่หนึ่งนอกตัวเมืองกระทั่งพัฒนาเป็นโรงพยาบาลหนองบัวดังปัจจุบัน
ห้องติดกับที่เป็นโรงพยาบาลคริสเตียนเดิม มักเห็นเป็นที่นั่งซ้อมวงดนตรีของชาวไทยจีนสำหรับแห่ล่อโก๊ะและเล่นงานงิ้ว ทางแยกที่เข้าไปแยกนี้ จะทะลุไปยังชุมชนวัดเทพสุทธาวาสเช่นกัน เวลาแห่ขบวนเจ้าพ่อเจ้าแม่หนองบัว จะเข้าไปที่แยกนี้
ข้างอาคารหัวตลาดด้านขวามือของภาพ มักเป็นที่จัดกิจกรรมขายของของพ่อค้าเร่ เช่น เล่นกล และรถขายยา ร้านหัวตลาดที่เห็นในภาพเป็นร้านอาหารตามสั่ง ในปี ๒๕๑๑ นั้น ร้านตรงหัวตลาดนี้มีโทรทัศน์ขาวดำแล้ว
ครั้งที่มีการถ่ายทอดยานอพอลโล ๑๑ ลงจอดบนดวงจันทร์นั้น คนทั้งอำเภอแห่กันมานั่งดูโทรทัศน์กันที่่ร้านนี้ แม้แต่โรงเรียนก็หยุดการเรียนการสอนชั่วครู่เพื่อให้เด็กๆและคุณครูมาดูการถ่ายทอดโทรทัศน์ยานอพอลโล ๑๑ ลงจอดดวงจันทร์
โรงน้ำแข็งและโรงทำไอติมเมื่อแรกมี หนองบัวมีโรงทำน้ำแข็งและทำไอติม อยู่ติดกับสระน้ำวัดหลวงพ่ออ๋อยด้านถนนที่ออกไปยังเกาะลอย เป็นโรงทำน้ำแข็งและทำไอติม ทั้งไอติมหลอด ไอติมไข่ และไอติมกะทิ

ภาพคนหาบถังไอติมขายเข้าไปในหมู่บ้านไกลออกไปจากหนองบัวนับสิบกิโลเมตร
ไอติมในถังเป็นไอติมหวานเย็น
มีการสร้างแรงจูงใจให้เด็กๆซื้อโดยหากกัดกินแล้วไม้ไอติมมีสีแดงก็จะได้ไอติมฟรีอีกหนึ่งแท่ง
ภาพประกอบวาดโดย
: ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
เด็กๆ จะชอบไอติมหลอด เวลากินแล้วก็จะรีบกัดเพื่อดูว่าไม้ไอติมมีสีแดงหรือไม่ หากมีก็จะไปแลกได้เพิ่มอีก ชาวบ้านรอบนอก โดยเฉพาะชาวนา จะชอบไอติมไข่และไอติมกะทิ โดยจะนึ่งข้าวเหนียวและทำข้าวเหนียวมูล และซื้อไอติมไปกินกับข้าวเหนียวมูลเป็นกาละมัง กินกันเป็นกลุ่มๆ เวลาเกี่ยวข้าวและทำนาทำไร่.
.............................................
* บันทึกเมื่อธันวาคม 2551
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแล ขำสุข (อาสโย)
ขอบพระคุณที่พระคุณเจ้าเข้ามาเสริมข้อมูลให้มีรายละเอียดมากขึ้นครับ
พอพูดถึงโรงหนังหน้าอำเภอหนองบัว ผมเองก็ทันเพราะแต่ก่อนมันปิดร้างไว้เมื่อประมาณปีพศ.2529 ผมเองเรียนอยู่ชั้นเตรียม หรือชั้นเด็กเล็ก ในโรงพิธีเก่าของวัดใหญ่ ทางโรงเรียนหนองบัวเทพได้จัดงานขายบัตรฉายหนังเป็นครั้งสุดท้ายให้นักเรียนรู่นนั้นได้เข้าชมในราคา10บาท ฉายหนัง 1 เรื่อง คือ สมเด็จพระนเรศวร มันเก่าจนเป็นลายเส้น
นักเรียนเดินเข้าแถวตั้งแต่โรงเรียนมาที่โรงหนัง แม้ว่าแดดร้อนตอนบ่ายก็ยังตื่นเต้นกันทุกคน ในขณะที่ฉาย ฝนเกิดตกลงมา มีน้ำไหลเข้าโรงหนัง เพราะเป็นพื้นดินลูกรัง เก้าอี้ไม้ เป็นม้านั่งยาว ผิดกับสมัยนี้ที่ติดแอร์ ชาวบ้านมักเรียกชุมชนนั้นว่า คนหน้าวิก และที่เป็นที่รู้จักกันในนามมือกลองยาวคือ ลุงลานหน้าวิกแกเป็นคนที่ตีกลองยาวที่ชาวบ้านชอบมาก แต่ปัจจุบันโรงหนังหน้าอำเภอได้สร้างเป็นโกดังของแจ๊กแล้ว และชาวบ้านก็งเรียกหน้าวิกอยู่ครับ
วัดใหญ่นี่เขาหมายถึงวัดหลวงพ่ออ๋อยหรือครับ ที่วัดหลวงพ่ออ๋อยหรือวัดหลวงพ่อเดิม-วัดหนองกลับ ก็มีศาลาเก่าอยู่หลังหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจนถึงปี ๒๕๒๙ นี่จะยังมีอยู่หรือไม่ ศาลาเก่าหลังดังกล่าว อยู่ใกล้รั้วทางเข้าด้านตลาดของโรงเรียนหนองบัวเทพ ใช้เป็นที่เรียนหนังสือของพระเณร
ต่อมา ที่นั่นก็เป็นที่จัดการเรียนการสอน การศึกษาผู้ใหญ่ ให้กับประชาชนชาวหนองบัว
ในรุ่นที่พวกผมอยู่หนองคอกนั้น มีคุณครูรุ่นใหม่ไฟแรงกลุ่มหนึ่ง คือคุณครูสมนึก (ตอนนี้ยังนึกนามสกุลไม่ออก ทั้งๆที่ผมได้ซักผ้าและรีดผ้าให้คุณครูอยู่หลายเดือน รวมทั้งทำไฟไหม้มุ้งนอนลามไปไหม้เสื้อผ้าคุณครูเสียหายไปหลายตัวพร้อมๆกับเสื้อผ้าของคุณครูศุภฤกษ์ ฟูเผ่า และคุณครูสมัคร รอดเขียน) คุณครูณรงค์ ฤทธิ์เต็ม และคุณครูสมัคร รอดเขียน สละเวลาส่วนตัวในเวลากลางคืน เปิดห้องเรียนเสริมให้กับนักเรียนโรงเรียนหนองคอก ในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ทำเหมือนกับเป็นโรงเรียนกวดวิชาอย่างนั้นเลย
ในยุคนั้น อำเภอหนองบัวยังบ้านนอกคอกนามาก มืดค่ำลงมาก็ดูเงียบเชียบ แต่คุณครูกลุ่มหนึ่งกลับพากันขี่มอเตอร์ไซคล์และถีบจักรยานตะรอนๆ ไปสอนเพิ่มเติมให้กับเด็กๆ พอประมาณเกือบสามทุ่ม ซึ่งใกล้เวลาที่เครื่องปั่นไฟฟ้าของอำเภอหนองบัว ตั้งอยู่ที่เกาะลอย จะปิด ก็เลิกแล้วก็ถีบรถกลับบ้านกัน บางคนถีบรถมาจากธารทหาร ซึ่งออกทางด้านใต้หนองบัวไกลออกไป ๖-๗ กิโลเมตรพอๆกับบ้านผมเลยเช่นกัน
แต่ไม่รู้ว่าเป็นที่เดียวกันหรือเปล่า ผมไม่เคยรู้เลยว่าวัดใหญ่อยู่ตรงไหน และเขาเรียกวัดหนองกลับว่าวัดใหญ่กันหรือไม่ เพราะอันที่จริงแล้วผมเป็นเด็กบ้านนอกของบ้านนอกคือหนองบัว อีกทีหนึ่งน่ะครับ
แต่โรงเรียนที่เป็นเรือนไม้หลังเก่าของโรงเรียนหนองบัวเทพนี่ ทันได้เห็นอยู่ครับ ข้างๆนั้นมีต้นฉำฉาหรือจามจุรีต้นใหญ่ที่ร่มรื่นและมีลานกว้าง พวกผมชอบไปเล่นที่ลานใต้ฉำฉานั่นครับ
วัดใหญ่ก็คือวัดหนองบัว-หนองกลับถอกต้องแล้วครับเพราะเป็นวัดที่ใหญ่โตในระแวกนั้น ควาวมปลียนแปลงจากเดิมเท่าที่ผมจำความได้คือ แต่ก่อน กุฎิพระจะมีอาคารไม้เรียงยาวติดด้านสระน้ำจะมีคะณะไล่ตามลำดับ ปัจุบันสร้างเป็นโรงเรียนพระปริยะติรรม จะมีหอกลอง หอระฆัง โรงพิธี โรงลิเก ศาลาปก มีต้นฉำฉาตลอดแนวโรงเรียนและวัด ศาลาจะใหญ่แต่ไม่สูงเช่นปัจจุบันส่วนโรงเรียนหนองบัวเทพเป็นอาคารยาวด้านหน้าอาคารไม้ ได้เคยเรียนตอนอยู่ชั้น ป.2 เมื่อเทอมสุดท้ายได้ทำการลือถอน อาคารยาวนั้นเด็กชอบแอบไปเล่นยิงลูกแก้วลงหลุมเพาะไม่มีแดด มีเพือน 1คน ชื่อ มานะ แป้นไพร บ้านอยู่ทางสี่แยกต้นอีซึกจะเอาม้ามาผูกเลี้ยงที่หน้าอาคาร ทั้งที่แค่เด็กป.2จะขี่ม้ามาโรงเรียนทุกวันเมื่อตอน ป.6 ผมและเพื่อนอีก4คนนำทีมโดยคุณครู รุ่งโรจน์ได้ทุบกำแพงหน้าโรงเรียนตลอดแนว เพราะทรุดโทรมมาก ส่วนคุณครูสม นึก อ่อนสด ศุภฤกษ์ ฟูเผ่า คุณครูณรงค์ ฤทธิ์เต็ม คุณครูขุน โอภาษี คุณครู วีรชน พูลพันธ์ ได้เรียนกับท่านที่โรงเรียนหนองคอกเป็นผู้ที่ถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ได้ดีมาก แต่ครูตีเจ็บทุกท่านครับ
ผม อนุกูล วิมูลศักดิ์ เป็นผู้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์เก่าในอำเภอหนองบัว ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ศรีประทุม และโรงภาพยนตร์ไทยประเสริฐ ซึ่งผมติดตามมาตั้งแต่แรก ๆ ที่เห็นรายชื่อโรงภาพยนตร์เก่าในเว็บไซต์ของมูลนิธิหนังไทย จนกระทั่งได้ไปบันทึกภาพ อดีตที่ตั้งโรงภาพยนตร์ศรีประทุม และโรงภาพยนตร์ไทยประเสริฐ รวมทั้งสอบถามข้อมูลดังกล่าว และวันนี้คุณเสวก ใยอินทร์ก็เข้ามาโพสต์ในเว็บบอร์ดดังกล่าวด้วย วันนี้ผมเลยเข้ามาแนะนำตัวครับ เพราะผมเพิ่งจะทราบเมื่อตอนเย็นและฉุกละหุกพอสมควร ขอเวลาอีกสักเล็กน้อยครับ อีกอย่างหนึ่งผมเป็นคนรุ่นหลัง แต่มีความสนใจในภาพยนตร์เป็นงานอดิเรกอยู่ก่อนแล้ว ก็เลยให้ความสนใจเกี่ยวกับความเป็นมาของโรงภาพยนตร์ประจำอำเภอ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นคนหนองบัวโดยกำเนิดก็ตาม เพราะครอบครัวย้ายมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2532 ซึ่งผมเองก็เคยเข้าไปสำรวจโรงภาพยนตร์ดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ. 2536 หรือ พ.ศ. 2537 ประมาณนี้ครับ
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์และคุณอนุกูล
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล อาสโย ,เรียน อ.วิรัตน์ และคุณเสวก ใยอินทร์
ผมไม่แน่ใจว่าภาพที่ อ. เสวก ส่งมาถึงพระคุณเจ้า จะเป็นภาพที่ผมถ่าย และได้โพสต์ลงในเว็บไซต์ "เพื่อนคนรักหนัง" หรือ www.thaicine.com หรือเปล่า เพราะเป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 13 - 14 ก.ค. ที่ผ่านมานี้เอง หรืออาจจะเป็นภาพในมุมที่แตกต่างไปจากที่ผมมีอยู่ก็ได้ เพราะผมเองเคยเข้าไปสำรวจโรงหนังไทยประเสริฐเมื่อปี พ.ศ. 2536 แต่ไม่ได้บันทึกภาพไว้เลย ที่มีอยู่ตอนนี้คือภาพถ่ายเก่า ก่อนที่จะมีคนซื้ออาคารดังกล่าวเพื่อปรับปรุงเป็นบ้านส่วนตัว และเป็นโกดังเก็บอุปกรณ์สำหรับเดินสายไฟ ซึ่งผมเองก็ถ่ายภาพเมื่ออาคารได้ปรับปรุงแล้วครับ
เมื่อคืนวานนี้ผมได้ส่งเมล์ถึง คุณเสวก ไม่ทราบว่าได้รับหรือยัง ส่วนการโพสต์ภาพเพิ่มเติมนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของบล็อกนี้หรือเปล่า จึงจะสามารถโพสต์ภาพเพิ่มได้ หรืออาจจะต้องส่ง CD ไฟล์รูปถ่ายไปแทน
ส่วนข้อมูลที่ได้มาและผมโพสต์ไว้นั้น ผมยอมรับว่าไม่ปะติดปะต่อ เหมือนเป็นจิ๊กซอว์มากกว่า เพราะผมได้ข้อมูลมาจากคำบอกเล่าของผู้ที่ซื้ออาคารของโรงหนังไทยประเสริฐ และคุณสมควร ปานขลิบ เจ้าของร้านปานขลิบโอสถเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ศรีประทุม ซึ่งยังเก็บเครื่องฉายภาพยนตร์ ระบบฟิล์ม 16 มม. ยี่ห้อ "วิคเตอร์" (Victor) ซึ่งผมก็ไปถ่ายภาพมาแล้ว ล่าสุดนี้ยังหาฟิล์มภาพยนตร์ที่ยังคงเก็บไว้เหลือเพียงเรื่องเดียว แต่ตอนนี้ยังไม่พบครับ ถ้าพบแล้วทางร้านจะให้ผมไปถ่ายภาพอีกที
ตอนนี้ผมเป็นครูจ้างสอน อยู่ที่ รร. วัดเทพสุทธาวาสครับ ถ้าคุณเสวก ได้เข้ามาอ่านตรงนี้ และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมก็ติดต่อได้ที่หมายเลข 084-819-7374 หรืออีเมล์ [email protected] ครับ
ขอขอบคุณสำหรับลิงค์ประกอบ ผมเข้าไปอ่านแล้วครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแล ขำสุข(อาสโย) สวัสดีคุณครูอนุกูลและทุกท่านครับ
การพึ่งตนเอง ก้าวข้ามข้อจำกัดที่มี : บูรณาการการเรียนรู้และสะสมความรู้ท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการทำงาน และการได้สร้างคน-การได้พัฒนาถิ่นที่อาศัย
ยกะดับเป็นชุมชนเรียนรู้และร่วมสร้างความรู้จากการดำเนินชีวิต
การบ่มจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้และสร้างวิถีวัฒนธรรม ก่อนเข้าสู่ความทันสมัยทางรูปแบบ
การเรียนรู้ของสังคมเพื่อเลือกสรรการเปลี่ยนแปลง และทางเลือกการพัฒนาตามความพร้อม
กราบนมัสการด้วยความเคารพ
ผมตัดสินใจทำลิงค์ครับ
โรงภาพยนตร์ศรีประทุม http://www.thaicine.com/wboard/maintopic.php?GroupID=63&Begin=0&ID=2787
โรงภาพยนตร์ไทยประเสริฐ (หนองบัวรามา) http://www.thaicine.com/wboard/maintopic.php?GroupID=63&Begin=0&ID=2788
ส่วนภาพถ่ายต้นฉบับยังอยู่นะครับ
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
กราบนมัสการท่านหลวงอา กราบสวัสดีท่านอ.วิรัตน์และท่านอ.อนุกลูทราบ
ข้อความเนื้อหารูปภาพ โรงหนัง ที่ผมส่งไปให้หลวงอานั้นคัดมาจากต้นฉบับไม่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงข้อมูลใดๆทั้งสิ้นโดยไม่ทราบด้วยซ้ำว่าผู้เขียนครือใคร เมื่อท่านหลวงอาได้อ่านแล้วเกิดความสนใจเพราะเล็งเห็นว่าน่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีอยากทราบว่าผู้เขียนคือใครเลยให้ผมติดตามเรียนเชิญมาร่วมเวทีแลกความคิดเห็นท่านอาจารย์อนุกูลทำได้ดีเยี่ยมแล้วไม่ต้องกังวลหลอกครับผมก็ยินดีช่วยส่งเสริมผลงานทุกท่านอยู่แล้วสะบายใจได้ครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล อาสโย ,เรียน อ.วิรัตน์ และคุณเสวก ใยอินทร์
คุณเสวกครับ ผมคงต้องรบกวนส่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพโรงหนังชุดนั้นให้ผมทางอีเมล์ [email protected] ด้วยครับ
ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับโรงหนังไทยประเสริฐ กับหนองบัวรามา เพราะตอนที่ผมเข้าไปสำรวจในตอนนั้นใช้ชื่อหลัง แต่ในยุคนั้น ยังมีป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ว่า "ไทยประเสริฐ" หรือเปล่า หรือว่าใช้ชื่อหลังตั้งแต่แรก แต่เรียกตามชื่อเจ้าของโรงหรือเปล่า คงต้องรบกวนเพื่อความกระจ่างด้วยครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้าและสวัสดีทุกท่านครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล อาสโย ,เรียน อ.วิรัตน์ และคุณเสวก ใยอินทร์
เมื่อวันพุธที่ 29 ที่ผ่านมา คุณเสวกได้โทรหาผมช่วงสาย ๆ ผมก็เลยสอบถามเกี่ยวกับภาพแนบอีเมล์ที่ส่งถึงพระคุณเจ้าเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ใน อ. หนองบัว นั้น สรุปแล้วเป็นภาพจากเว็บ "เพื่อนคนรักหนัง" http://www.thaicine.com จริง ๆ ครับ
เนื่องจากเว็บดังกล่าว ได้กำหนดระดับ (Class) สำหรับสมาชิก เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าป่วนบอร์ด โดยระดับคลาส จะปรับขึ้นโดยผู้ดูแลระบบ เมื่อสมัครและเป็นสมาชิกระยะหนึ่ง (อาจจะดูยุ่งยากหน่อยครับ) สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ใน อ. หนองบัว นั้น ผมเป็นคนจัดทำ ตามที่แจ้งไว้ตั้งแต่ต้น อีกอย่างหนึ่งผู้ที่เข้าไปอ่านก็จะไม่พบรายละเอียดว่าใครเป็นคนนำเสนอ (คือไม่มีชื่อคนโพสต์ครับ)ก็เพราะเหตุผลเกี่ยวกับการกำหนดระดับคลาสนั่นเอง หลังจากที่ผมเข้ามาอ่านในบล็อกนี้ ผมก็แก้ไขข้อมูลดังกล่าวลงในบอร์ด "เพื่อนคนรักหนัง" ไปแล้วครับ
กิจการของภาพยนตร์กลางแปลงในนครสวรรค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่หนังไทยได้สร้างในระบบ 35 มม. เต็มระบบ (ก่อนหน้านั้นหนังไทยสร้างด้วยฟิล์ม 16 มม. อย่างที่คุณอนุกูลกล่าวไว้ แต่ไม่ทุกเรื่องนะครับ) ซึ่งผู้ประกอบการเกี่ยวกับหนังกลางแปลงจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งสอดคล้องกับผู้ที่จัดจำหน่ายภาพยนตร์ รวมทั้งอุปกรณ์การฉายที่บริเวณข้างโรงหนังเฉลิมกรุงก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนกัน
การที่บริการหนังกลางแปลง หรือมหรสพอย่างอื่น เข้ามาตั้งที่บริเวณท่ารถโดยสารก็เพราะว่า สถานที่ดังกล่าวสะดวกในการติดต่อ เพราะถ้าไปตั้งอยู่ในย่านชุมชน จะสังเกตได้ยาก ดังนั้นจึงต้องแสดงสัญลักษณ์บางอย่างให้เห็น เช่น ใบปิดภาพยนตร์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ในนครสวรรค์จะมีบริการภาพยนตร์กลางแปลงหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น จุ๊ยเจริญภาพยนตร์, สหมิตรฟิล์ม, เสริมศิลป์ภาพยนตร์, พรสมัยฟิล์ม, สุพัฒน์ฟิล์ม, นครสวรรค์ฟิล์ม, โอบอ้อมภาพยนตร์ (ก่อนที่จะหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับลำโพงจนมีชื่อเสียงในปัจจุบัน) และยังมีเวียงฟ้าฟิล์ม อยู่ที่ถนนมาตุลีอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งบริการหนังกลางแปลงดังกล่าวนี้ยังถือเป็นตัวแทนจำหน่ายและให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ดังนั้นโรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลงรายย่อยที่อยู่ต่างอำเภอของจังหวัดนครสวรรค์, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เมื่อจะนำภาพยนตร์ไปฉายในโรงหรือหนังกลางแปลงก็จะต้องติดต่อที่นครสวรรค์ทั้งสิ้น
การซื้อขายภาพยนตร์ในยุคนั้น จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
1. ซื้อสิทธิ์ของตัวภาพยนตร์จากผู้สร้างภาพยนตร์ในกรุงเทพ ฯ โดยจะมีตัวแทนจำหน่ายเข้ามาพูดคุยเจรจากับบริการหนังกลางแปลงโดยตรง บางเจ้าก็ซื้อเป็นเรื่อง ๆ ไป บางครั้งก็เป็นการทำสัญญา (เชิงผูกมัด) จากตัวแทนจำหน่าย ให้ซื้อภาพยนตร์จากบริษัทนี้ทุกเรื่อง ตลอดระยะเวลาในสัญญาที่ระบุไว้ ซึ่งกรณีหลังนี้จะมีหนังเกรดบีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังต่างประเทศ (ฝรั่ง, จีน) บางเรื่องเป็นหนังโป๊ หรือมีฉากโป๊ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องแอบแฝง
2. มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้อำนวยการสร้างหนังไทยเข้ามาพูดคุยเจรจากับสายหนังในภาคเหนือตอนล่าง เพื่อให้สายหนังออกทุนสร้างหนังไทย พร้อมทั้งรับสิทธิ์ในการฉายทั้งในโรง, หนังเร่ และกลางแปลง
กรณีที่สองนี้ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2542 เนื่องจากมีผู้สร้างหนังไทยที่ไม่มีเงินบริหารจัดการ จึงต้องใช้วิธีดังกล่าวนี้ ผลที่ได้ก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนั้นขาดคุณภาพ ขายแต่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แม้แต่ฟิล์มที่ใช้ก็เป็นฟิล์มคุณภาพต่ำเพื่อลดต้นทุน ซึ่งมีทั้งหนังบู๊ (จำพวกหนังที่พันนา ฤทธิไกรแสดง), หนังผี (บ้านผีปอบ หรือชื่ออื่นที่คล้ายกัน) หรือหนังโป๊ (ประมาณปี พ.ศ. 2531 - พ.ศ. 2535 เช่น เพ็ญพักตร์, ลำยอง ฯลฯ)
ราคาขายฟิล์มภาพยนตร์ต่อหนึ่งเรื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000 - 50,000 บาท ถ้าซื้อเพียง 1 - 2 ก็อบปี้ แต่ถ้าซื้อสิทธิ์ขาดจากบริษัท ราคาก็จะสูงขึ้นถึงหลักแสน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะอย่างน้อยก็มีรายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์ในตัวจังหวัดเป็นรายได้หลักอยู่แล้ว พอนำออกเร่ ก็จะมีรายได้จากการขายตั๋วหน้าวิกเพิ่มขึ้นอีก แต่ต้องเป็นหนังที่ได้รับความนิยมจริง ๆ
เมื่อฟิล์มภาพยนตร์มาถึงบริการหนังกลางแปลงที่กล่าวมานี้แล้ว [1 - 5 ชุด (ก็อบปี้)] ก็จะนำเข้าฉายในโรง บางครั้งก็พร้อมกับทางกรุงเทพ ฯ บางครั้งก็ทีหลัง ถ้าเป็นโรงหนังที่ฉายควบ ตอนนี้จะมีหนังเกรดบีเข้ามาแทรก หลังจากนั้นก็เข้าสู่การฉายผ่านหนังกลางแปลง ในรูปแบบ “หนังเร่” ซึ่งก็คือบรรดาหนังกลางแปลงจากนครสวรรค์ที่กล่าวมานั่นแหละ เพราะถือว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้น ดังนั้นทางบริการจะสามารถดำเนินการอย่างไรก็ได้
การฉายหนังกลางแปลง ที่เรียกว่า “หนังเร่” จะเป็นการตระเวนฉายไปในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น วัด, โรงเรียน หรือลานกว้าง ซึ่งขั้นแรกก็คือจะต้องติดต่อกับเจ้าของสถานที่นั้น ๆ อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้าง บางที่ก็ให้ใช้ฟรี ๆ ก็เคยมี ที่สำคัญต้องทำเรื่องขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงในชุมชนนั้น ๆ ด้วย กรณีที่มีหนังโป๊ บางที่อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ บางที่ก็ไม่รับแถมยังพาพรรคพวกไปดูก็เคยมี
เสร็จจากการขออนุญาตแล้ว ก็เข้าสู่การจัดสถานที่ ตั้งจอ, ล้อมรั้วผ้า, ประชาสัมพันธ์ด้วยรถหน่วย (ถ้ามี), เปิดเพลง จากนั้นก็เริ่มฉายภาพยนตร์
สมัยนั้น หนังเร่เป็นที่นิยมมากในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2537 เพราะเป็นมหรสพราคาถูก เสียเงินเพียงไม่กี่บาท แต่ได้ดูหนังหลายเรื่อง ในขณะนั้นจะฉายแค่ 3 เรื่อง เริ่มตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่ง ไปจบประมาณ ตี 3 หรือ ตี 4 ของวันรุ่งขึ้น บางครั้งก็เคยฉาย 5 เรื่อง กว่าจะจบก็สว่างพอดี
หลังจากที่นำออกฉายเร่จนกระแสความนิยมลดลงแล้ว ก็จะเก็บฟิล์มไว้เพื่อรับฉายกลางแปลงตามงานทั่วไป โดยราคาให้เช่าฟิล์มจะถูกลง ตั้งแต่ 500 - 5,000 บาท ถึงตรงนี้ฟิล์มหนังก็จะทำหน้าที่ของมันจนถึงช่วงสุดท้าย จนกลายเป็น “กากหนัง” ที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากการใช้งาน ซึ่งปลายทางของ “กากหนัง” ก็จะไปอยู่ที่บรรดาหนังกลางแปลงที่เรียกว่า “หนังขายยา” ซึ่งได้ซื้อฟิล์มภาพยนตร์ต่อจากบรรดาหนังกลางแปลงเหล่านี้ในราคาถูก และถือเป็นตอนอวสานของฟิล์มภาพยนตร์แล้ว
ปี พ.ศ. 2528 เป็นช่วงที่วิดีโอเข้ามาตีตลาด ทำให้โรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลงต่างได้รับผลกระทบในช่วงแรก ๆ ส่วนใหญ่คิดว่าจะทำให้ผู้ชมให้ความสนใจกับภาพยนตร์ที่อยู่ในรูปแบบวิดีโอบนจอทีวีมากกว่าจอภาพยนตร์ ทำให้โรงภาพยนตร์ในนครสวรรค์ต้องปิดตัวลง
แต่หลังจากที่วิดีโอได้เป็นที่นิยมแล้ว สิ่งที่คิดไว้ในตอนนั้นก็เป็นอันยุติ เพราะคนที่มีเครื่องเล่นวิดีโอไว้ในครอบครอง ต้องมีฐานะสักหน่อยจึงจะซื้อได้ ส่วนราคาม้วนวิดีโอเทปก็แพงเหมือนกัน ส่วนใหญ่จึงเป็นการเช่ามาดูมากกว่า อย่างไรก็ตามระบบวิดีโอในยุคนั้นก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถเทียบกับภาพยนตร์ที่ฉายในโรงหรือหนังกลางแปลงได้ ทำให้บรรดาหนังกลางแปลงต่างยิ้มออกและดำเนินกิจการไปตามปกติ แต่ก็มีบางเจ้าที่ยุติและไปประกอบกิจการอื่นแทน
ในช่วงปี พ.ศ. 2535 ได้มีตัวแทนผู้ได้รับสิทธิ์ภาพยนตร์จากทุกบริษัทในกรุงเทพ ฯ โดยเข้ามาดำเนินกิจการให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ที่นครสวรรค์เป็นแห่งแรก ในนาม “ธนารุ่งโรจน์” พร้อมทั้งได้เช่าซื้อโรงภาพยนตร์ประชาบดีเพื่อปรับปรุงใหม่ในชื่อ “ธนารุ่งโรจน์รามา” ทำให้บรรดาหนังกลางแปลงในนครสวรรค์ที่เคยซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์ต้องยุติลง เนื่องจากไม่ต้องแบกรับหนี้สินอีกต่อไป และเวลาจะไปติดต่อเช่าฟิล์มก็ไปที่ ธนา ฯ ได้เลย
กิจการของ “ธนารุ่งโรจน์” ได้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยได้ขยายสาขาตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคเหนือ พร้อมทั้งได้ขอเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า หรือโรงภาพยนตร์เก่า เพื่อสร้างหรือปรับปรุงให้เป็นโรงภาพยนตร์ธนารุ่งโรจน์ จนกระทั่งเมื่อมีการนำเอาระบบเสียงรอบทิศเข้ามาเป็นจุดขาย ธนารุ่งโรจน์ก็อาศัยช่วงนี้ทำการปรับปรุงไปด้วย
ก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 บริการหนังกลางแปลงในนครสวรรค์เหลือเพียง 4 เจ้า ได้แก่ จุ๊ยเจริญภาพยนตร์, เสริมศิลป์ภาพยนตร์, พรสมัยฟิล์ม และสุพัฒน์ฟิล์ม ก็เล็งเห็นถึงความไม่แน่นอนของกิจการภาพยนตร์กลางแปลง จึงตัดสินใจทำธุรกิจอย่างอื่น เช่น ร้านถ่ายรูป, ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น โดยลดความสำคัญของหนังกลางแปลงลงไป เพราะเห็นว่าคงไม่สามารถทำเป็นรายได้หลักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
กระทั่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2544 ซึ่ง “ธนารุ่งโรจน์” ได้ถือสิทธิ์สายหนังในภาคกลางและภาคเหนือทั้งหมดแล้ว จึงกำหนดเงื่อนไขให้บรรดาหนังกลางแปลงในนครสวรรค์ ต้องเป็นสมาชิกซึ่งจะได้สิทธิพิเศษในการเช่าฟิล์มในราคาที่ถูกกว่าที่ระบุราคาในรายการ และที่สำคัญเมื่อเป็นสมาชิกแล้ว จะนำหนังที่บรรดาหนังกลางแปลงที่เคยซื้อไว้ (เมื่อตอนเป็นสายหนัง) ไปฉายร่วมกับหนังที่เช่าจากธนาก็ไม่ได้ หรือนำฟิล์มหนังจากที่อื่นข้ามเขตมาก็ไม่ได้ (แต่ถ้าเป็นหนังที่ธนา ฯ ซื้อไว้ แม้ว่าจะอยู่ต่างเขตต้องแจ้งให้สาขานครสวรรค์ทราบก่อน มิฉะนั้นจะถูกปรับ) และห้ามนำฟิล์มที่เช่าจากธนา ฯ ไปฉายเร่เก็บเงินเหมือนแต่ก่อนก็ไม่ได้อีก ก็เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ส่วนข้อดีของ ธนา ฯ ก็มีแค่ หนังไทย ธนา ฯ ซื้อหมดทุกเรื่อง, ส่วนหนังต่างประเทศ ทั้งหนังจีนและหนังฝรั่งก็จะเลือกซื้อเป็นบางเรื่อง เฉพาะที่ระบุไว้ในรายการเท่านั้น
เท่าที่ทราบสำหรับหนังกลางแปลงแถวนั้น จะเป็นสมาชิกธนา ฯ อยู่ 3 และไม่ได้เป็นสมาชิกอีกหนึ่ง เพราะซื้อหนังเอง (ขออนุญาตไม่เปิดเผยนะครับ)
สำหรับราคาให้บริการของหนังกลางแปลงก็มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับงบของเจ้าของงาน แต่เจ้าของหน่วยก็มีสิทธิ์ที่จะระบุราคาขั้นต่ำในการรับงาน เท่าที่รู้ก็มีอยู่เจ้าหนึ่งกำหนดไว้ที่ 7,000 บาท ส่วนเจ้าอื่น ๆ ก็คงไม่หนีห่างกันสักเท่าไหร่ (อันนี้จะเป็นหนังกลางเก่ากลางใหม่นะครับ)ถ้าเป็นหนังใหม่ชนโรง หรือพึ่งออกจากโรงมาหมาด ๆ ราคาตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป ถ้าเป็นงานประจำปี หรือจัดกันหลายวัน ราคาก็อาจจะเพิ่มขึ้นครับ
ผมเรียนตามตรงว่า หาคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับหนังในเชิงลึกนี้ ไม่มีแล้วครับ โดยมากก็รู้กันแค่ผิวเผิน ยิ่งถ้าเป็นหนังกลางแปลงด้วยแล้ว เสี่ยงต่อการสูญเงินนะครับ ถ้าหนังดี แต่...อุปกรณ์การฉายขาดการเอาใจใส่ดูแล รับประกันได้เลยว่า ทั้งเจ้าของงานและผู้ชมพากันผิดหวังครับ
อีกอย่างหนึ่ง ถ้างานประจำปี หรืองานเทศกาลใดขาดหนังกลางแปลงไปแล้ว งานนั้นกร่อยลงไปเลยครับ แม้จะมีวงดนตรีลูกทุ่ง หรือรำวงย้อนยุค มาเป็นตัวหลักก็ไม่ได้ช่วยให้งานนั้นมีสีสันอะไรมากนักครับ ลองไปดูงานงิ้วในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาละกัน
จะว่าไปแล้ว สาเหตุที่ไม่มีหนังกลางแปลงนั้น วีซีดี / ดีวีดีก็มีส่วนบ้าง เพราะดูกันจนเบื่อ แต่ข้อจำกัดของแผ่นหนังก็มี ให้เก็บรักษาดีแค่ไหน มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวก็ทิ้ง ไม่เหมือนฟิล์มหนังที่ยังคงอยู่ครบถ้วน ผมว่าน่าจะเป็นเพราะกรณีที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ จะว่าไปฟิล์มหนังก็เสี่ยงต่อความเสียหายเหมือนกัน แต่มันมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ผมถึงให้ความสนใจในฟิล์มภาพยนตร์ รวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ ที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกเว็บ “เพื่อนคนรักหนัง” ได้เรียนรู้ในสิ่งที่พวกหนังกลางแปลงเค้าหวงความรู้ เพราะไม่มีเปิดสอนในมหาวิทยาลัยอื่นใด นอกจากประสบการณ์ล้วน ๆ
สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ อาจจะดูแปลกในสายตาของคนอื่น เช่น สะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับหนัง ไม่ว่าจะเป็นใบปิดหนัง ภาพนิ่ง ฟิล์มภาพยนตร์ (ตอนนี้มีแต่ฟิล์มตัวอย่างหนังเสียเป็นส่วนใหญ่) เร็ว ๆ นี้ก็จะได้เครื่องฉาย 16 มม. มาอีก 1 เครื่องครับ ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเป็น“ภาพยนตร์ชุมชน” ขึ้นมาใน อ. หนองบัว จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์คุณครูอนุกูลและผู้อ่านทุกท่าน
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)