ถ้าใครเคยติดตามกิจกรรม “กลับสู่ต้นน้ำ” ซึ่งปูพื้นให้เยาวชนสามารถเชื่อมโยงแนวคิดตามหลักศาสนาของตนเองเข้ากับชีวิตประจำวันของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันกับคนต่างศาสนาแล้ว คงสนใจหากจะรู้ว่าเด็กที่เคยร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น ได้ใช้ประสบการณ์ที่รับมือ พัฒนาออกแบบกิจกรรมด้วยตัวของพวกเขาเอง  เราเดินทางถึง “มัสยิดยำอุ้ลอิควาน” บ้านลำมดตะนอย แขวงลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 

                                    


สังเกตเห็นเยาวชนอายุตั้งแต่ 2 – 15 ปี จับกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ กันอย่างสนุกสนาน และ “สมชาย เจริญผล” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าอิฐศึกษา จ.นนทบุรี ก็ขออธิบายว่า ครั้งนี้เขาปรับบทบาทจากผู้รับ หลังเข้าร่วมโครงการกลับสู่ต้นน้ำ มาเป็น “ผู้ให้” ด้วยการมาช่วยจัดกิจกรรมค่ายอบรมฤดูร้อนเยาวชนแผ่นดินทองลำมดตะนอยสร้างสรรค์ครั้งที่ 2 

                                  

“เขา” เล่าว่า กิจกรรมที่ว่านี้คล้ายเป็นการนัดพบปะ เพื่อนๆ น้องๆ เพื่อเตรียมตัวสอบประจำปี ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเด็กๆ จะต้อง ละมาด อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และปฎิบัติตามหลักศาสนาได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามการสอนด้านทฤษฏีเพียงอย่างเดียว คงจะเครียดกันเกินไป พวกเขาจึงใช้กลวิธีการสันทนาการเข้ามาช่วย ทั้งการเล่นเกม การพูดคุยโดยเชื่อมโยงหลักศาสนากับชีวิตประจำวัน เป็นต้น ส่วนหลักคิดแบบ “สุขแท้ด้วยปัญญา” น่ะเหรอ…“ครูฟา” ดินัย ชุ่มชื่น ครูประจำชั้นโรงเรียนสอนศาสนา อัลอิสลามียะห์ บ้านลำมดตะนอย กรุงเทพฯ มั่นใจว่า องค์ประกอบ 4 ประการคือ 1.การคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง 2.การไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุอย่างเดียว 3.การเชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค และ 4.รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูล นั้นสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของศาสนาอิสลามด้วย

                                         

“ศาสนาอิสลามสอนให้เราช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปอาศัยคนอื่น เมื่อช่วยเหลือตัวเองได้แล้วสิ่งที่เหลือก็ช่วยเหลือคนอื่นด้วย ให้เป็นมือบน อย่างให้เป็นมือล่าง ก็คือให้รู้จักให้ไม่ใช่ค่อยแต่จะรับอย่างเดียว และศาสนาอิสลามสอนว่าท่านทั้งหลายจงละหมาดและออกไปหาริสกี คือการหาปัจจัยยังชีพบนหน้าพื้นแผ่นดิน ไม่ให้ยึดติดกับวัตถุเพราะว่าอิสลามสอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้สิ้นสลาย ตั้งแต่เกิดมาเราไม่มีอะไร บางครั้งเราโลภเกินไป หาอะไรแล้วไปแย่งคนอื่น ไปเบียดเบียนคนอื่น แต่พอตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้เลย อย่ายึดติดกับวัตถุให้รู้จักพอเพียง” ครูฟา อธิบายอย่างคล่องแคล่ว ทั้งนี้ชุมชนมีชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ประมาณ 170 ครอบครัว ส่งผลให้การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเยาวชนเข้าร่วมมากถึง 120 คน อายุคละกัน ซึ่งการนำแนวคิดและวิธีการที่น้องสมชายนำมาถ่ายทอดทำให้เด็กไม่เครียดและตั้งใจเรียนมากขึ้น 

                                         

ส่วนในมุมของเยาวชนที่ร่วมโครงการ ด.ช.มูร็อต (ปวริศน์) นุนาบี นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคารีอุปถัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุแรกที่มาร่วมกิจกรรมเพราะอยากมาสนุกกับเพื่อนๆ นอกจากนั้นยังทำให้เข้าใจวิชาศาสนา เพื่อนำไปสอบ “ฟัรดูอีน” (การสอบเลื่อนชั้นของศาสนา) ซึ่งประกอบไปด้วยวิชา ฟิกฮ์ เตาฮีด อัลกรุอ่าน และประวัติศาสตร์ ด้านปฏิบัติ อาทิ การทำตะยัมมุม ละหมาด การละหมาดยานาซะ ก็ทำได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

                                            

ด.ญ. นูรอัยนี รอมลี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสุวินทวงศ์ อธิบายว่าชอบกิจกรรมฐานกู้ระเบิด ซึ่งวิธีการเล่นคือนำเชือกหลายๆ เส้นไปผูกไว้กับหนังยางหลังจากนั้นให้ทุกคนในกลุ่มจับปลายเชือกไว้ โดยให้สมาชิกในกลุ่มพยายามดึงเชือกให้หนังยางยืดออกและใช้หนังยางคืบขวดขึ้นมาให้ได้ กิจกรรมนี้สอนให้สมาชิกกลุ่มมีความสามัคคี และความพร้อมเพียงกัน

                                             

ด.ช.ริดวาน (สมชาย) เณรพงศ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองจอกพิทยาณุสสรณ์มัธยม กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ต่างจากปีที่ผ่านมามีกิจกรรมเพิ่ม ทำให้สนุกและไม่เบื่อ และตัวเขาเองก็ชอบกิจกรรมการสอนอ่าน อัลกรุอ่าน เพราะทำให้อ่านได้ถูกต้อง ด้วยกลวิธีสนุกๆ จากพวกรุ่นพี

                           

                             

                                                  

ศาสนากับความเพลิดเพลินจึงไปได้พร้อมๆกัน