<span style="font-size: 26px"><span style="color: #ff9933;"><b>1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : เชิงรุกเคียงบ่าเคียงไหล่ 1 หลักสูตร 1 ชุมชน</span></b></span></span><span></span>
กิจกรรม 1 ชมรม 1 ชุมชน เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเชิงรุกของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ผุดขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่ในวาระแห่งการบริการสังคมเมื่อปีงบประมาณ 2555 ที่ประกอบด้วย 1
หลักสูตร 1 ชุมชน,1 คณะ 1
ศิลปวัฒนธรรม
กรณี 1 ชมรม 1 ชุมชน เป็นการขับเคลื่อนกิจกรรมในนามของ “องค์กรนิสิต" ไม่ใช่นิสิตที่เรียนในหลักสูตร/สาขาใดสาขาหนึ่งเหมือน “1 หลักสูตร 1 ชุมชน" ด้วยเหตุนี้กิจกรรมที่เกิดขึ้น จึงใช้กระบวนการของการจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียน (กิจกรรมเสริมหลักสูตร) อย่างเต็มรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรใดจะมีทักษะและทิศทาง (อัตลักษณ์) การจัดกิจกรรมเป็นเช่นใด
แต่ในกรอบแนวคิดหลักนั้น การจัดกิจกรรมในมิติ “1 ชมรม 1 ชุมชน" ยังคงเน้นกระบวนการที่มุ่งให้นิสิตได้ลงพื้นที่เรียนรู้ชีวิตบนกรอบแนวคิด “เรียนรู้คู่บริการ" (Service Learning) ใช้กิจกรรมนอกชั้นเรียนเป็นเครื่องมือนำพาไปสู่การเรียนรู้ (Project-based Learning) โดยมีชุมชนเป็นห้องเรียนแห่งชีวิต
การใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ (Community based) เช่นนี้เป็นการผูกโยงกระบวนทัศน์การทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วม (participatory learning) ของนิสิตกับชุมชน โดยชุมชนที่ว่านี้ อาจหมายถึงชุมชนที่เป็น “หมู่บ้าน" หรือชุมชนที่เป็น “หน่วยงาน" ในมหาวิทยาลัย หรืออื่นๆ ก็ได้ เพียงแต่นิสิตต้องค้นหาให้เจอว่าการมีส่วนร่วมบนฐานคิดของการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้นั้นคือ “ที่ไหน" และ “ใคร" คือผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง !

<span style="font-size: 26px"><span style="color: #ff9933;"><b>1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : การต่อยอดจาก 1 คณะ 1 หมู่บ้าน</span></b></span></span>
</span>
จะว่าไปแล้ว 1 ชมรม 1 ชุมชนนั้น เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกของผมที่ผูกพันอยู่กับโครงการต้นแบบที่ผมได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2553 นั่นก็คือ “1 คณะ 1 หมู่บ้าน" โดยมุ่งให้แต่ละคณะได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้คู่บริการในหมู่บ้านรายรอบมหาวิทยาลัย ด้วยหมายใจว่าจะเป็นอีกทางเลือกของการจัดกิจกรรมที่หลากหลายและไม่จ่อมจมอยู่กับกิจกรรมประเพณีนิยม (ตีกลองร้องเต้น) ของแต่ละคณะ ซึ่งครั้งนั้นก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวไปพร้อมๆ กัน
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ผมนำเสนอต่ออธิการบดี (ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต) เพื่อให้มีการต่อยอดกิจกรรมของนิสิตควบคู่ไปกับกิจกรรม 1 หลักสูตร 1 ชุมชน ซึ่งท่านได้ถามทักในเวทีว่า “...ระหว่างสโมสรคณะกับชมรมนั้น องค์กรใดน่าจะปฏิบัติการเรื่องนี้ได้ดีกว่ากัน..."
ครับ, ทันทีที่คำถามสิ้นสุดลง ผมไม่ลังเลที่จะตอบกับท่านว่า
“ชมรม" และนั่นจึงเป็นที่มาของการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละชมรมๆ
ละไม่เกิน 30,000 บาท จำนวน 40 ชมรม
เพื่อนำไปเป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ภายใต้การหนุนเสริมของกองส่งเสริมการวิจัยฯ
และกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต กองกิจการนิสิต


<span style="font-size: 26px"><b><span style="color: #ff9933;">1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : ปลูกต้นไม้ปลูกชีวิต</span></span></b></span>
โครงการปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน (ชมรมสานฝันคนสร้าป่า) เป็นหนึ่งในขบวนประวัติศาสตร์ของกิจกรรมเชิงรุกสู่ชุมชนตามนโยบายที่มุ่งสร้างเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) รวมถึงการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นนิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ผ่านระบบและกลไกของ “1 ชมรม 1 ชุมชน"
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ชุมชนบ้านดอนหน่อง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย
จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นชุมชนที่นิสิตในชมรมนี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องเพราะผมเคยได้แนะนำ
หรือแม้แต่ชักพาให้พวกเขาไปจัดกิจกรรมหนุนเสริม 1 คณะ 1
หมู่บ้านมาแล้ว
ทั้งการศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เกี่ยวกับสมุนไพรและป่าในชุมชน รวมถึงการลงแรงสร้างซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน

กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการปลูกต้นไม้ในสวนสาธารณะของชุมชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ซึ่งสวนสาธารณะที่ว่านั้นเป็นหนองน้ำประจำหมู่บ้าน อันเป็นรอยต่อระหว่างหมู่บ้านกับมหาวิทยาลัย
หนองน้ำแหล่งนี้ผมเคยได้สะท้อนข้อมูลอันเป็นความต้องการของชาวบ้านต่ออธิการบดีเพื่อนำไปสู่การร่วมคิดร่วมพัฒนาให้เป็น “แหล่งเรียนรู้" ร่วมกัน ทั้งในมิติของสวนสุขภาพและแปลงเกษตรกรรมภายใต้แนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่พื้นที่การปลูกต้นกกเพื่อนำไปทอเสื่อของชาวบ้าน
การเลือกปลูกต้นไม้ในพื้นที่เช่นนี้ผมถือว่าชาญฉลาดไม่ใช่ย่อย เพราะมีแหล่งน้ำให้รดต้นไม้ได้ง่าย อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยและหมู่บ้าน ต่างฝ่ายต่างสามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด เว้นเสียแต่ “เน้นการปลูก แต่ไม่เน้นการดูแล" ซึ่งผมว่าประเด็นนี้นิสิตและชาวบ้านควรต้องออกแบบกิจกรรมให้ต่อเนื่องร่วมกันอย่างจริงจัง


โดยส่วนตัวแล้วผมหลงรักกิจกรรมการปลูกต้นไม้มากเป็นพิเศษ สมัยที่เป็นนายกองค์การนิสิต (2537) ก็ริเริ่มโครงการคืนความห่วงใยให้ธรรมชาติ ด้วยการพาน้องๆ ไปปลูกต้นไม้ในป่าชุมชน หรือแม้แต่การหนุนนำให้องค์การนิสิต (2540) ได้ริเริ่มโครงการต้นไม้สายใยรัก (สายรหัส) ขึ้นมา
การปลูกต้นไม้มันช่วยให้ผมรู้สึกว่ามันเหมือนการ “ปลูกชีวิต" เพราะชีวิตก็เหมือนต้นไม้ การเติบโตต้องใช้เวลา ผ่านมรสุมดินฟ้าอากาศหลากฤดู แต่ที่สำคัญคือ ต้องดูแลใส่ใจ รดน้ำพรวนดินในมิติต่างๆ อย่าง “จริงจัง จริงใจ" มิเช่นนั้น “ชีวิตหรือต้นไม้" ก็ไม่อาจเติบโต-งอกงามได้
ด้วยเหตุนี้ในระยะหลังผมจึงหันกลับไปปลูกต้นไม้ไว้ที่บ้านเกิดของผมเอง
เช่นเดียวกับเมื่อมีคนถามว่า “...จะทำสังคมให้น่าอยู่อย่างไร..." ผมมักจะตอบตรงๆ ปนขำๆ ไปว่า
“ปลูกต้นไม้...ดูแลต้นไม้สิ !"
<span style="font-size: 26px"><b><span style="color: #ff9933;">1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : บูรณาการกิจกรรมหลากรูปลักษณ์</span></span></b></span>
การจัดกิจกรรม 1 ชมรม 1 ชุมชน ผมเน้นให้เกิดการบูรณาการที่หลากหลาย เช่นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน (มหาวิทยาลัยกับชุมชน) รวมถึงการทำงานระหว่าง "ชุมชนกับชุมชน" ด้วยเช่นกัน ยิ่งหากครบมิติ (บวร : บ้าน วัด โรงเรียน หรือราชการ) ได้ยิ่งดี
นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Process) ในแบบบูรณาการผ่านหลักคิด “เรียนรู้คู่บริการ" เป็นต้นว่า ไม่ใช่ไปจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในแบบชนิดลงแรง "แบกหามขุดเจาะ" จนได้เหงื่อได้เลือดเท่านั้น แต่ต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลายรูปแบบ และห้ามละเลยต่อการเรียนรู้ “วิถีชุมชน" โดยเด็ดขาด ส่วนจะเป็นระบบหรือกลไกแบบใด ให้ชมรมแต่ละชมรมออกแบบได้อย่างเต็มที่ตามความถนัดและความสนใจขององค์กร



ด้วยเหตุนี้กิจกรรมของชมรมสานฝันคนสร้างป่า
จึงไม่ใช่แค่ “ปลูกต้นไม้" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมหนุนเสริมเล็กๆ น้อยๆ
เพื่อกระจายคนไปสู่การเรียนรู้ให้หลากหลายและครอบคลุม เช่น
เก็บกวาดขยะในหมู่บ้าน วัดและโรงเรียน
ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ศึกษาข้อมูลอันเป็นบริบทชุมชนอย่างกว้างๆ
ไปพร้อมๆ กัน ฯลฯ
<span style="font-size: 26px"><b><span style="color: #ff9933;">1 <span>ชมรม 1 ชุมชน : ทำแล้วได้เรียนรู้อะไร</span></span></b></span>
</span>
จวบจนบัดนี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนิสิตในเชิง
“ถอดบทเรียน" ว่า-
</span></span>
นิสิตทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วยแนวคิดใด มีกระบวนการขับเคลื่อนอย่างไร
บรรลุวัตถุประสงค์กี่มากน้อย ชาวบ้านมาร่วมแรงมากแค่ไหน
ตำนานชุมชนเป็นอย่างไร
หรือแม้แต่ต้นไม้ที่นำไปปลูกคือต้นอะไร ทำไมถึงเลือกต้นไม้ชนิดนั้น
ตลอดจนคำถามสำคัญที่ผมชอบถาม นั่นก็คือ “นิสิตทำกิจกรรมนี้แล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในตัวตนของนิสิตบ้าง" ทั้งการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลและในระดับองค์กร (ชมรม)
</span>
</span></span>
แต่ที่แน่ๆ ทุกชมรมที่ทำกิจกรรมในวาระนี้ ต้องมีบทสรุปอันเป็นข้อมูลพื้นฐาน (บริบท) ของชุมชน และเรื่องเล่าเร้าพลัง (Story Telling) อย่างน้อยองค์กรละ 1 เรื่อง ซึ่งตอนนี้ผมก็กำลังทยอยอ่านเรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นระยะๆ
ครับ, นี่คือปรากฏการณ์แห่งการเรียนรู้เล็กๆ ของนิสิตผ่านระบบและกลไกของโครงการเชิงรุกที่มีชื่อว่า “1 ชมรม 1 ชุมชน"

หมายเหตุ
ภาพ โดยชมรมสานฝันคนสร้างป่า
แหล่งภาพจากงานประชาสัมพันธ์ กองกิจการนิสิต ม.มหาสารคาม
ปลูกเพียงเล็กน้อย ต้นไม้ก็เต็มแผ่นดิน ขอชื่นชมงานของมหาสารคาม
งานชมรมพัฒนาไปมากจริงๆๆ
หัวใจนำพา ศรัทธานำทาง เช่นเคยนะครับ ;)...
การเดินทางของนักกิจกรรมไม่เคยหยุดนิ่ง.....แม้จะเจอพายุร้ายแรงแค่ไหน นิสิตกลุ่มนี้ก็ไม่เคยลดละในการทำกิจกรรม พวกเขามีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการทำกิจกรรม แม้กระทั่งในเรื่องงบประมาณจะมีมากมีน้อยพวกเขาก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจไม่มีเลยเขาก็ยังทำเหมือนเดิม ถือได้ว่าเป็นนักกิจกรรมด้านจิตอาสาโดยตรง ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ และผู้ดูแลค่ะ
ขอบคุณ... คุณแดนไท
ที่ค่อยส่งกำลังแรงใจให้ทั้งตัวนิสิตและผู้เฝ้าติดตามการทำงานของน้องๆชมรมสานฝันคนสร้างป่าด้วยดีเสมอมาครับ
"ชมรมสานฝันคนสร้างป่า" เป็นอีกชมรมหนึ่งที่น่าสนใจภายในมหาวิทยาลัย ครับ เนื่องด้วยเป็นชมรมหนึ่งที่ตั้งมานานพอสมควร และเคย "หลงทาง" ในการทำงานของตนเอง ไปชั่วระยะหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้หันกลับมาทำงานเกี่ยวกับ "ป่า" ในแนวทางที่ตนเองถนัด ทั้งโครงการปลูกป่า สร้างฝายชะลอน้ำ สร้างแนวป้องกันไฟป่า ฯลฯ และถือเป็นชมรมที่มีความรักและสมัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ในระดับต้น ๆ ของชมรมสังกัดองค์การนิสิต ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณพี่พนัส ที่ช่วยสะท้อนเรื่องราวต่างๆผ่านกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยครับ
เพราะถ้าหากย้อนไปเมื่อปี 2553 ผมเองก็มีโอกาสลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ที่บ้านหนองขาม หมู่ 8 ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ภายใต้การนำของหัวหน้างานบริการหอพักนิสิต มมส (นายพนัส ปรีวาสนา) ในขณะนั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกันกับบ้านดอนหน่อง หมู่ 7 ที่ทำโครงการในครั้งนี้อีกด้วย
การทำกิจกรรมในครั้งนั้นเป็นการร่วมมือกันหลายจากฝ่ายทั้งทีมงานมหาวิทยาลัยมหาสารคามและทีมงานผู้นำในชุมชน ที่ร่วมด้วยช่วยกันประสานงานความร่วมมือทำให้การปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อใช้งานสาธารณะประโยชน์จนงานในครั้งนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกประการ
จวบจนเมื่อปีงบประมาณ 2555 ที่ผ่านมา ผมเองมีโอกาสทำหน้าที่ผู้ประสานงานโครงการ 1 ชมรม 1 ชุมชน ได้กำหนดให้นิสิตชมรมต่างๆกว่า 40 องค์กร ที่มีประสงค์ลงพื้นที่ทำกิจกรรมในการให้บริการวิชาการแก่สังคมพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบายมหาวิทยาลัยในเชิงรุกคืบเข้าไปหาชุมชนบนพื้นฐานที่ว่ามหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชนตามปรัชญามหาวิทยาลัยที่ว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”อย่างแท้จริง
ภาพสะท้อนจากชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยให้การตอบรับอย่างเป็นที่น่าพอใจว่า การที่นิสิตจากมหาวิทยาลัยได้ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่ชุมชน อาทิ การซ่อม สร้าง แลกเปลี่ยน เรียนรู้ควบคู่ไปกับการให้บริการวิชาการแก่ชุมชนนั้นทำให้ผู้คนในชุมชนรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยไม่ทอดทิ้งชุมชน
แหละนี่คือ... การต่อยอดจากภาพรวมทั้งปวงที่กล่าวมาสู่โครงการ 1 ชมรม 1 ชุมชน บำเพ็ญประโยชน์และสิ่งแวดล้อม ตอน "สานฝันคนสร้างป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน" ที่เป็นการจับมือกันอีกครั้งหนึ่งของบุคลากรกลุ่มงานกิจกรรมนิสิตและนิสิตชมรมสานฝันคนสร้างป่า ในการขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยงบประมาณอันจำกัดแต่หัวใจของนักกิจกรรมนั้นไม่มีขีดจำกัดจึงเกิดกิจกรรมเชิงบูรณาการที่ดีเช่นนี้ขึ้น ไม่เพียงแค่มีกิจกรรมการปลูกต้นไม้เท่านั้นแต่ยังมีการทำบุญถวายจตุปัจจัยไทยธรรมและการบำเพ็ญประโยชน์เก็บกวาดเสนาสนะพื้นที่โดยรอบอีกด้วย ตลอดจนเป็นการตอบโจทย์การเป็นที่พึงของสังคมและชุมชนอีกวาระหนึ่ง
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ชอบปลูกต้นไม้เหมือนกันค่ะ ปลูกแล้วก็จะคอยดูความเจริญเติบโตของต้นไม้ ค่ะ
* ดีจังเลยค่ะ..ปลูกต้นไม้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม..
* โครงงานกล้าใหม่.สร้างสรรค์ชุมชน ปีที7 นักศึกษา ม.สารคามไปนำเสนอโครงงานผันน้ำเสียเป็นน้ำใส ..SCB ได้ถอดบทเรียนเผยแพร่ด้วยค่ะ
ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อโลกของเรานะครับ
ปลูกต้นไม้คนละต้น ชีวิตทุกคนก็สดใส
เป็นกิจกรรมที่ดีมากค่ะ และเพื่ออากาศที่ดีของการสูดหายใจเอาความสดชื่นของมวลไม้นะคะ
ปลูกต้นไม้ ปลูกอนาคต ปลูกรัก สร้างฝัน และสุดท้ายก็มีคนมาสานฝันให้เป็นจริง สุดยอดของกิจกรรมที่ควรสืบทอดต่อไปนะคะ เป็นกำลังให้น้องแผ่นดินและน้องๆ ทุกคนค่ะ
ยายไอดินชอบประโยคเด่น "การปลูกต้นไม้มันช่วยให้ผมรู้สึกว่ามันเหมือนการ “ปลูกชีวิต” เพราะชีวิตก็เหมือนต้นไม้ การเติบโตต้องใช้เวลา ผ่านมรสุมดินฟ้าอากาศหลากฤดู แต่ที่สำคัญคือ ต้องดูแลใส่ใจ รดน้ำพรวนดินในมิติต่างๆ อย่าง “จริงจัง จริงใจ” มิเช่นนั้น “ชีวิตหรือต้นไม้” ก็ไม่อาจเติบโต-งอกงามได้" ค่ะ และทำให้คิดถึงต้นไม้ที่วัดป่าของหมูบ้านที่พ่อใหญ่สอเป็นผู้ริเริ่มสร้าง...
สัปดาห์ที่แล้วยายไอดิน และพ่อใหญ่สอไปถวายเงินสร้างกุฏิพระ 1 หลัง และยายไอดินได้เดินสำรวจต้นไม้ที่พ่อใหญ่สอขอไปจากสวนวนารมย์และพาชาวบ้านปลูกเมื่อปีที่ผ่านมา (มีต้นคูน[ราชพฤกษ์] จาน [ทองกวาว] และยางนาที่เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดอุบลฯ) รวมทั้งต้นไม้ดอกไม้ประดับที่ยายไอดินปลูกตกแต่งหน้าศาลาและป้ายวัด พบว่า ยกเว้นต้นไม้หน้าศาลาไม่มีการดูแลรดน้ำเลย ทำให้ต้นไม้ไม่โต และบางส่วนก็ตายไป ยายไอดินเคยบอกให้พ่อใหญ่สอเสนอแนะให้ชาวบ้านแ่บ่งเวรกันรดน้ำ คุ้มละวันต่อสัปดาห์แกก็ไม่จัดการ วันมาฆบูชาที่จะถึงนี้ คงจะต้องจัดให้มีกิจกรรมพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำต้นไม้ในวัด และหาทางให้มีการดูแลอย่างยั่งยืน
เดือนเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้มากเลยนะแต่เดือนทำได้ไม่นานก็เริ่มมีกลิ่นตัวทำไงดีหรอกลิ่นตัวเดือนถึงจะหายแต่เดียวนี้หายแล้วล่ะเพราะเดือนใช้แป้งFICระงับกลิ่นกายที่เพื่อแนะนำมาใช้แล้วไม่มีกลิ่นตัวเลย