คำว่า "กุลจิรัฏฐิติธรรม" ที่เราเรียนกันนั้น จะมีข้อความนี้ตามมาคือ "ตระกูลมั่งคั่งจะตั้งอยู่ไม่ได้นาน" หากไม่มีธรรมนี้ ดังนั้นธรรมนี้คือข้อปฏิบัติเพื่อให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน แต่ว่า ผมขอแปลเอาความง่ายๆสอดคล้องกับชีวิตก็แล้วกัน เพราะข้องใจว่า ถ้าตระกูลไม่มั่งคั่งจะตั้งนานไม่ได้หรือ ผมขอแปลว่า ข้อควรปฏิบัติสำหรับการจะให้ครอบครัวไม่เหนื่อยหนักมากนัก
ธรรมนี้มีอยู่ ๔ ประการคือ (๑) ควรแสวงหาของที่สูญหายไปนั้นกลับคืนมา (๒) รู้จักซ่อมแซมของเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมนำกลับมาใช้ให้คุ้มค่า (๓) อยู่จักประมาณในการอยู่การกิน และ (๔) ให้แต่งตั้งคนที่มีศีลธรรมประจำไว้เป็นผู้ดูแลจัดการครอบครัว/ทรัพย์สิน
ใน (๑) นั้น เท่าที่อ่านๆมา มีคำอธิบายให้เราหมั่นรักษาสิ่งที่มีอยู่นั้นไม่ให้สูญหาย เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยต่อไปข้างหน้า แต่ถ้ามันหายไป ต้องพยายามหากลับคืนมา เพราะถ้าเราหากลับคืนมาไม่ได้ เราจำเป็นต้องเสียทรัพย์สินไปซื้อใหม่ ซึ่งของใหม่ก็นำมาให้ประโยชน์เดิม ถ้าเราได้ของเก่าที่เราเคยมีอยู่กลับคืนมา เราจะได้ไม่ต้องเจียดเงินไปซื้อใหม่เพิ่ม ใน (๒) หมายถึง หากสิ่งที่เราใช้สอยอยู่นั้น มันชำรุดทรุดโทรมลงไป ถ้าสามารถประดิษฐ แก้ไข ซ่อมแซมมันได้ ก็ต้องแซมแซม ถ้าซ่อมแซมไม่ได้ ก็ต้องนำไปใช้ประโยชน์่อย่างอื่น ตัวอย่างของเรื่องนี้ลองดูกรณีประโยชน์ของจีวรในพุทธศาสนาครั้งพุทธกาลเป็นตัวอย่าง สุดท้ายคือเอาไปฉาบเป็นฝาบ้าน ใน (๓) เรื่องการประมาณนั้น คือการไม่ให้สุรุ่ยสุร่าย รู้จักกินรู้จักใช้แต่พอประทังตน เช่น ช้อนตักข้าว ประโยชน์ของมันคือการนำมาตักข้าว ช้อนบางหางอาจไม่สวยแต่ราคาถูกเมื่อเทียบกับอีกหางหนึ่ง หากเล็กถึงประโยชน์เราควรเลือกช้อนราคาถูก เพราะความสวยนั้นนานๆเข้าก็เก่าคร่ำคร่าไปไม่แตกต่าง คำว่ารู้จักประมาณ พิจารณาง่ายๆ กับการกินอาหารอร่อย ๓ มื้อ โดยมื้อแรกอาหารเยอะ เราอิ่มแล้วแต่เสียดาย ดังนั้นต้องกินให้หมด มื้อที่สอง จากผลของมื้อแรก เราทำอาหารอร่อยเช่นเดิม แต่ทำเพียงนิดหนึ่ง และกินนิดเดียวนั้น ไม่นานก็หิวอีก ส่วนมื้อที่สาม เรากะประมาณท้องแล้วว่าน่าจะแค่นี้ เราทำพอดีกับอิ่มท้องบวกกับน้ำแก้วหนึ่งเป็นอันพอดี อยู่ได้สบาย มื้อแรกทรมาน นั่งนอนไม่เป็นสุขเพราะกินเกินประมาณ มื้อที่สองน้อยเกินไปก็หิว ส่วนมื้อที่สามพอดีท้อง การรู้จักประมาณในการอยู่การกินก็ทำนองนี้ คือไม่สุรุ่ยสุร่าย ขณะเดียวกันไม่ตระหนี่จนผมโซ ขาดสารอาหาร ร่ำรวยแต่เข้าโรงพยาบาลบ่อย ไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อเข้าบ้าน เป็นต้น ส่วน (๔) อันนั้นคนโบราณว่าไว้ว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทรัพย์สินที่บรรพบุรุษหาไว้เพื่อลูกหลานนั้นจะมีอยู่ต่อไปหรือไม่ก็เพราะคนมีศีลธรรมนี่เอง หากเราติดการพนัน ไฉนเราจะรักษาทรัพย์สินไว้ได้ คนมีศีลธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่า คำว่า ศีลธรรม จะเป็นเรื่องที่อธิบายยากถึงกับอธิบายไม่ได้เลยก็ตาม
ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ กุลจิรัฏฐิติธรรม เป็น เศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร เป็นตรงที่ว่า เศรษฐกิจคือกิจเกี่ยวกับการเป็นเศรษฐี ซึ่งคือการมั่งมีทรัพย์สิน ถ้าเรารักษาทรัพย์สินไว้ได้ รู้จักซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ ประมาณการอยู่การกิน และมีศีลธรรมประจำใจ เราจะรักษาทรัพย์สินไว้ได้มากกว่าการประพฤติในสิ่งที่ตรงข้ามกับ (๑) (๒) (๓) และ (๔) ถ้าเรามีเงิน ๒๐ บาท และเพื่อนเรามี ๒๐ บาทเช่นกัน เพื่อนอาจประพฤติในสิ่งที่ตรงกันข้าม ขณะที่เราประพฤติในแนวทางนั้น ใครจะเหลือเงินมากกว่ากัน ถ้าคนมีเงิน ๒๐ บาทคือเศรษฐี เรานี่เองจะมีความใกล้เคียงเศรษฐีมากกว่าเพื่อนของเรา ส่วนคำว่า พอเพียงนั้น คือการประมาณตัว(น่าจะสอดคล้องกับคำว่า สันโดษ)
อะไรที่ทำให้ผมมาเขียนสิ่งนี้ ?
เมื่อสองสามวันก่อน ผมเพิ่งกลับมาจากสงขลา เมื่อกลับมาถึงปรากฎว่า รองเท้าทำงาน ๒ คู่ คู่หนึ่งเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากเกือบสิบปี อีกคู่หนึ่งเป็นคู่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ชีวิต ไปกระจายอยู่ลานดิน รองเท้าทั้งสองคู่ถูกกัด เข้าใจว่าต้องเป็นสุนัขแน่ๆ เพราะถ้างูเห่ากัดรองเท้า อย่างน้อยคนรอบข้างต้องเห็นงู เพราะมันต้องเห่า แต่รองเท้าก็คงจะตายเพราะพิษงูเห่า เหตุผลที่คิดว่าเป็นสุนัขเพราะ เจ้าตูบสองตัวเพ่นพ่านอยู่แถวถนน แน่นอนว่า เราไม่เห็นกับตาเราจึงได้แต่สันนิษฐาน สิ่งที่น่ากลัวคือ ข้อสันนิษฐานจะกลายเป็นข้อความจริงหากเราไม่ได้ถือเอาทุกคำของข้อความ
ปกติเมื่อรองเท้าของเราขาด หลายคนอาจจะโยนทิ้งขยะไป หรือไม่ก็เก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมเห็นรองเท้าหนัง(อันที่จริงอยากใส่รองเท้าแตะ เพราะเมืองไทยน่าจะประมาณร้อนชื้น ไม่เหมาะกับรองเท้าหนัง ผู้สูงอายุเห็นว่าการใส่รองเท้าหนังดูเรียบร้อย ก็เลยให้ใส่รองเท้าหนังกัน จะใส่รองเท้าแตะก็ว่าจะไปทำลายภาพสวยงามของผู้สูงอายุ)แล้วนึกถึงขากางเกงยีนของน้าเป็ด(อ.ควนเนียง จ.สงขลา) น้าเป็นมีลูกสาวหนึ่งคน จำได้ว่า ครั้งหนึ่งเห็นน้าเป็ดตัดขากางเกงยีนที่ยาวซึ่งไม่ใช้แล้วนั้น นำมาเย็บเป็นกระโปรงให้ลูกสาว(ปฐมวัย) ซึ่งดูดีทีเดียว และอีกหลายๆกรณีกับการมีศิลปะในการแปรสภาพสิ่งที่มีให้กลับมาดูดี ภาพนั้นมันติดในความทรงจำของผม คราวนี้ผมก็เลยคิดว่า ผมจะทำอย่างไรกับรองเท้าทำงานนี้ดี สุดท้ายผมก็ได้รองเท้าคู่เดิมและยังใช้ได้ อย่างน้อยใส่แทนรองเท้าแตะได้
สิ่งที่ผมทำด้วยฝีมือตัวเองไม่ใช่ช่าง อาจเป็นตัวชี้วัดของ กุลจิรัฏฐิติธรรม ข้อ (๒) ได้






คุณ nmintra น่าจะมีบันทึกขั้นตอนการดัดแปลงนี้ด้วยนะคะ ดูดีจนน่าเอาอย่างเลยค่ะ เยี่ยมมาก