ความเห็น


อนุกูล วิมูลศักดิ์

กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล อาสโย ,เรียน อ.วิรัตน์ และคุณเสวก ใยอินทร์

เมื่อวันพุธที่ 29 ที่ผ่านมา คุณเสวกได้โทรหาผมช่วงสาย ๆ ผมก็เลยสอบถามเกี่ยวกับภาพแนบอีเมล์ที่ส่งถึงพระคุณเจ้าเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ใน อ. หนองบัว นั้น สรุปแล้วเป็นภาพจากเว็บ "เพื่อนคนรักหนัง" http://www.thaicine.com จริง ๆ ครับ

เนื่องจากเว็บดังกล่าว ได้กำหนดระดับ (Class) สำหรับสมาชิก เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าป่วนบอร์ด โดยระดับคลาส จะปรับขึ้นโดยผู้ดูแลระบบ เมื่อสมัครและเป็นสมาชิกระยะหนึ่ง (อาจจะดูยุ่งยากหน่อยครับ) สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ใน อ. หนองบัว นั้น ผมเป็นคนจัดทำ ตามที่แจ้งไว้ตั้งแต่ต้น อีกอย่างหนึ่งผู้ที่เข้าไปอ่านก็จะไม่พบรายละเอียดว่าใครเป็นคนนำเสนอ (คือไม่มีชื่อคนโพสต์ครับ)ก็เพราะเหตุผลเกี่ยวกับการกำหนดระดับคลาสนั่นเอง หลังจากที่ผมเข้ามาอ่านในบล็อกนี้ ผมก็แก้ไขข้อมูลดังกล่าวลงในบอร์ด "เพื่อนคนรักหนัง" ไปแล้วครับ

กิจการของภาพยนตร์กลางแปลงในนครสวรรค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่หนังไทยได้สร้างในระบบ 35 มม. เต็มระบบ (ก่อนหน้านั้นหนังไทยสร้างด้วยฟิล์ม 16 มม. อย่างที่คุณอนุกูลกล่าวไว้ แต่ไม่ทุกเรื่องนะครับ) ซึ่งผู้ประกอบการเกี่ยวกับหนังกลางแปลงจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งสอดคล้องกับผู้ที่จัดจำหน่ายภาพยนตร์ รวมทั้งอุปกรณ์การฉายที่บริเวณข้างโรงหนังเฉลิมกรุงก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนกัน

การที่บริการหนังกลางแปลง หรือมหรสพอย่างอื่น เข้ามาตั้งที่บริเวณท่ารถโดยสารก็เพราะว่า สถานที่ดังกล่าวสะดวกในการติดต่อ เพราะถ้าไปตั้งอยู่ในย่านชุมชน จะสังเกตได้ยาก ดังนั้นจึงต้องแสดงสัญลักษณ์บางอย่างให้เห็น เช่น ใบปิดภาพยนตร์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ในนครสวรรค์จะมีบริการภาพยนตร์กลางแปลงหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น จุ๊ยเจริญภาพยนตร์, สหมิตรฟิล์ม, เสริมศิลป์ภาพยนตร์, พรสมัยฟิล์ม, สุพัฒน์ฟิล์ม, นครสวรรค์ฟิล์ม, โอบอ้อมภาพยนตร์ (ก่อนที่จะหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับลำโพงจนมีชื่อเสียงในปัจจุบัน) และยังมีเวียงฟ้าฟิล์ม อยู่ที่ถนนมาตุลีอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งบริการหนังกลางแปลงดังกล่าวนี้ยังถือเป็นตัวแทนจำหน่ายและให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ดังนั้นโรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลงรายย่อยที่อยู่ต่างอำเภอของจังหวัดนครสวรรค์, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เมื่อจะนำภาพยนตร์ไปฉายในโรงหรือหนังกลางแปลงก็จะต้องติดต่อที่นครสวรรค์ทั้งสิ้น

การซื้อขายภาพยนตร์ในยุคนั้น จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ

1. ซื้อสิทธิ์ของตัวภาพยนตร์จากผู้สร้างภาพยนตร์ในกรุงเทพ ฯ โดยจะมีตัวแทนจำหน่ายเข้ามาพูดคุยเจรจากับบริการหนังกลางแปลงโดยตรง บางเจ้าก็ซื้อเป็นเรื่อง ๆ ไป บางครั้งก็เป็นการทำสัญญา (เชิงผูกมัด) จากตัวแทนจำหน่าย ให้ซื้อภาพยนตร์จากบริษัทนี้ทุกเรื่อง ตลอดระยะเวลาในสัญญาที่ระบุไว้ ซึ่งกรณีหลังนี้จะมีหนังเกรดบีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังต่างประเทศ (ฝรั่ง, จีน) บางเรื่องเป็นหนังโป๊ หรือมีฉากโป๊ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องแอบแฝง

2. มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้อำนวยการสร้างหนังไทยเข้ามาพูดคุยเจรจากับสายหนังในภาคเหนือตอนล่าง เพื่อให้สายหนังออกทุนสร้างหนังไทย พร้อมทั้งรับสิทธิ์ในการฉายทั้งในโรง, หนังเร่ และกลางแปลง

กรณีที่สองนี้ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2542 เนื่องจากมีผู้สร้างหนังไทยที่ไม่มีเงินบริหารจัดการ จึงต้องใช้วิธีดังกล่าวนี้ ผลที่ได้ก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนั้นขาดคุณภาพ ขายแต่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แม้แต่ฟิล์มที่ใช้ก็เป็นฟิล์มคุณภาพต่ำเพื่อลดต้นทุน ซึ่งมีทั้งหนังบู๊ (จำพวกหนังที่พันนา ฤทธิไกรแสดง), หนังผี (บ้านผีปอบ หรือชื่ออื่นที่คล้ายกัน) หรือหนังโป๊ (ประมาณปี พ.ศ. 2531 - พ.ศ. 2535 เช่น เพ็ญพักตร์, ลำยอง ฯลฯ)

ราคาขายฟิล์มภาพยนตร์ต่อหนึ่งเรื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000 - 50,000 บาท ถ้าซื้อเพียง 1 - 2 ก็อบปี้ แต่ถ้าซื้อสิทธิ์ขาดจากบริษัท ราคาก็จะสูงขึ้นถึงหลักแสน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะอย่างน้อยก็มีรายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์ในตัวจังหวัดเป็นรายได้หลักอยู่แล้ว พอนำออกเร่ ก็จะมีรายได้จากการขายตั๋วหน้าวิกเพิ่มขึ้นอีก แต่ต้องเป็นหนังที่ได้รับความนิยมจริง ๆ

เมื่อฟิล์มภาพยนตร์มาถึงบริการหนังกลางแปลงที่กล่าวมานี้แล้ว [1 - 5 ชุด (ก็อบปี้)] ก็จะนำเข้าฉายในโรง บางครั้งก็พร้อมกับทางกรุงเทพ ฯ บางครั้งก็ทีหลัง ถ้าเป็นโรงหนังที่ฉายควบ ตอนนี้จะมีหนังเกรดบีเข้ามาแทรก หลังจากนั้นก็เข้าสู่การฉายผ่านหนังกลางแปลง ในรูปแบบ “หนังเร่” ซึ่งก็คือบรรดาหนังกลางแปลงจากนครสวรรค์ที่กล่าวมานั่นแหละ เพราะถือว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้น ดังนั้นทางบริการจะสามารถดำเนินการอย่างไรก็ได้

การฉายหนังกลางแปลง ที่เรียกว่า “หนังเร่” จะเป็นการตระเวนฉายไปในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น วัด, โรงเรียน หรือลานกว้าง ซึ่งขั้นแรกก็คือจะต้องติดต่อกับเจ้าของสถานที่นั้น ๆ อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้าง บางที่ก็ให้ใช้ฟรี ๆ ก็เคยมี ที่สำคัญต้องทำเรื่องขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงในชุมชนนั้น ๆ ด้วย กรณีที่มีหนังโป๊ บางที่อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ บางที่ก็ไม่รับแถมยังพาพรรคพวกไปดูก็เคยมี

เสร็จจากการขออนุญาตแล้ว ก็เข้าสู่การจัดสถานที่ ตั้งจอ, ล้อมรั้วผ้า, ประชาสัมพันธ์ด้วยรถหน่วย (ถ้ามี), เปิดเพลง จากนั้นก็เริ่มฉายภาพยนตร์

สมัยนั้น หนังเร่เป็นที่นิยมมากในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2537 เพราะเป็นมหรสพราคาถูก เสียเงินเพียงไม่กี่บาท แต่ได้ดูหนังหลายเรื่อง ในขณะนั้นจะฉายแค่ 3 เรื่อง เริ่มตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่ง ไปจบประมาณ ตี 3 หรือ ตี 4 ของวันรุ่งขึ้น บางครั้งก็เคยฉาย 5 เรื่อง กว่าจะจบก็สว่างพอดี

หลังจากที่นำออกฉายเร่จนกระแสความนิยมลดลงแล้ว ก็จะเก็บฟิล์มไว้เพื่อรับฉายกลางแปลงตามงานทั่วไป โดยราคาให้เช่าฟิล์มจะถูกลง ตั้งแต่ 500 - 5,000 บาท ถึงตรงนี้ฟิล์มหนังก็จะทำหน้าที่ของมันจนถึงช่วงสุดท้าย จนกลายเป็น “กากหนัง” ที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากการใช้งาน ซึ่งปลายทางของ “กากหนัง” ก็จะไปอยู่ที่บรรดาหนังกลางแปลงที่เรียกว่า “หนังขายยา” ซึ่งได้ซื้อฟิล์มภาพยนตร์ต่อจากบรรดาหนังกลางแปลงเหล่านี้ในราคาถูก และถือเป็นตอนอวสานของฟิล์มภาพยนตร์แล้ว

ปี พ.ศ. 2528 เป็นช่วงที่วิดีโอเข้ามาตีตลาด ทำให้โรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลงต่างได้รับผลกระทบในช่วงแรก ๆ ส่วนใหญ่คิดว่าจะทำให้ผู้ชมให้ความสนใจกับภาพยนตร์ที่อยู่ในรูปแบบวิดีโอบนจอทีวีมากกว่าจอภาพยนตร์ ทำให้โรงภาพยนตร์ในนครสวรรค์ต้องปิดตัวลง

แต่หลังจากที่วิดีโอได้เป็นที่นิยมแล้ว สิ่งที่คิดไว้ในตอนนั้นก็เป็นอันยุติ เพราะคนที่มีเครื่องเล่นวิดีโอไว้ในครอบครอง ต้องมีฐานะสักหน่อยจึงจะซื้อได้ ส่วนราคาม้วนวิดีโอเทปก็แพงเหมือนกัน ส่วนใหญ่จึงเป็นการเช่ามาดูมากกว่า อย่างไรก็ตามระบบวิดีโอในยุคนั้นก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถเทียบกับภาพยนตร์ที่ฉายในโรงหรือหนังกลางแปลงได้ ทำให้บรรดาหนังกลางแปลงต่างยิ้มออกและดำเนินกิจการไปตามปกติ แต่ก็มีบางเจ้าที่ยุติและไปประกอบกิจการอื่นแทน

ในช่วงปี พ.ศ. 2535 ได้มีตัวแทนผู้ได้รับสิทธิ์ภาพยนตร์จากทุกบริษัทในกรุงเทพ ฯ โดยเข้ามาดำเนินกิจการให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ที่นครสวรรค์เป็นแห่งแรก ในนาม “ธนารุ่งโรจน์” พร้อมทั้งได้เช่าซื้อโรงภาพยนตร์ประชาบดีเพื่อปรับปรุงใหม่ในชื่อ “ธนารุ่งโรจน์รามา” ทำให้บรรดาหนังกลางแปลงในนครสวรรค์ที่เคยซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์ต้องยุติลง เนื่องจากไม่ต้องแบกรับหนี้สินอีกต่อไป และเวลาจะไปติดต่อเช่าฟิล์มก็ไปที่ ธนา ฯ ได้เลย

กิจการของ “ธนารุ่งโรจน์” ได้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยได้ขยายสาขาตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคเหนือ พร้อมทั้งได้ขอเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า หรือโรงภาพยนตร์เก่า เพื่อสร้างหรือปรับปรุงให้เป็นโรงภาพยนตร์ธนารุ่งโรจน์ จนกระทั่งเมื่อมีการนำเอาระบบเสียงรอบทิศเข้ามาเป็นจุดขาย ธนารุ่งโรจน์ก็อาศัยช่วงนี้ทำการปรับปรุงไปด้วย

ก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 บริการหนังกลางแปลงในนครสวรรค์เหลือเพียง 4 เจ้า ได้แก่ จุ๊ยเจริญภาพยนตร์, เสริมศิลป์ภาพยนตร์, พรสมัยฟิล์ม และสุพัฒน์ฟิล์ม ก็เล็งเห็นถึงความไม่แน่นอนของกิจการภาพยนตร์กลางแปลง จึงตัดสินใจทำธุรกิจอย่างอื่น เช่น ร้านถ่ายรูป, ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น โดยลดความสำคัญของหนังกลางแปลงลงไป เพราะเห็นว่าคงไม่สามารถทำเป็นรายได้หลักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

กระทั่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2544 ซึ่ง “ธนารุ่งโรจน์” ได้ถือสิทธิ์สายหนังในภาคกลางและภาคเหนือทั้งหมดแล้ว จึงกำหนดเงื่อนไขให้บรรดาหนังกลางแปลงในนครสวรรค์ ต้องเป็นสมาชิกซึ่งจะได้สิทธิพิเศษในการเช่าฟิล์มในราคาที่ถูกกว่าที่ระบุราคาในรายการ และที่สำคัญเมื่อเป็นสมาชิกแล้ว จะนำหนังที่บรรดาหนังกลางแปลงที่เคยซื้อไว้ (เมื่อตอนเป็นสายหนัง) ไปฉายร่วมกับหนังที่เช่าจากธนาก็ไม่ได้ หรือนำฟิล์มหนังจากที่อื่นข้ามเขตมาก็ไม่ได้ (แต่ถ้าเป็นหนังที่ธนา ฯ ซื้อไว้ แม้ว่าจะอยู่ต่างเขตต้องแจ้งให้สาขานครสวรรค์ทราบก่อน มิฉะนั้นจะถูกปรับ) และห้ามนำฟิล์มที่เช่าจากธนา ฯ ไปฉายเร่เก็บเงินเหมือนแต่ก่อนก็ไม่ได้อีก ก็เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ส่วนข้อดีของ ธนา ฯ ก็มีแค่ หนังไทย ธนา ฯ ซื้อหมดทุกเรื่อง, ส่วนหนังต่างประเทศ ทั้งหนังจีนและหนังฝรั่งก็จะเลือกซื้อเป็นบางเรื่อง เฉพาะที่ระบุไว้ในรายการเท่านั้น

เท่าที่ทราบสำหรับหนังกลางแปลงแถวนั้น จะเป็นสมาชิกธนา ฯ อยู่ 3 และไม่ได้เป็นสมาชิกอีกหนึ่ง เพราะซื้อหนังเอง (ขออนุญาตไม่เปิดเผยนะครับ)

สำหรับราคาให้บริการของหนังกลางแปลงก็มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับงบของเจ้าของงาน แต่เจ้าของหน่วยก็มีสิทธิ์ที่จะระบุราคาขั้นต่ำในการรับงาน เท่าที่รู้ก็มีอยู่เจ้าหนึ่งกำหนดไว้ที่ 7,000 บาท ส่วนเจ้าอื่น ๆ ก็คงไม่หนีห่างกันสักเท่าไหร่ (อันนี้จะเป็นหนังกลางเก่ากลางใหม่นะครับ)ถ้าเป็นหนังใหม่ชนโรง หรือพึ่งออกจากโรงมาหมาด ๆ ราคาตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป ถ้าเป็นงานประจำปี หรือจัดกันหลายวัน ราคาก็อาจจะเพิ่มขึ้นครับ

ผมเรียนตามตรงว่า หาคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับหนังในเชิงลึกนี้ ไม่มีแล้วครับ โดยมากก็รู้กันแค่ผิวเผิน ยิ่งถ้าเป็นหนังกลางแปลงด้วยแล้ว เสี่ยงต่อการสูญเงินนะครับ ถ้าหนังดี แต่...อุปกรณ์การฉายขาดการเอาใจใส่ดูแล รับประกันได้เลยว่า ทั้งเจ้าของงานและผู้ชมพากันผิดหวังครับ

อีกอย่างหนึ่ง ถ้างานประจำปี หรืองานเทศกาลใดขาดหนังกลางแปลงไปแล้ว งานนั้นกร่อยลงไปเลยครับ แม้จะมีวงดนตรีลูกทุ่ง หรือรำวงย้อนยุค มาเป็นตัวหลักก็ไม่ได้ช่วยให้งานนั้นมีสีสันอะไรมากนักครับ ลองไปดูงานงิ้วในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาละกัน

จะว่าไปแล้ว สาเหตุที่ไม่มีหนังกลางแปลงนั้น วีซีดี / ดีวีดีก็มีส่วนบ้าง เพราะดูกันจนเบื่อ แต่ข้อจำกัดของแผ่นหนังก็มี ให้เก็บรักษาดีแค่ไหน มันก็อยู่ได้ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวก็ทิ้ง ไม่เหมือนฟิล์มหนังที่ยังคงอยู่ครบถ้วน ผมว่าน่าจะเป็นเพราะกรณีที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ จะว่าไปฟิล์มหนังก็เสี่ยงต่อความเสียหายเหมือนกัน แต่มันมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ผมถึงให้ความสนใจในฟิล์มภาพยนตร์ รวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ ที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกเว็บ “เพื่อนคนรักหนัง” ได้เรียนรู้ในสิ่งที่พวกหนังกลางแปลงเค้าหวงความรู้ เพราะไม่มีเปิดสอนในมหาวิทยาลัยอื่นใด นอกจากประสบการณ์ล้วน ๆ

สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ อาจจะดูแปลกในสายตาของคนอื่น เช่น สะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับหนัง ไม่ว่าจะเป็นใบปิดหนัง ภาพนิ่ง ฟิล์มภาพยนตร์ (ตอนนี้มีแต่ฟิล์มตัวอย่างหนังเสียเป็นส่วนใหญ่) เร็ว ๆ นี้ก็จะได้เครื่องฉาย 16 มม. มาอีก 1 เครื่องครับ ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเป็น“ภาพยนตร์ชุมชน” ขึ้นมาใน อ. หนองบัว จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี