การปลูกต้นไม้มันช่วยให้ผมรู้สึกว่ามันเหมือนการ “ปลูกชีวิต” เพราะชีวิตก็เหมือนต้นไม้ การเติบโตต้องใช้เวลา ผ่านมรสุมดินฟ้าอากาศหลากฤดู แต่ที่สำคัญคือ ต้องดูแลใส่ใจ รดน้ำพรวนดินในมิติต่างๆ อย่าง “จริงจัง จริงใจ” มิเช่นนั้น “ชีวิตหรือต้นไม้” ก็ไม่อาจเติบโต-งอกงามได้


<span style="font-size: 26px"><span style="color: #ff9933;"><b>1 <span>ชมรม 1 ชุมชน  : เชิงรุกเคียงบ่าเคียงไหล่
1 หลักสูตร 1 ชุมชน</span></b></span></span><span></span>


กิจกรรม 1 ชมรม 1 ชุมชน เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเชิงรุกของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ผุดขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่ในวาระแห่งการบริการสังคมเมื่อปีงบประมาณ 2555 ที่ประกอบด้วย 1 หลักสูตร 1 ชุมชน,1 คณะ 1 ศิลปวัฒนธรรม

กรณี 1 ชมรม 1 ชุมชน เป็นการขับเคลื่อนกิจกรรมในนามของ “องค์กรนิสิต" ไม่ใช่นิสิตที่เรียนในหลักสูตร/สาขาใดสาขาหนึ่งเหมือน “1 หลักสูตร 1 ชุมชน" ด้วยเหตุนี้กิจกรรมที่เกิดขึ้น จึงใช้กระบวนการของการจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียน (กิจกรรมเสริมหลักสูตร) อย่างเต็มรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรใดจะมีทักษะและทิศทาง (อัตลักษณ์) การจัดกิจกรรมเป็นเช่นใด

แต่ในกรอบแนวคิดหลักนั้น การจัดกิจกรรมในมิติ “1 ชมรม 1 ชุมชน" ยังคงเน้นกระบวนการที่มุ่งให้นิสิตได้ลงพื้นที่เรียนรู้ชีวิตบนกรอบแนวคิด “เรียนรู้คู่บริการ" (Service Learning) ใช้กิจกรรมนอกชั้นเรียนเป็นเครื่องมือนำพาไปสู่การเรียนรู้ (Project-based Learning) โดยมีชุมชนเป็นห้องเรียนแห่งชีวิต

การใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ (Community based) เช่นนี้เป็นการผูกโยงกระบวนทัศน์การทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วม (participatory learning) ของนิสิตกับชุมชน โดยชุมชนที่ว่านี้ อาจหมายถึงชุมชนที่เป็น “หมู่บ้าน" หรือชุมชนที่เป็น “หน่วยงาน" ในมหาวิทยาลัย หรืออื่นๆ ก็ได้ เพียงแต่นิสิตต้องค้นหาให้เจอว่าการมีส่วนร่วมบนฐานคิดของการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้นั้นคือ “ที่ไหน" และ “ใคร" คือผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง !





<span style="font-size: 26px"><span style="color: #ff9933;"><b>1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : การต่อยอดจาก 1 คณะ 1
หมู่บ้าน</span></b></span></span>

</span>



จะว่าไปแล้ว 1 ชมรม 1 ชุมชนนั้น เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกของผมที่ผูกพันอยู่กับโครงการต้นแบบที่ผมได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2553 นั่นก็คือ “1 คณะ 1 หมู่บ้าน" โดยมุ่งให้แต่ละคณะได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้คู่บริการในหมู่บ้านรายรอบมหาวิทยาลัย ด้วยหมายใจว่าจะเป็นอีกทางเลือกของการจัดกิจกรรมที่หลากหลายและไม่จ่อมจมอยู่กับกิจกรรมประเพณีนิยม (ตีกลองร้องเต้น) ของแต่ละคณะ ซึ่งครั้งนั้นก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวไปพร้อมๆ กัน

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ผมนำเสนอต่ออธิการบดี (ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต) เพื่อให้มีการต่อยอดกิจกรรมของนิสิตควบคู่ไปกับกิจกรรม 1 หลักสูตร 1 ชุมชน ซึ่งท่านได้ถามทักในเวทีว่า “...ระหว่างสโมสรคณะกับชมรมนั้น องค์กรใดน่าจะปฏิบัติการเรื่องนี้ได้ดีกว่ากัน..."


ครับ, ทันทีที่คำถามสิ้นสุดลง ผมไม่ลังเลที่จะตอบกับท่านว่า “ชมรม" และนั่นจึงเป็นที่มาของการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละชมรมๆ ละไม่เกิน 30,000 บาท จำนวน 40 ชมรม เพื่อนำไปเป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ภายใต้การหนุนเสริมของกองส่งเสริมการวิจัยฯ และกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต กองกิจการนิสิต






<span style="font-size: 26px"><b><span style="color: #ff9933;">1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : ปลูกต้นไม้ปลูกชีวิต</span></span></b></span>


โครงการปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน (ชมรมสานฝันคนสร้าป่า) เป็นหนึ่งในขบวนประวัติศาสตร์ของกิจกรรมเชิงรุกสู่ชุมชนตามนโยบายที่มุ่งสร้างเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) รวมถึงการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นนิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ผ่านระบบและกลไกของ “1 ชมรม 1 ชุมชน"


กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ชุมชนบ้านดอนหน่อง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นชุมชนที่นิสิตในชมรมนี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องเพราะผมเคยได้แนะนำ หรือแม้แต่ชักพาให้พวกเขาไปจัดกิจกรรมหนุนเสริม 1 คณะ 1 หมู่บ้านมาแล้ว ทั้งการศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เกี่ยวกับสมุนไพรและป่าในชุมชน รวมถึงการลงแรงสร้างซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน



กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการปลูกต้นไม้ในสวนสาธารณะของชุมชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ซึ่งสวนสาธารณะที่ว่านั้นเป็นหนองน้ำประจำหมู่บ้าน อันเป็นรอยต่อระหว่างหมู่บ้านกับมหาวิทยาลัย

หนองน้ำแหล่งนี้ผมเคยได้สะท้อนข้อมูลอันเป็นความต้องการของชาวบ้านต่ออธิการบดีเพื่อนำไปสู่การร่วมคิดร่วมพัฒนาให้เป็น “แหล่งเรียนรู้" ร่วมกัน ทั้งในมิติของสวนสุขภาพและแปลงเกษตรกรรมภายใต้แนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่พื้นที่การปลูกต้นกกเพื่อนำไปทอเสื่อของชาวบ้าน

การเลือกปลูกต้นไม้ในพื้นที่เช่นนี้ผมถือว่าชาญฉลาดไม่ใช่ย่อย เพราะมีแหล่งน้ำให้รดต้นไม้ได้ง่าย อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยและหมู่บ้าน ต่างฝ่ายต่างสามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด เว้นเสียแต่ “เน้นการปลูก แต่ไม่เน้นการดูแล" ซึ่งผมว่าประเด็นนี้นิสิตและชาวบ้านควรต้องออกแบบกิจกรรมให้ต่อเนื่องร่วมกันอย่างจริงจัง





โดยส่วนตัวแล้วผมหลงรักกิจกรรมการปลูกต้นไม้มากเป็นพิเศษ สมัยที่เป็นนายกองค์การนิสิต (2537) ก็ริเริ่มโครงการคืนความห่วงใยให้ธรรมชาติ ด้วยการพาน้องๆ ไปปลูกต้นไม้ในป่าชุมชน หรือแม้แต่การหนุนนำให้องค์การนิสิต (2540) ได้ริเริ่มโครงการต้นไม้สายใยรัก (สายรหัส) ขึ้นมา

การปลูกต้นไม้มันช่วยให้ผมรู้สึกว่ามันเหมือนการ “ปลูกชีวิต" เพราะชีวิตก็เหมือนต้นไม้ การเติบโตต้องใช้เวลา ผ่านมรสุมดินฟ้าอากาศหลากฤดู แต่ที่สำคัญคือ ต้องดูแลใส่ใจ รดน้ำพรวนดินในมิติต่างๆ อย่าง “จริงจัง จริงใจ" มิเช่นนั้น “ชีวิตหรือต้นไม้" ก็ไม่อาจเติบโต-งอกงามได้


ด้วยเหตุนี้ในระยะหลังผมจึงหันกลับไปปลูกต้นไม้ไว้ที่บ้านเกิดของผมเอง เช่นเดียวกับเมื่อมีคนถามว่า “...จะทำสังคมให้น่าอยู่อย่างไร..." ผมมักจะตอบตรงๆ ปนขำๆ ไปว่า “ปลูกต้นไม้...ดูแลต้นไม้สิ !"


<span style="font-size: 26px"><b><span style="color: #ff9933;">1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : บูรณาการกิจกรรมหลากรูปลักษณ์</span></span></b></span>


การจัดกิจกรรม 1 ชมรม 1 ชุมชน ผมเน้นให้เกิดการบูรณาการที่หลากหลาย เช่นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน (มหาวิทยาลัยกับชุมชน) รวมถึงการทำงานระหว่าง "ชุมชนกับชุมชน" ด้วยเช่นกัน ยิ่งหากครบมิติ (บวร : บ้าน วัด โรงเรียน หรือราชการ) ได้ยิ่งดี

นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Process) ในแบบบูรณาการผ่านหลักคิด “เรียนรู้คู่บริการ" เป็นต้นว่า ไม่ใช่ไปจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในแบบชนิดลงแรง "แบกหามขุดเจาะ" จนได้เหงื่อได้เลือดเท่านั้น แต่ต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลายรูปแบบ และห้ามละเลยต่อการเรียนรู้ “วิถีชุมชน" โดยเด็ดขาด ส่วนจะเป็นระบบหรือกลไกแบบใด ให้ชมรมแต่ละชมรมออกแบบได้อย่างเต็มที่ตามความถนัดและความสนใจขององค์กร






ด้วยเหตุนี้กิจกรรมของชมรมสานฝันคนสร้างป่า จึงไม่ใช่แค่ “ปลูกต้นไม้" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมหนุนเสริมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อกระจายคนไปสู่การเรียนรู้ให้หลากหลายและครอบคลุม เช่น เก็บกวาดขยะในหมู่บ้าน วัดและโรงเรียน ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ศึกษาข้อมูลอันเป็นบริบทชุมชนอย่างกว้างๆ ไปพร้อมๆ กัน ฯลฯ


<span style="font-size: 26px"><b><span style="color: #ff9933;">1 <span>ชมรม 1 ชุมชน :  ทำแล้วได้เรียนรู้อะไร</span></span></b></span>

</span>


จวบจนบัดนี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนิสิตในเชิง “ถอดบทเรียน" ว่า-

</span></span>

นิสิตทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วยแนวคิดใด มีกระบวนการขับเคลื่อนอย่างไร
บรรลุวัตถุประสงค์กี่มากน้อย ชาวบ้านมาร่วมแรงมากแค่ไหน
ตำนานชุมชนเป็นอย่างไร

หรือแม้แต่ต้นไม้ที่นำไปปลูกคือต้นอะไร ทำไมถึงเลือกต้นไม้ชนิดนั้น
ตลอดจนคำถามสำคัญที่ผมชอบถาม นั่นก็คือ “นิสิตทำกิจกรรมนี้แล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในตัวตนของนิสิตบ้าง" ทั้งการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลและในระดับองค์กร (ชมรม)

</span>

</span></span>


แต่ที่แน่ๆ ทุกชมรมที่ทำกิจกรรมในวาระนี้ ต้องมีบทสรุปอันเป็นข้อมูลพื้นฐาน (บริบท) ของชุมชน และเรื่องเล่าเร้าพลัง (Story Telling) อย่างน้อยองค์กรละ 1 เรื่อง ซึ่งตอนนี้ผมก็กำลังทยอยอ่านเรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นระยะๆ

ครับ, นี่คือปรากฏการณ์แห่งการเรียนรู้เล็กๆ ของนิสิตผ่านระบบและกลไกของโครงการเชิงรุกที่มีชื่อว่า “1 ชมรม 1 ชุมชน"




หมายเหตุ
ภาพ โดยชมรมสานฝันคนสร้างป่า
แหล่งภาพจากงานประชาสัมพันธ์ กองกิจการนิสิต ม.มหาสารคาม