เรื่องนี้เกิดขึ้นกว่า 3000 ปีมาแล้ว มีชาวนายากจนคนหนึ่งชื่อ อเดอร์ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองเยรูซาเล็ม ออกไปประมาณ 50 ไมล์ เขาอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกๆ อีกสามคน พวกเขาช่วยกันทำไร่จากที่ดินผืนเล็กๆ ที่เขามี ทุกคนทำงานกันหนักแต่ชีวิตก็สุดแสนจะยากลำบาก
เพื่อนบ้านแถบนั้นก็ยากจนพอกัน ถึงแม้เขาจะชอบในอัธยาศัยของอเดอร์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาอิจฉาอเดอร์เสมอมา อเดอร์มีในสิ่งที่พวกเขาไม่มี นั่นก็คือ วัวตัวหนึ่ง วัวตัวนี้ไม่ใช่วัวตัวอ้วนพีที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป แต่เป็นวัวแก่ ผอมโซ และดูเหมือนจะขี้โรคอีกด้วย แต่ทว่าวัวตัวนี้ยังคงให้นมกับเขาสองสามครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้เขาสามารถนำนมวัวไปแลกกับอาหารชนิดอื่นที่พอจะนำมาประทังความหิวของทั้งห้าชีวิตได้บ้าง ดังนั้นเขาจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของวัวตัวนี้มากมาย จนกลายมาเป็นความภูมิใจในชีวิตของชาวนาอย่างเขา เขาไม่เคยคิดจะฆ่ามันเป็นอาหารแต่อย่างใดแม้ว่าเนื้อวัวจะช่วยให้ครอบครัวมีกินไปหลายวันก็ตาม
วันหนึ่งมีผู้นำทางจิตวิญญาณผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ชื่อ บาอัล เชม ทอฟ พร้อมกล่มผู้ติดตาม เดินทางผ่านมายังหมู่บ้านของอเดอร์ ถึงจะเป็นชาวนาธรรมดา อเดอร์ก็เคร่งครัดในศาสนา เขารู้สึกตื่นเต้นไปกับข่าวที่ปรมาจารย์ที่เขาเคารพมาอยู่ในหมู่บ้าน และที่เขายิ่งประทับใจมากไปกว่านั้นคือ ขณะนั้นกลุ่มอาจารย์สอนศาสนาได้เดินมาหยุดหน้ากระท่อมหลังเล็กของเขา อเดอร์เปลี่ยนจากดีใจเป็นตกใจเมื่อ บาอัล เชม ทอฟ ออกปากขอพักที่บ้านเขาในคืนนั้น
จากอาการตกใจ เขาก็เริ่มรู้สึกภูมิใจที่บ้านเขาถูกเลือกให้เป็นที่พักอาศัยของผู้ยิ่งใหญ่ แต่จากนั้นไม่นานความภาคภูมิก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอับอายที่เขาไม่มีสิ่งที่ดีกว่านี้มอบให้แขกผู้มาเยือน บาอัล เชม ทอฟ เดินเข้าไปในกระท่อมของเขาอย่างไม่ถือตัวเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงที่จะพัก เมื่ออเดอร์กล่าวต้อนรับสลับกับคำขอโทษที่ไม่มีที่อยู่ที่ดีกว่านี้เตรียมรับแขก
เมื่อทุกคนนั่งอยู่ในกระท่อม บาอัล เชม ทอฟ เอ่ยปากขอให้อเดอร์ เตรียมอาหารค่ำให้เขาและผู้ติดตามอีกแปดคน อเดอร์กับภรรยาจึงแยกออกมาปรึกษาหารือกันนอกบ้าน ขณะที่อาคันตุกะนั่งคุยกันอยู่ภายใน อเดอร์มองไม่เห็นทางออกอื่นใดนอกจากการฆ่าวัวตัวผอมนั้นเพื่อเป็นอาหาร ทั้งเขาและภรรยาต่างรู้สึกเสียดายวัวตัวนี้มากมายนัก ภรรยาเขาเอ่ยปากเตือนว่าหากไม่มีวัวตัวนี้ เขาก็จะไม่มีนมวัวไปแลกสิ่งอื่นใดอีกในอนาคต ครอบครัวอาจแย่มากไปกว่านี้ แต่ก็ต้องจำใจยอมเพราะเขาแทบไม่มีอาหารใดพอจะทำให้แขกได้กินเลย
อเดอร์ตัดสินใจฆ่าวัวตัวนั้นแล้วทำอาหารเลี้ยงแขก เขาบอกกับตัวเองว่าอย่างน้อยเนื้อวัวที่เหลือจากการเลี้ยงแขกก็จะสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อีกสองสามวัน แต่เมื่ออาหารถูกนำออกไป ภายในสองชั่วโมง บาอัล เชม ทอฟ และผู้ติดตามต่างกินอาหารนั้นจนหมด แทบไม่เหลืออะไรไว้ให้เขาและครอบครัวอีกเลย อเดอร์นั่งมอง บาอัล เชม ทอฟ กินอาหารด้วยความตกตะลึงเพราะผู้ยิ่งใหญ่กินอาหารประมาณ 4-5 เท่าของคนอื่นในคืนนั้น
ทว่า บาอัล เชม ทอฟ ยังสร้างความระหลาดใจให้กับอเดอร์ได้อีกครั้ง หลังจากอาหารค่ำมื้อใหญ่เขาลุกขึ้นยืนและบอกกับทุกคนว่าเขาเปลี่ยนใจที่จะหยุดพักที่บ้านของอเดอร์ เขาอยากออกเดินทางต่อในคืนนั้นเลย แล้วทุกคนก็จากไปเหลือเพียงความเงียบของกลางคืนที่ย่างกราย
..

..
อเดอร์รู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกับความรู้สึกที่หลากหลาย ด้วยความสับสนเขาบอกภรรยาว่าอยากออกไปเดินสงบจิตใจสักพัก เขาเดินคิดไปเรื่อยเปื่อยว่าจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อไม่มีวัวของครอบครัวตัวนั้นอีกแล้ว เขาเดินมาจนถึงชายป่าของหมู่บ้าน เขาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของใครคนหนึ่งอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปหาเพื่อถามไถ่พอรู้ว่าชายคนนั้นเดินตกหลุมจนขาข้างหนึ่งหักและเดินไม่ได้ อเดอร์จึงช่วยชายคนนั้นเพราะเขาไม่อาจปล่อยให้คนเจ็บนอนอยู่ในป่าเช่นนี้ อเดอร์ไปหาน้ำให้ชายคนเจ็บดื่ม
หลังจากดื่มน้ำดับกระหาย ชายคนแปลกหน้าทั้งสองจึงเริ่มแลกเปลี่ยนบทสนทนากัน อเดอร์เพิ่งรู้ว่าชายคนเจ็บนั้นคือ มอดีชาย ซึ่งเป็นเศรษฐีใหญ่ในเมือง เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ที่ล่ำลือมาว่าชายผู้นี้ร่ำรวยมหาศาล มีบ้านใหญ่โตเหมือนวัง เขาถามชายคนแปลกหน้าว่าเขามีชีวิตเลิศหรูอย่างที่เขาได้ยินมาหรือเปล่า มอดีชาย บอกว่า ถูกต้องที่เขามีทรัพย์สินมากมาย อเดอร์กล่าวอย่างชื่นชมว่า มอดีชาย ช่างเป็นผู้โชคดีที่สุดในโลก
มอดีชาย กลับกล่าวอย่างเศร้าๆ ว่า ไม่จริงหรอก ถึงแม้เขาจะมีทรัพย์สินมากมาย แต่เขาไม่ใช้ผู้โชคดีอย่างที่คิด ทุกคนในครอบครัวสนใจแต่ทรัพย์สินที่เขามี ไม่มีใครสนใจตัวตนของเขาหรอก หากเขาตายลงเมื่อใด ทุกคนจะยิ่งดีใจที่จะได้ครอบครองสมบัติของเขา จริงๆ แล้วคืนนี้พวกเขาคงดีใจที่ไม่เห็นเขากลับบ้าน เพราะติดอยู่ในป่าและตายอยู่ที่นี่
อเดอร์รู้สึกสงสาร มอดีชาย จับใจ เพราะเมื่อนึกถึงภรรยาและลูกๆ ถึงแม้เขาจะไม่มีทรัพย์สมบัติใด และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่มีวัวตัวนั้นอีกต่อไป แต่ที่ผ่านมาเขาก็ยังมีกันและกัน พวกเขารักและดูแลกันเสมอมา เขาไม่อาจจินตนาการชีวิตครอบครัวที่ไม่มีใครใส่ใจกันเช่นนี้
อเดอร์ตัดสินใจช่วย มอดีชาย ด้วยการช่วยทำเฝือกชั่วคราวที่ขาที่หักโดยใช้เสื้อของเขาเองผูกขาไว้กับไม้ที่หาได้ในแถบนั้น แล้วช่วยพาเศรษฐีขาหักขี่หลังไปยังบ้านคนรู้จักที่อยู่ชายป่าเพื่อยืมลาและเกวียนนำเศรษฐีไปส่งบ้านคนรู้จักของเศรษฐีซึ่งอยู่ไกลออกไปกว่า 10 ไมล์
เศรษฐีรู้สึกซึ้งใจกับการช่วยเหลือคนแปลกหน้าโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ของอเดอร์ ท่ามกลางผู้คนที่คอยแต่จ้องจะครอบครองทรัพย์สินของเขา อเดอร์ช่างต่างกันลิบลับ เขาจะไม่ลืมชายคนนี้ มอดีชาย บอกกับตนเองหลังจากกับอเดอร์
สามปีผ่านไป บาอัล เชม ทอฟ เดินแสวงบุญผ่านมาที่หมู่บ้านของอเดอร์อีกครั้ง ผู้ติดตามของเขามากขึ้นกว่าเดิม และเมื่อคณะของบาอัล เชม ทอฟ เดินเข้ามาตามทางเดินในหมู่บ้าน ก็มีรถม้าคันหรูซึ่งไม่น่าจะมาอยู่ในหมู่บ้านที่ยากจนนี้ มาจอดอยู่ตรงหน้า คนที่เดินลงมาจากรถม้าเพื่อมาทำความเคารพ บาอัล เชม ทอฟ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก อเดอร์และภรรยาของเขา
ผู้ติดตามของ บาอัล เชม ทอฟ ต่างตกตะลึงในสิ่งที่เขาเห็น อเดอร์กลายเป็นผู้ร่ำรวยเพราะได้รับมรดกตกทอดจาก มอดีชาย ชายแปลกหน้าที่เขาเคยช่วยเหลือไว้
เมื่อคณะของ บาอัล เชม ทอฟแยกจากอเดอร์ ผู้ติดตามคนหนึ่งของ บาอัล เชม ทอฟ ถามอาจารย์ของเขาว่า ทำไมคืนนั้น บาอัล เชม ทอฟ จึงทานเนื้อมากมายนัก เพราะปกติบาอัล เชม ทอฟแทบไม่ทานเนื้อเลย ยิ่งเขาก็รู้ว่าครอบครัวนั้นยากจนจนแทบไม่มีอะไรจะกิน และอีกอย่าง บาอัล เชม ทอฟ จะไม่กลับคำพูด แต่คืนนั้นเขาปฏิบัติกับครอบครัวนั้นแปลกไปมาก
"พวกเขาไม่ได้ยากจนหรอก" บาอัล เชม ทอฟ กล่าว "จริงๆ แล้ว พวกเขาร่ำรวย สิ่งเดียวที่ขวางโชคลาภของเขาไว้คือวัวผอมตัวนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องกินมันให้หมด"
...
..
.
วัวตัวผอมขี้โรคตัวนั้นคือความหวังทั้งหมดทั้งมวลของอเดอร์ เขากลัวที่จะเสียมันไป เพราะเขาคิดว่าเขาต้องมีวัวตัวนั้นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว แต่เมื่อเขาปล่อยมันไป เขาสามารถเดินไปข้างหน้าได้
ชีวิตของเราทุกคนต่างมีวัวผอมขี้โรคตัวนั้นอยู่
ในด้านการเงินและการลงทุน วัวแก่ตัวนั้นอาจหมายถึง เงินเก็บน้อยนิดที่มี โดยไม่นำมาใช้ลงทุนใด อาจเป็นหุ้นหรือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนน้อย หรือแทบไม่มีเลย แต่เราก็ยังเก็บมันไว้ เพราะอาจเป็นหุ้นตัวแรกที่ซื้อ เป็นหุ้นที่เคยทำเงินให้มาก่อน หุ้นที่ได้รับเป็นมรดกตกทอด เป็นต้น
ในชีวิตส่วนตัว มันอาจเป็นความผูกพันทางใจที่ไม่อาจตัดออกไปได้ ทำให้เราไม่อาจก้าวออกไปสู่โลกของความเป็นจริงได้เลย มันอาจเป็นความกลัวที่ขวางกั้นโอกาสใหม่ต่างๆ ในชีวิต
ในชีวิตการทำงาน มันอาจเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่เราคิดว่า มันจำเป็นและได้มาด้วยความยากลำบาก แต่เราหารู้ไม่ว่า การปล่อยวาง ยศตำแหน่งที่มีลงนั้นเสียอีก ที่ยากยิ่งกว่า
แล้วคุณละคะ วัวตัวผอมขี้โรคในชีวิตคุณคืออะไร แล้วคุณจะปล่อยมันออกไปจากชีวิตคุณได้เมื่อไหร่ และอย่างไร
.
.
เรียบเรียงจาก The skinny cow; The 7 SECRETS of the Money Masters โดย Robert Shemin and Peter Hirsch
สุขสันต์วันที่ยังมีวัวผอมในใจค่ะ
Follow your heart - Karunesh
ขอบคุณเรื่องราวดีๆครับคุณปริม
วัวตัวผอมขี้โรคในชีวิต น่าจะมีหลายตัว และได้ปล่อยออกไปจากชีวิตได้บ้างแล้วเป็นบางตัวและบางเวลา...
ขอบคุณเรื่องเล่าดีๆ ที่ทำให้รู้ว่า ทำดีได้ดี เพราะทำโดยไม่หวังผลตอบแทนค่ะ คุณหมอ
สวัสดีค่ะคุณพิชัย
แค่เรารู้ว่าเรามีวัวผอมอยู่ ก็เป็นการระลึกรู้ที่ดีมากนะคะ ให้เวลากับการปล่อยไปทีละน้อยๆ ค่ะ
มีความสุขในค่ำวันศุกร์นะคะ
ศุกร์สวัสดิ์ค่ะคุณ tuknarak,
ทำดีได้ดี อีกหนึ่งมุมมองของเรื่องเล่าดีดีนี้นะคะ
ขอบคุณมากค่ะที่มาทักทายกัน
ปล. อยากบอกจังว่าปริมไม่มีวาสนาเป็นคุณหมอหรอกค่ะ เป็นได้แค่เพื่อนคนหนึ่งของคุณ tuknarak เอง.. อิอิอิอิ..
-สวัสดีครับ
-ตามมาอ่านบันทึกดีๆนี้ครับ
-ชอบจังกับ"เจ้าวัวผอม"
-มีสับปะรดพันธ์ุใหม่มาฝากครับ
การยึดมั่นถือมั่น...
เมื่อปลดปล่อยไปได้... ใจก็สบาย
แต่กว่าใจจะสบายได้ กิเลสก็ตามหลอนอยู่นาน
...
ขอบคุณคุณปริมมากนะครับ
วัวผอมของผมมี 5 ตัวครับ ที่ปล่อยยากมาก = ยึดแน่นมากหลาย
วัวชื่อ "อุปทาน ขันธ์ทั้ง 5"
สงสารวัวตัวผอมนะคะ มันขวางโชคลาภจริงหรือ ชื่นชมอเดอร์ที่เป็นคนดี มีน้ำใจ ฯ จนตัวเองได้รับผลดี วัวตัวผอมพี่ดาจะมีไหมนะ ขอเวลาคิดก่อนค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
เข้ามาได้อ่านบันทึกดีๆ ขอบคุณค่ะ
อ่านจบก็พบว่ายังเก็บวัวผอมไว้หลายตัว
และเวลาที่ผ่านมาสามารถปล่อยวัวผอมบางตัวได้อย่างน่าทึ่ง
ขอบคุณมากค่ะคุณปริม
เป็นบันทึกยาวที่อ่านไม่เบื่อเลย
เป็นนิทานสอนใจที่ดี...ขอบคุณมากค่ะ
มีวัวผอมให้เลี้ยงต่อไปค่ะ ยากจัง
กำลังสำรวจวัวผอมที่ยังมีอยู่ และ วัวผอมที่ปล่อยออกไป
อ่านบันทึกนี้จบ เลยได้วาด 'วัวผอม' เข้าไปอีกตัว
รูปนี้วาดสรุปจากหนังสือเล่มนี้คะ
ใจความของหนังสือ กล่าวถึง วิถีดำเนินชีวิต
ณ จุดเริ่มต้น ( เปรียบดังคนวัย 20's) เรียนรู้สิ่งต่างๆ ลองทำงานโน่น นี่ นั่น = ช่วง learning
เวลาต่อมา เราก็รุ้ว่า เราไม่สามารถทำทุกๆ อย่าง ต้องตัดทอนเลือก = ช่วง editing
หากเราเลือกได้เหมาะสม เราทำได้ดี ทำแล้วมีความสุข ก็จะสามารถพัฒนางานให้สุดยอด = mastering
และนี่คือทางแยกระหว่าง 'awesome path' กับ 'average path'
ดูเหมือน 'วัวผอม' ในเรื่องที่คุณปริมเล่า กำลังดึง อเดอร์ ไป 'average path'
...เพราะมันไม่ชอบเดินขึ้นทางชัน และแคบ
ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จากคุณปริม 'หมอผู้เยียวยาจิตวิญญาณ' คะ :)
สวัสดีค่ะคุณเพชรน้ำหนึ่ง,
เห็นภาพตอนแรก...คิดว่าเป็นสับปะรดพันธุ์ใหม่ชื่อ "มะพร้าว" เพราะคุณยายถือมะพร้าวท่าทางทะมัดทะแมงเชียวค่ะ
มีความสุขในการทำงานเพื่อชุมชนนะคะ ชื่นชมค่ะ
สวัสดีเช้าวันเสาร์ค่ะคุณแสงแห่งความดี
วัตถุภายนอกก็ยากแล้วที่จะปล่อย ความยึดมั่นถือมั่นในใจ หากปล่อยได้ถือว่ายอดคนค่ะ
มีความสุขในวันพักผ่อนนะคะ
มาทิ้งรอยไว้ก่อน...ฝนตกหนัก ...หลังคารั่ว ท่อน้ำแตก งานเพียบ ...ต้องแปลงไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทยให้ช่างก่อน ... เดี๋ยวกลับมาค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่แบ่งปันปรัชญาเกี่ยวกับวัวผอมที่ลึกซึ้ง...คาดคะเนเรื่องล่วงหน้าไม่ถูกเลยค่ะ ต่างจากละครโทรทัศน์ส่วนใหญ่ของไทย ที่บอกได้ไม่ผิดว่า ฉากต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น บอกได้แม้กระทั่งคำพูดที่นางเอก พระเอก ตัวอิจฉา คนรับใช้จะพูดในสถานการณ์นั้นๆ
คงจะต้องพยายามหาคำตอบแล้วล่ะค่ะ ว่า วัวตัวผอมขี้โรคในชีวิตของตนเองคืออะไร จะปล่อยให้มันออกจากชีวิตตนได้อย่างไร
สวัสดีค่ะ
กำลังมองหาวัวแก่ในตัว..ค่ะ
มันเป็น "วิถี" นะครับ อาจารย์ ;)...
ป.ล. พบการสัมภาษณ์ประวัติการศึกษาของอาจารย์ ณ หนังสือเล่มหนึ่งครับ
รูปที่ใช้ก็รูปใน gotoknow นี้แหละครับ ;)...