ตอนสุดท้ายของหนังสือ "นิทานธรรมะ ตอน ความสุขอยู่ตรงนี้" ของ "ท่านชุติปัญโญ" ที่ได้มาเมื่อวาน
มันเป็นการพลิกหนังสือด้วยความบังเอิญ และคิดถึงใครหลายคน
๒๔.
หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์
ชายหนุ่มคนหนึ่งเรียนจบแพทยศาสตร์ เขาหวังไว้ว่าวิชาที่ร่ำเรียนมาคงได้ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ปลอดภัยจากโรคร้ายมากขึ้น อยู่ต่อมาเขาได้ไปทำงาน คือ การรักษาทหารที่ไปสู้รบในสงคราม ชายผู้จบศาสตร์แห่งการเยียวยาจึงถูกเรียกขานในอีกนามหนึ่งว่า "นายแพทย์สงคราม"
ทุกครั้งที่มีการสู้รบเกิดขึ้น นายแพทย์หนุ่มต้องถูกเรียกตัวไปด้วยเสมอ หน้าที่หลักของเขาและทีมงานก็คือ การรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ
บางคนที่หายดีแล้วก็ต้องไปรบต่อ บางคนก็เสียชีวิตอยู่ในสนามแห่งการต่อสู้นั้น บางคนก็เสียชีวิตในขณะที่เขากำลังทำการรักษาอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความทุกข์ใจให้กับเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อความสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำ ทับถมความรู้สึกอยู่นานวัน ทำให้นายแพทย์หนุ่มรู้สึกเป็นทุกข์ใจอย่างมาก เขารำพึงรำพันกับตัวเองอยู่เสมอว่า
"ในเมื่อคนที่เขารักษานั้นท้ายที่สุดก็ต้องไปตายในสนามรบอยู่ดี แล้วสิ่งที่ทำอยู่นี้จะมีประโยชน์อะไร และชีวิตของการช่วยเหลือคนในฐานะแพทย์จะมีความหมายอะไรอีก"
ทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ต้องรักษาคนเจ็บในสงคราม นายแพทย์ก็จะมีคำถามถี่ขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อไม่สามารถอดทนต่อความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจไม่ไหว เขาจึงคิดจะลาออกจากการเป็นนายแพทย์
ฝ่ายหัวหน้ากองทัพเห็นว่า นายแพทย์ประจำกองของตนรู้สึกเป็นทุกข์ต่อสิ่งที่ทำ และเริ่มเหนื่อยหน่ายต่อหน้าที่ของตน ในฐานะผู้บังคับบัญชา จึงแจ้งให้นายแพทย์หนุ่มได้หยุดพักชั่วคราว เพื่อให้เขาได้มีเวลาสงบสติอารมณ์มากขึ้น
ครั้นได้รับอนุญาตให้หยุดพัก แพทย์หนุ่มได้เลือกที่จะไปปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ที่ตนศรัทธา ทั้งที่แต่ก่อนเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้มากนัก จนเมื่อความทุกข์เข้ามาเยือน จึงเริ่มมองเห็นความสำคัญในการดูแลใจของตน
เมื่อมาถึงวัดและได้ทำความเคารพต่ออาจารย์ สิ่งแรกที่เขาเลือกจะสนทนากับท่านก็คือ เรื่องการเป็นนายแพทย์สงคราม แพทย์หนุ่มถามขึ้นว่า
"ท่านอาจารย์ ทำไมผมรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมากในเวลาที่ทำงาน ผมรู้สึกว่าคนที่ผมช่วยชีวิตไว้ในสงครามนั้น ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปตายในสนามรบเช่นเคย แล้วสิ่งที่ทำอยู่นี้จะมีประโยชน์อะไร เพราะที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดี ถ้าเป็นเช่นนี้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวรกรรมจะดีกว่าไหม?"
"เจ้าคิดเช่นนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดความสุข และไม่ก่อให้เกิดคุณค่าในชีวิตของตัวเองแม้แต่น้อย"
อาจารย์ตอบสั้น ๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงความห่วงใย ที่ท่านมีต่อนายแพทย์ผู้มาเยือน
"แล้วทำไมผมต้องทำงานเช่นนี้ด้วย และผมควรทำอย่างไรจึงจะมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่?"
เมื่อความกดดันถูกระบายออกมา ทำให้อาจารย์ได้รับรู้ถึงเหตุแห่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเขา ท่านได้เรียกให้เขาเข้ามานั่งใกล้ ๆ แล้วใช้มือตบที่ไหล่เบา ๆ พร้อมกับกล่าวว่า
"เหตุที่เจ้าต้องทำหน้าที่นี้ต่อไป ก็เพราะเจ้าเป็นนายแพทย์สงครามอย่างไรล่ะ หากไม่มีคนแบบเจ้า ทุกคนก็ต้องตายอย่างทรมาน เพราะไม่มีใครคอยรักษาเขา ส่วนเหตุที่เขาต้องตายนั้นก็ต้องปล่อยให้เป็นกรรมของเขาไป เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ ขอเพียงเราทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ก็พอ เท่านี้แหละคือสิ่งที่เจ้าควรทำ"
"แล้วผมต้องทำอย่างไร จึงจะมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้?"
"เจ้าต้องตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการทำหน้าที่ให้มากเข้าไว้ ต้องรู้ว่าปัจจุบันหน้าที่ของเจ้าคือการรักษาคนไข้ ไม่ใช่ การหยุดหรือห้ามคนไม่ให้ตาย เมื่อใดที่วางใจให้รู้จักอยู่กับหน้าที่ด้วยความรักความเมตตาต่อคนที่อยู่ต่อหน้าได้ เจ้าจะไม่เป็นทุกข์กับอนาคตที่จะเกิดขึ้น เพราะรู้และเข้าใจในเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่เจ้าจะอยู่อย่างเป็นสุข เพราะมีหน้าที่ในปัจจุบันเป็นแรงผลักให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย นั่นคือสิ่งที่เจ้าควรใส่ใจ"
เมื่อการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดระหว่างนายแพทย์และอาจารย์ผ่านไป จากจิตที่เคยว้าวุ่นเพราะคิดไปถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นมากจนเกินไป ก็กลายเป็นจิตที่ถูกปรับให้อยู่ในปัจจุบันแต่ละขณะแทน
นายแพทย์หนุ่มได้สติในการเตือนใจของตนกลับคืนมา เพื่อมองให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างรู้ค่า เขาได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วการปฏิบัติธรรมสามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงาน
สิ่งที่ทำอยู่สามารถสร้างสุขได้ในทุกบรรยากาศ ส่วนผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการรักษาคนไข้นั้นจะเป็นเช่นไรก็ต้องปล่อยให้เป็นอีกเงื่อนไขใหม่ที่เราพึงรับรู้ต่อไป และบางครั้งก็ต้องปล่อยวางเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งที่ใจคาดหวัง
นายแพทย์ผู้ตื่นขึ้นมาจากความทุกข์ ได้ทำใจให้ยอมรับในเงื่อนไขของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกครั้ง เขาได้กลับไปทำงานในสนามรบเช่นเดิม ทว่ากลับมีมุมมองใหม่ต่องานที่ทำเป็นความรู้สึกนึกคิดที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม และมีความสุขทุกขณะ เพราะรู้จักวางใจเป็น ต่อสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
ข้อคิด
ในการดำเนินชีวิตและในแต่ละวิถีที่ต้องเป็นไป สิ่งที่เราต้องใส่ใจในตัวเองก็คือ "เรามีความสุขกับสิ่งที่เรามี และสิ่งที่เราเป็นหรือยัง" เพราะบ่อยครั้งที่ชีวิตมักถามหาสิ่งที่เรา "ต้องการ" จนลืมที่จะอยู่กับสิ่งที่เรา "ต้องทำ" อันเป็นความจริงในปัจจุบันอย่างเป็นสุข
หลายครั้งที่เราโหยหาความอิ่มใจจากสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้น จนลืมนึกไปว่าความสุขมักอยู่กับเราไม่นาน ส่วนมากมักมีความทุกข์มาเจือปน และคอยทำให้เราสับสนอยู่เสมอ หากว่าเผลอปล่อยใจให้หลงตาม
ชีวิตจึงเหมือนดั่งผ้าขาวที่มักถูกฉาบทาด้วยสิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นสีเทา จะขาวล้วนก็ไม่ใช่ จะดำทั้งผืนก็ไม่เชิง ทุกสิ่งที่ถูกย้อมลงไปในผ้าแห่งใจ เหมือนต้องการจะบอกว่า ท้ายที่สุดแล้ว เราจะอยู่กับสีเทาแห่งชีวิตนั้นอย่างไร โดยที่ไม่ปล่อยให้มันดำมากกว่าเดิม
สิ่งหนึ่งที่เราควรคำนึงอยู่เนือง ๆ ก็คือ การทำหน้าที่เป็นผู้ซักผ้าแห่งชีวิตให้ดีที่สุด ไม่ใช่ไปติดอยู่ที่ว่า "ทำไมผ้าแห่งชีวิตจิตใจต้องเปื้อนดำ" แล้วพาลทำให้เราต้องเป็นทุกข์ตาม
หน้าที่ของเราไม่ใช่การเปลี่ยนสีเทาที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ขาวล้วน แต่ก็คือการอยู่กับสีเทาที่มาทาชีวิตให้ได้ โดยที่เราไม่หลงก้าวไปสู่ความเป็นสีดำในสักวัน
หน้าที่ของเราเมื่อต้องรับผิดชอบในบางสิ่ง มิใช่การอยู่นิ่งเฉยอย่างผู้ตายซาก แต่ก็คือการอยู่อย่างผู้ตื่นรู้ที่จะแก้ไขด้วยใจที่รู้จักปล่อยวาง เป็นชีวิตที่เห็นด้วยดวงตาแต่ไม่ให้ปวดร้าวถึงดวงใจ ทำหน้าที่แบกรับเพื่อส่งต่อ ไม่ใช่แบกหามแล้วทำให้มันเป็นภาระที่เราวางมันไม่ลง
แล้วเราก็จะมีความสุขได้ แม้จะไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนอื่นเขาเป็น เราจะอยู่อย่างผู้รู้เห็นในความเป็นไปของสรรพสิ่ง อย่างผู้ที่พร้อมจะยอมรับและรู้จักปรับตัวในทุกสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญ
......................................................................................................................................................................................
คิดถึง ...
ผู้ประกอบอาชีพหมอที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ แต่กลับถูกท้าทาย
โดยกิเลสตัณหาของผู้ที่ประกอบอาชีพเดียวกัน
จนอยากเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่
บางทีก็ลืมสิ่งที่เป็นเคยตั้งเอาไว้ในใจ
เพราะความท้อแท้ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
จากผู้อื่น ...
คิดถึง ...
ตัวเองที่ประกอบอาชีพครู พยายามพร่ำสอน คาดหวังให้เขาเป็นคนดีในสังคม
แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เขาก็กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง
และกลับมีพฤติกรรมเลวร้ายเช่นเดิม
แต่นั่นก็เป็นกรรมของเขา เราเองได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว
เขาเป็นคนเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
หากดวงตายังไม่เห็นธรรม งั้นก็เดินตามกรรมที่ตนวางเถิด
เรายังคงทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไป
การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม
บุญรักษา ทุกท่านครับ
........................................................................................................................................................................
ขอบคุณหนังสือดี ๆ

ชุติปัญโญ. นิทานธรรมะ ตอน ความสุขอยู่ตรงนี้. กรุงเทพฯ : วาย เอ็ม ครีเอทีฟ, ๒๕๕๖.
แฟนคลับชุติปัญโญ มาให้กำลังใจ ค่ะ พยามาร ก็อ่านธรรมะนะขอบอก เล่มนี้ชลัญยังไม่มีต้องไปหามาจับจองซะแล้ว ขอบคุณแนวคิดดีๆ ราตรีสวัสดิ์
มาให้กำลังใจอาจารย์ทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้านอนคะ..หลังจากนอนไม่หลับมาหลายคืน
การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม...
สาธุครับอาจารย์
หน้าที่ของเราไม่ใช่การเปลี่ยนสีเทาที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ขาวล้วน แต่ก็คือการอยู่กับสีเทาที่มาทาชีวิตให้ได้ โดยที่เราไม่หลงก้าวไปสู่ความเป็นสีดำในสักวัน...
ขออนุโมทนาด้วยครับอาจารย์ เป็นบุญที่ผมได้อ่านในเช้าวันนี้ เผื่อวันนี้ ผมจะอยุ่ได้ทันในปัจจุบันขณะ
ชอบอ่านหนังสือของ ท่านชุติปัญโญ ค่ะ
หน้าที่ของเราแตกต่างไปตามสมมุติโลก
แต่หน้าที่หนึ่งที่เหมือนกันและไม่ควรหลีกเลี่ยงคือ... หน้าที่ของเพื่อนมนุษย์ที่ร่วมสุขทุกข์ด้วยกัน :)
เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มล่าสุดของท่านชุติปัญโญครับ คุณพยามาร ชลัญธร ;)...
ขอบคุณมากครับ
ผมก็ขอให้กำลังใจคุณหมอบางเวลา ป. เช่นกันครับ ;)...
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ท่าน อ.นุ ;)...
ขอให้กำลังใจท่าน พ.แจ่มจำรัส ด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ ;)...
ยินดีและขอบคุณ คุณ หยั่งราก ฝากใบ เช่นกันนะครับ ;)...
ยินดีครับ ท่านอาจารย์ ธนิตย์ สุวรรณเจริญ ;)...
ขอบคุณมากครับ
หากรุ่มร้อน ให้มีธรรมปฏิบัติ เป็นเครื่องอยู่ ได้อย่างสงบเย็นเป็นประโยชน์
มีอุปสรรคในใจรุมเร้า ให้มีธรรมสวนะ เป็นเครื่องตัดสิน เทียบเคียง คลี่คลาย
แม้น ทุกข์หนักสักปานใด ก็จะบรรเทาได้เสมอ ด้วยวิธีพุทธปัญญา เป็นประทีป ในดวงจิตที่หลงทางแห่งเรา
เป็นหนังสืออีกแล้วที่น่าอ่าน ขอบคุณครับ
เริ่มสอน summer เมื่อไรครับ
ขอบคุณมากครับ คุณ ประวิทย์ ;)...
เริ่มสอนสัปดาห์ที่สามแล้วครับอาจารย์ ขจิต ฝอยทอง ;)...
สาธุ ค่ะ ...แวะมาให้กำลังใจคุณครูคนขยันแห่งปีค่ะ
ขอบคุณมากครับ คุณ สายนที"๑๙ ;)...