บันทึกนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามของพี่สาวที่น่ารัก ที่ถามผมเอาไว้ว่าจะเริ่มต้นคิดหัวข้อดุษฎีปริญญานิพนธ์ ได้อย่างไร ซึ่งตามความเข้าใจของผม เจ้าหัวข้อดุษฎีปริญญานิพนธ์ ก็คือโจทย์วิจัยนั่นเอง

     ก่อนอื่นผมคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า งานวิจัยในสายศิลป์ และสายวิทย์มีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน งานวิจัยทางสายวิทย์ที่ผมคุ้นเคย มักเป็นเรื่องของการทดลองในห้องปฏิบัติการ เป็นเรื่องของการควบคุมกลุ่มทดลองเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยค่อยๆปรับปัจจัยที่เราสนใจศึกษาที่ละปัจจัยหรือสองปัจจัย  (ไม่นิยมปรับมากกว่า 2 ปัจจัย เพราะจะมีปัญหาเรื่องการคำนวณทางสถิติจะมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่าตัว  ในขณะที่งานวิจัยทางสายศิลป์ มักจะใช้การสัมภาษณ์ หรือแบบสอบถามเป็นหลัก แล้วนำมาสรุป เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในชีวิตผมเคยทำงานวิจัยแบบที่ใช้แบบสอบถามเพียงครั้งเดียว ต้องที่เรียน Business Research ในระดับปริญญาโท  อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคิดว่าในหลักการก็คงไม่ได้แตกต่างกันมาก

     ในการเรียนเพื่อให้จบ การได้อาจารย์ที่ปรึกษา เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจารย์ที่ปรึกษา จะเป็นผู้ที่คอยดูแล แนะนำ ช่วยเหลือ สารพัด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราพบจากการทำงานวิจัย ดังนั้นการเลือกหัวข้อทำปริญญานิพนธ์ในทุกระดับ หากเราเลือกหัวข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษามีความถนัดหรือสนใจอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้เราทำงานวิจัยได้ง่ายขึ้น เพราะใช้ประสบการณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษาได้อย่างเต็มที่ และอาจครอบคลุมถึงการใช้เงินทุนทำวิจัยจากงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาได้ ในขณะถ้าเรายืนยันที่อยากจะทำเรื่องที่เราสนใจแต่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่สนใจ เราอาจต้องขวนขวาย ศึกษาเรื่องต่างๆ มากขึ้น เพราะปัญหาที่เราพบ อาจารย์ที่ปรึกษาอาจไม่ทราบ และอาจไม่สามารถช่วยเหลือทางเทคนิคได้มากนัก 

     การทบทวนวรรณกรรม เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ จะมีประโยชน์มาก หากเรามีประเด็นที่สนใจอยู่แล้ว แล้วมาหาดูว่าประเด็นนั้น มีใคร ทำอะไร ไว้ก่อนแล้วบ้าง แต่ถ้าหากไม่มีประเด็นในใจ ก็เป็นเรื่องยาก ในการเหวี่ยงแห งมเข็มในมหาสมุทร เพราะการอ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอเรื่องที่สนใจ คงใช้เวลามากที่เดียว ส่วนใหญ่ก็มักเป็นการยึดเรื่องที่อาจารย์ที่ปรึกษามีความถนัด ดังนั้นการศึกษาแบบต่อยอด หรือการศึกษาแบบเลียนแบบ หรือจะเป็นของใหม่ ก็อยู่ที่ตรงนี้ ในทางสายวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากที่เราจะบอกว่างานวิจัยที่เราทำอยู่นั้นเป็นเรื่องใหม่หรือไม่  เพราะเอาเข้าจริงๆ เราก็จะพบว่า เทคนิคต่างๆที่นำมาใช้ ก็เป็นเทคนิคเดิม เพียงแต่นำมาปรับใช้ในโีรคที่แตกต่างกัน จะบอกว่าเป็นการก็อปปี้เทคนิคก็ได้ (ไม่ต่างจากการเรียนแบบ) แต่เป็นการศึกษาในโรคใหม่ ที่ยังไม่เคยใครทำ หรือนำมาปรับใช้กับเชื้อตัวอื่นที่ยังไม่เคยมีใครทำ หรือถ้ามีคนทำแล้วก็นำมาเปรียบเทียบกันหลายๆเทคนิคเป็นต้น ผมจึงมองว่า การเรียนแบบเทคนิค การเรียนแบบการออกแบบการทดลอง และการเรียนแบบการเก็บตัวอย่าง น่าจะเป็นเรื่องปกติในการทำงานวิจัย ตราบใดที่เราตอบได้ว่า งานที่เราทำแตกต่างจากงานที่คนอื่นทำไว้แล้วอย่างไร ความแตกต่างนี้ก็คือความใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำไว้นั่้นเอง

      สำหรับสายศิลป์ คงมีความแตกต่างออกไปบ้าง อาจไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคมากมายเหมือนการทดลองทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และส่วนใหญ่จะเป็นการสัมภาษณ์ หรือใช้แบบสอบถาม ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละท่านก็จะมีความชำนาญทางเทคนิคเหล่านั้นแล้วพอสมควร ทีนี้ปัญหาใหญ่ก็จะเป็นการเลือกเรื่องที่เราสนใจซะมากกว่า ว่าเราสนใจเรื่องอะไร ประเด็นนั้นใหม่ ใหญ่ และน่าสนใจศึกษาในระดับที่เป็นดุษฎีปริญญานิพนธ์หรือไม่ จุดนี้น่าจะเป็นจุดที่ยากที่สุดจุดหนึ่งของการเรียนปริญญาเอกครับ เพราะการตัดสินใจเลือกที่จุดนี้ มีผลอย่างยิ่งต่อ ระยะเวลาในการศึกษา ทุนที่ใช้ในการศึกษา และอะไรอีกหลายๆอย่าง มันเหมือนกับเป็นการกำหนดทิศทางแล้วว่า ต่อไปนี้ฉันจะเดินไปทางนี้ ถ้าเราเลือกเส้นทางผิด การย้อนกลับมาสู่จุดตั้งต้นใหม่อาจไม่ง่ายเหมือนเดิม

     เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเลือกเดินไปทางได นั่นหมายความว่ามีหัวข้ออยู่ในใจ ต่อไปการทบทวนวรรณกรรม ก็จะช่วยให้เรามีความรู้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ได้รู้่ว่ามีใคร ทำอะไรที่คล้ายๆกันกับที่เราจะทำ ใช้เทคนิคคล้าย ใช้กลุ่มต้วอย่างคล้าย ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติคล้าย และมีประเด็นในการ discussion คล้าย เป็นต้น การทบทวนวรรณกรรม ก็จะช่วยให้เรามองภาพเรื่องที่เราจะทำได้ชัดเจนขึ้น แล้วเริ่มต้นในการออกแบบการทดลอง จากหัวข้อเรื่องที่เราสนใจ

  • ตั้งสมมติฐาน
  • ตั้งวัตถุประสงค์
  • กำหนดกลุ่มตัวอย่าง
  • ออกแบบวิธีการศึกษา จะใช้การสัมภาษณ์ หรือแบบสอบถาม
  • กำหนดวิธีการเก็บข้อมูล จะเก็บอะไรบ้าง อย่างไร
  • วิเคราะห์ข้อมูล
  • สรุปผลการทดลอง

     จะเห็นว่า ถ้าเรามีเรื่องที่จะทำอยู่ในใจ กระบวนการต่อมาก็เป็นเรื่องไม่ยาก เพราะมันมีแนวทางชัดเจน การที่จะบอกว่างานวิจัยของเรามีคุณค่าหรือไม่ สมฐานะของการเป็นดุษฎีปริญญานิพนธ์หรือไม่ก็อยู่ที่การเลือกหัวข้อเรื่องที่เราสนใจนี่แหละครับ

      ไม่ทราบว่าผมตอบคำถามของพี่สาวที่น่ารักได้ครบถ้วนหรือไม่

     และขอเชิญท่านทั้งหลายร่วม ลปรร ด้วยครับ