แต่ละย่างก้าว...
คือ จุดหมาย ของมันเอง
การบริหารงานยุคใหม่ ตามแนวคิดตะวันตกที่เรากำลังใช้ในปัจจุบันมีผลดีหลายประการ มีจุดเน้นให้มอง "วัตถุประสงค์/เป้าหมาย/ผลสัมฤทธิ์" ของงานเป็นสำคัญ หลายครั้งที่คนทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่จะได้ แต่มุ่งทำเพียงเพราะเห็นว่าจะเป็นผลดีต่อส่วนรวม (ทั้งในระดับองค์กร สังคม ประเทศไทย) กลับถูกตั้งคำถามว่า...
ทำไปทำไม? ทำอย่างนี้กว้างไปไหม ตรงกับวัตถุประสงค์หรือเปล่า? ทำอะไร ทำเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร?
ต้อง Work Smart ไม่ใช่ Work Hard นะ...
คนปัจจุบันถูกหล่อหลอมด้วย "ผลลัพธ์" ที่แยกเป็นชิ้น ๆ ...
งานนี้ของฉัน งานนี้ของเธอ งานนั้นของเขา... ต่างคนต่างทำรับผิดชอบไปคนละส่วนๆ

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
เกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า...
ทำงานเพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ เราทุกคนมีส่วนต้องรับผิดชอบในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง... ไม่ได้หรือ?
.............................
อืม...ไม่แปลกใจละว่า ทำไมยิ่งทำงานมากเข้าๆ เรากลับไร้สุขและบางทีรู้สึก...ล้มเหลว ทั้งที่งานเสร็จสิ้นและได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้...
ก็ไม่เป็นไร...
หน้าที่เราก็คือ เรียนรู้ ยอมรับ ปรับเปลี่ยน แล้วก็ ประยุกต์ สิ่งที่ได้เรียนรู้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของงานและเป้าหมายของตัวเองก็แล้วกัน
(◠‿◠✿)❤•♥
ขอบคุณบันทึก http://www.gotoknow.org/posts/521854 ของ อ.Wasawat Deemarn ค่ะ
เป็นย่างก้าวที่ สงบ งดงาม น่ะครับ
โชคดีที่สิ่งที่ทำ เราพยายามทำมันด้วยความสุขตั้งแต่เริ่มต้น ในระหว่างที่ทำ และมีความสุขกับผลที่ได้รับค่ะ
ขอบคุณบันทึกชวนคิดที่ลุ่มลึกนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ พ.แจ่มจำรัส
หวังไว้ว่าจะเป็น ย่างก้าวที่สงบ งดงาม ค่ะ เพราะเมื่อวันที่ได้ย้อนกลับมาทบทวนย่างก้าวของตน...
จะได้ไม่ต้อง เสียใจและเสียดาย...
ขอบคุณค่ะ :)
ยินดีสำหรับการต่อยอดนะครับ ;)...
"ทำไมยิ่งทำงานมากเข้าๆ เรากลับไร้สุขและบางทีรู้สึกล้มเหลว ทั้งที่งานเสร็จสิ้นและได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้"
เป็นบ่อยเลยค่ะ จากประสบการณ์ของตัวเอง.. เกิดจากบางขั้นตอนเราไม่ได้คิดเอง และอาจไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร ที่ทำสำเร็จเพราะมันเป็นหน้าที่ เท่านั้นเอง ความสุขจึงไม่เกิด
สวัสดีค่ะคุณ ...ปริม ทัดบุปผา...
ขอบคุณข้อความดี ๆ ชวนคิดต่อค่ะ
...เราพยายามทำมันด้วยความสุขตั้งแต่เริ่มต้น ในระหว่างที่ทำ และมีความสุขกับผลที่ได้รับ...
ชอบมากค่ะ :)
ขอบคุณอ. Wasawat Deemarn ค่ะ
คิดถึงประเด็นนี้มาหลายวันแล้วค่ะ พออ่านบันทึกของอาจารย์ก็เลยคิดต่อได้ว่า... ควรบันทึกความคิด (ที่ยังคิดไม่สุดทาง) นี้ไว้ค่ะ
ขอบคุณข้อคิดจากคุณ kunrapee ค่ะ
ความร่วมมือ มีส่วนร่วมในงาน ทำให้เราทำงานอย่างมีความสุข แม้งานจะบรรลุผลหรือไม่ก็ตามที :)
ขอบคุณค่ะ คุณหยั่งรากฝากใบ
ได้อ่านแนวคิดดีๆ สำหรับการพัฒนาตนแต่เช้าเลยค่ะ
ชอบ "ต้อง Work Smart ไม่ใช่ Work Hard นะ..."
ดิฉันมีความสุขกับงานทุกชิ้นที่ทำค่ะ เมื่อเห็นสระว่ายน้ำบ้านลูกค้าน้ำใสปิ้งเหมือนคริสตัล เมื่อเห็นสวนที่เราออกแบบและดูแลสดใสด้วยใบและดอกที่สะพรั่ง หรือเมื่อลูกค้ายิ้มอย่างมีความสุขพร้อมคำชม และในขณะเดียวกันก็ต้องไม่โกรธ่เมื่อโอนตำหนิ แต่หาทางปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น .. และเราก็ต้องไม่ลืมที่จะหันกลับมาดูแลคนรอบข้างที่ช่วยงานเรา ว่าทีมเหนื่อยไหม ยังไหวอยู่่ไหม ต้องการอะไรเพิ่มไหม เพื่อให้งานเราดียิ่งขึ้น.. มิใช่คนเป็นเจ้านายต้องการแต่ผลงานที่ดีอย่างเดียว แต่ลืมดูแลความสุขและความพร้อมของเพื่อนร่วมงานค่ะ ... บางครั้งก็อาจจะเหนือยบ้างแต่ก็สุขใจค่ะ
งานทางโลกอาจจะไร้สุข แต่อย่าเป็นคนตกงาน ทาง .ธรรม. แล้วกัน ......(อันผมคิดโอปะนะยิโก ต่อยอดจากพี่ Green เอาไว้สอนตัวเอง)
สวัสดีครับ
ทำงานไปด้วย สวดมนต์ไปบ้าง จะหายเหนื่อยครับ ;)
สวัสดีค่ะพี่ Bright Lily
พี่ Bright Lily เป็นคนที่มีความสุขในงานที่ทำ และเป็นเจ้านายที่ดีสำหรับลูกน้องแน่นอนค่ะ
ประเด็น Work Smart และ Work Hard นั้น เรารับแนวคิดของตะวันตกมา แต่รับแล้วไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง บางคนก็ยังตีความเข้าข้าง (กิเลส) ตัวเองไปอีกด้วย
Work Smart น่าจะเป็นการทำงานอย่างฉลาด คือใช้ปัญญา ให้งานลุล่วง ประโยชน์สูง ประหยัดสุด และคนทำงานต่างมีความสุข ได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เห็นคุณค่าและความสามารถของตนเอง
ส่วน Work Hard ของแนวคิดตะวันตกเป็นการทำงานหนักที่ทำให้ชีวิตส่วนตัวถูกรบกวน ทำงานจนละเลยส่วนอื่นๆ ของชีวิต ไม่สนใจคนรอบข้าง มุ่งแต่เรื่องผลสำเร็จของงานเท่านั้น
แต่ส่วนตัวถูกปลูกฝังว่าทุกคนควรต้อง ทำงานหนัก ... นั่นคือ การทุ่มเท ขยัน อดทน หนักเอาเบาสู้ ไม่เกี่ยงงาน ไม่เอาเปรียบคนอื่น สังคม และส่วนรวม
ซึ่งในสังคมปัจจุบันเราตีความสองคำที่ว่านี้ไปอีกทางหนึ่ง คือ ฉลาดที่จะสบาย โดยให้คนอื่นทำงานหนักเพื่อตัวเอง... นี่เองจึงบอกว่า เรารับแนวคิดของตะวันตกมา แต่รับแล้วไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง บางคนก็ตีความเข้าข้าง (กิเลส) ตัวเองไปนั่นเองค่ะ :)
สวัสดีค่ะท่าน วิชญธรรม
อนุโมทนาค่ะ ได้พบได้เห็นได้ประสบ "ประสบการณ์" ใดแล้ว น้อมนำมาสอนตนได้...สุดยอดค่ะ
ชอบประโยคที่ว่า "คนโชคดี ได้ทำงานที่ชอบ คนโชคดีกว่า ชอบงานที่ทำ" :)
สวัสดีค่ะคุณครู ธ.วั ช ชั ย
ส่วนใหญ่ก็เปิดเพลงบรรเลงหรือดนตรีสวดมนต์ค่ะ ช่วยปรับคลื่นสมองให้ต่ำลงค่ะ :)
ผลลัพภ์ของงาน..มักจะขึ้นอยู่กับ..ความพอใจ..ของการ กระทำ..เสมอ.ทุกสภาพการณ์..หากไม่..พอไม่ได้..ติดยึด.ก็..ทุกข์..ทันที..อิอิ..ยายธี
สวัสดีค่ะคุณ ยายธี
เห็นด้วยค่ะ :)
บางทีเรามุ่งไปที่เป้าหมาย จนลืมความสุข รอยยิ้มระหว่างทาง บางทีเราอาจไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางก็ยังเป็นสุข เพราะมิตรภาพบางทีก็มีค่ากว่าเป้าหมาย
เป็นแนวคิดที่ลุ่มลึกค่ะ
อ่านข้อความ "คนปัจจุบันถูกหล่อหลอมด้วย "ผลลัพธ์" ที่แยกเป็นชิ้น ๆ ...งานนี้ของฉัน งานนี้ของเธอ งานนั้นของเขา... ต่างคนต่างทำรับผิดชอบไปคนละส่วนๆ" แล้ว คิดถึงการทำงานของคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ/มหาวิทยาลัย ที่พบเห็นในช่วงที่ยังทำงานค่ะ ที่คณะกรรมการฯ จะศึกษาว่า การประเมินคุณภาพภายนอก จะประเมินตัวชี้วัดใดบ้าง แล้วแบ่งตัวชี้วัดกันเพื่อสร้าง/รวบรวมหลักฐาน ร่องรอยที่แสดงถึงการดำเนินการตามตัวชี้วัดนั้นเพื่อให้กรรมการประเมินคุณภาพภายนอก ตรวจสอบ
เห็นด้วยกับคุณ พ่อน้องซอมพอ ค่ะ
มิตรภาพมีค่ายิ่งกว่าเป้าหมาย.... :)
ขอบคุณคะ
ทุกข์ประจำวันเลย คือ การทำไปจนเสร็จ แล้วรู้สึก 'ไม่มีคุณค่า'
ย้อนคิดดู อาจเพราะเราเอาอัตลักษณ์ไปผูกไว้กับงานเท่านั้น
เมื่องานถูกดูแคลน ทั้งหมดของตัวเราก็เหมือนถูกดูแคลนไปด้วย
ทางออกตอนนี้ คือ
การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ ต่อครอบครัวและสังคม
การศึกษาต่อ เพื่อมีพื้นที่ทำประโยชน์ได้มากขึ้น