ผมได้อ่านบันทึกของ ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ปูชนียบุคคลในวงการครูที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่ง โดยท่านอดรนทนไม่ได้กับความโลภที่ไร้จิตวิญญาณความเป็นครู ของคนประกอบวิชาชีพครูในยุคปัจจุบันบางคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นเครือข่ายขยายออกไปมากขึ้น เลยขอแชร์มาให้อ่าน เพื่อช่วยกันหาวิธีขจัดวงจรเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป รวมทั้งช่วยกันเสนอแนะวิธีการใหม่ให้ ก.ค.ศ.และหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อการส่งเสริมพัฒนาความก้าวหน้าในตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเหมาะสมต่อไป
"ตามที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับเมื่อไม่นานมานี้ ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง
ได้รับแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร วิทยฐานะ ผู้เชี่ยวชาญ (คศ. ๔) ภายหลังถูกจับได้ว่า
ได้ลอกเลียนหรือนำผลงานคนอื่นมาใช้ ถูกสอบสวนและถูกไล่ออกจากราชการ ทำให้เสียอนาคต สร้างความอัปยศและความเสื่อมเสียแก่ตนเอง
วงศ์ตระกูลและกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์แต่ทำการทุจริตเพราะต้องการได้วิทยฐานะเพิ่มขึ้นและได้เงินเดือนสูงขึ้นเดือนละ
๑๙๘๐๐ บาท
การที่ครูและผู้บริหารใช้วิธีการที่มิชอบและเป็นวิธีการสกปรกด้วยการเอารัดเอาเปรียบครูและผู้บริหารอื่นๆ
เข้าสู่วิทยฐานะที่สูงขึ้นโดยไม่ออกแรงกายแรงใจ แต่ไปใช้บริการของนักวิชาการรับจ้างสร้างผลงานด้วยเงินเรือนหมื่นเรือนแสน
ก็มีสาเหตุจากการได้เงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นสูงมาก คือ คศ.๓ ได้เงินเพิ่มขึ้นเดือนละ
๑๑๒๐๐ บาท คศ.๔ ได้เงินเพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๙๘๐๐ บาท (เท่ากับผู้ช่วยศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์ที่สอนในระดับอุดมศึกษา)
คนเหล่านี้คำนวณดูแล้วว่า แม้จะจ่ายให้นักวิชาการรับจ้างเป็นเงินถึง 3-4 แสนบาท หากได้รับแต่งตั้งก็จะคุ้มและสามารถจะถอนทุนคืนได้ในเวลาเพียง 2-3
ปี แต่จะได้เงินเพิ่มหลายล้านบาทตลอดเวลาที่รับราชการ
ความคิดเช่นนี้ ระบาดไปทั่ววงการครู ที่น่าอดสูใจมากก็คือ
ผู้ที่ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการ บางกลุ่มก็เป็นผู้เรียกร้องเงินจากครูที่ขอตำแหน่งทางวิชาการเสียเอง
เพราะขณะนี้การประเมินตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษ กระจายอำนาจไปให้เขตพื้นที่การศึกษาประเมินเอง
จึงเปิดโอกาสให้นักวิชาการรับจ้างบางคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ประเมินตำแหน่งทางวิชาการ
ถือโอกาสคอรับชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้ขอตำแหน่งวิชาการ
ผู้ประเมินส่วนหนึ่ง มีความรู้ทางวิชาการไม่ถูกต้อง เช่น
เมื่อผู้ขออ้างอิงสูตร หลักการและทฤษฎี โดยจากหนังสือที่เป็นแหล่งปฐมภูมิ
ก็กล่าวหาว่า หนังสือเก่าไป เช่น (1) อ้างสูตร E1/E2 สำหรับทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน ควรต้องอ้างจากหนังสือระบบสื่อการสอน
สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๑ หากค้นหาฉบับปฐมภูมิไม่ได้ก็อนุญาตให้อ้างจากฉบับทุติยภูมิ
หรือตติยภูมิ เช่น เอกสารการสอนของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้
ที่จัดพิมพ์เกือบทุกปี (2) การอ้าง POSCoRB ของ Uwrick & Gulick ก็ต้องอ้างเอกสารที่เผยแพร่ใน
พ.ศ. 2480 (1937) และ (3) การอ้าง Gantt
Chart ของ Henry Gantt ก็ต้องอ้างเอกสารที่เผยแพร่ใน
พ.ศ. 2453-58 (1910-15) เป็นต้น เมื่อมีการอ้างเอกสารปฐมภูมิ
ก็ต้องถือว่า คนอ้างมีความเพียรพยายามที่ค้นหาฉบับดั้งเดิมได้
มิใช้ไปลงโทษและตัดสินให้ตกโดยหาว่า อ้างเอกสารล้าสมันหรือเก่าไป
การรายงานการวิจัย ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีตำราวิจัยใดเลยที่กำหนดให้งานวิจัยทุกประเภทจะต้องมี
5 บท งานวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา (Research
and Development-R&D) ต้องเสนอเป็น 6 บท
งานวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) และเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) ก็อาจมี 7-10 บทก็ได้ แต่ก็มีบัณฑิตวิทยาลัยของบางมหาวิทยาลัย
กำหนดให้รายงานการวิจัยทุกฉบับจะต้องมี 5 บท
เมื่อมีผู้เสนอรายงานการวิจัยไป 6 บท
ก็บังคับให้นำต้นแบบชิ้นงานที่ควรนำเสนอในบทที่ 5 ไปต่อท้ายในบทที่
4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล หรือนำไปภาคผนวก เป็นต้น
จึงเห็นได้ว่า การขอตำแหน่งทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะครู
ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารของสำนักงาน กคศ. กระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ถูกนักวิชาการที่ทำตัวเป็นกาฝากหรือปลวกเกาะกินวงการศึกษาไทย
ผู้มีอำนาจกำกับดูแลปล่อยให้นักวิชาการเหล่านี้ทำลายวงการศึกษาไทยด้วยการรับจ้างสร้างผลงานทางวิชาการให้ครู
ศึกษานิเทศก์และผู้บริหารต่อเนื่องกันมายาวนาน ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติและหยาดเลือดของประชาชนผู้เสียภาษีอย่างน่าอดสูใจยิ่ง
ลองคิดดูก็แล้วกัน หากมีครูเลื่อนวิทยฐานะเป็น คศ.๓ หรือ คศ.๔ เพิ่มขึ้นปีละเป็นพันเป็นหมื่นคน
ก็จะเกิดภาพลวงว่า ครูหรือผู้บริหารเหล่านี้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้หาได้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเลย
แต่ประเทศชาติได้ครูและผู้บริหารที่ไร้คุณธรรมจริยธรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าอดสูใจยิ่ง
พวกเราจะทนให้คนเหล่านี้ เรารัดเอาเปรียบพวกเราและประชาชนไทยอีกต่อไปหรือ
ถ้าเป็นเช่นนี้ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อครูบาอาจารย์ที่สมควรจะประพฤติตนเป็นคนดี
มีศีลธรรม มาประพฤติตนเป็นคนไร้คุณธรรมจริยธรรมเสียเอง".
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เราไม่ควรดูดาย แต่ควรเผยแพร่ออกไปเช่นนี้ครับ
วัฒนธรรมอันเลวร้ายเหมือนปลวก มอดที่คอยกัดกินครูดี ๆ ในวงการนี้
ครูดี ๆ หมดกำลังใจ ครูเลว ๆ ได้ใจ
ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ เป็นปรมาจารย์ในสายวิชาชีพของผมเอง ;)...
มีครูีที่โอนย้ายมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
แต่ใช้วิธีคิดดั่งเดิมจากที่ท่านกล่าวมาเป๊ะ
เทียบให้ตัวเองเป็น ผศ. รศ. จากหน่วยงานเก่า
โดยสอนหนังสือในระดับอุดมศึกษาไม่ถึงเกณฑ์
วัฒนธรรมเลว ๆ เช่นนั้น เข้ามาสู่มหาวิทยาลัยผลิตครูเรียบร้อยแล้ว
แถมไม่พอ มาเป็นกรรมการตรวจผลงานอีก
ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ...
ชีวิตวุ่นวายกับสายสะพาย เงินประจำตำแหน่ง หน้าตาและชื่อเสียง
มากกว่าเป็นครูที่ดี ที่จะสร้างครูดี ๆ ออกไป
เซ็งเหมือนกันครับ ;)...
ขอขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้ผมเรียนรู้เรื่องนวัตกรรม ได้ใช้วิชานวัตกรรมในการค้นคว้าทำผลงานให้บรรลุเป้าหมาย ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมเรียนรู้ และคิดที่จะให้ผู้อื่นทำให้
ผมคิดว่าตอนนี้ข้อมูลยืนยันค่อนข้างตรงกันแล้วว่าเป็นอย่างที่อาจารย์ชัยยงค์และหลายๆคนกล่าว ซึ่งไม่ใช่เพิ่งเป็นแต่เป็นมานานแล้ว จึงเป็นโจทย์ให้ ก.ค.ศ.และหน่วยงานต้นสังกัดว่าจะแก้เช่นไร จะปล่อยไปเช่นนี้ให้ศรีธนญชัยและผู้ชอบใช้วิชามารฮึกเหิม ทำลายคุณธรรมจริยธรรมและจิตวิญญาณความเป็นครูให้สูญสลายไปกระนั้นหรือ ไม่มีวิธีสร้างขวัญกำลังใจหรือส่งเสริมความก้าวหน้าแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาวิธีอื่นแล้วหรือ เรื่องนี้ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “เสนอแนะทางเลือกการประเมินเลื่อนวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยอาศัยภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น แทนการเขียนผลงานทางวิชาการ” ในบล็อก http://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/477938
ผมเคยได้ยินครูท่านหนึ่งพูดว่า ตัวเองไม่ทำผลงาน เพราะไม่อยากทำ
แต่ผู้คนรอบข้างหลายรายได้ดำเนินการ "ว่าจ้าง" ให้ทำผลงาน
แต่วันไหว้ครูของ ร.ร. ครูท่านนี้รู้สึก ภูมิใจ เต็มอิ่มกับการเคารพ สักการะ
ที่ลูกศิษย์หลายคน จำนวนมาก ทั้งปัจจุบันและอดีต พากันมากระทำต่อครูท่านนี้
ส่วนครูที่มีวิทยฐานะสูงกว่า กลับแทบไม่มีลูกศิษย์เข้าไปหาเลย ????
ได้แต่หวังว่า การทำผลงานเชิงประจักษ์ คงส่งผลให้ครูที่ผมได้พูดคุย
จะมีโอกาส และความพยายามในการทำผลงานให้มีวิทยฐานะสูงขึ้นเช่นเดียวกับคนอื่น ครับ
ผมเคยบันทึกบล็อก http://www.gotoknow.org/posts/103399เรื่องความสุขที่ครูจิ๋มได้รับในวันไหว้ครูยิ่งใหญ่กว่าการได้เลื่อนวิทยฐานะอย่างเทียบกันไม่ได้ ลองอ่านดูน่าจะตรงกับที่คุณคณินกล่าวถึง