ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นมา เป็นไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ และไอ

กลางคืนหลับๆตื่นๆ เพราะอาการไอ ปวดหัว และหนาวสั่นเยือกๆ เป็นช่วงๆ พอหลับก็ฝันพิศดารเหมือนกำลังทำงานแต่ไม่แล้วเสร็จสักทีอย่างไงอย่างนั้น

 ระหว่างที่ป่วยได้มีเวลาคิดทบทวนเรื่องนั้นเรื่องนี้

เรื่องแรก วินิจฉัยโรคให้ตัวเอง ว่า จะเป็นอะไรได้บ้าง ไข้หวัดไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก โรคฉี่หนู ไข้เลือดออก ดูแล้วมีโอกาสแทบทั้งนั้น เพราะไปสัมผัสกับคนป่วยไข้หวัดใหญ่ ไปสัมผัสไก่ที่มากระพือปีกใส่จนจามไปสองสามที ไปเก็บกวาดกล่องเก่าๆ เจอหนูตายแห้ง แล้วก็ถูกยุงกัด การวินิจฉัยทำให้ได้ทบทวนความรู้เรื่องโรคที่คิดว่ารู้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงยังมีรายละเอียดของโรคอีกมากที่ต้องรู้ชัดๆแจ้งๆจริงๆ

เรื่องต่อมาคือคิดหาทางให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน ก็ต้องให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหารถึงจะไม่อยากรับประทานอาหารเลยก็ต้องฝืน ก็รับประทานอาหารน้อยๆบ่อยครั้งจากกลุ่มผักผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำผึ้ง นมเปรี้ยว ข้าวโอ๊ค หลานที่เป็นหมอเอายาแก้อักเสบ ยาแก้ไอ แก้ไข้ และวิตามินซีมาให้ และพอกินยาแก้ไอก็พบอาการข้างเคียงทำให้ต้องหันไปค้นตำราว่าด้วยยา ถึงพบว่าเภสัชตำรับของโรงพยาบาลของรัฐมักจะเขียนผลข้างเคียงและข้อควรระวังน้อยกว่าความรู้เรื่องยาที่ค้นผ่านอินเตอร์เนท ซึ่งก็เข้าใจว่าคงเป็นไปได้ เพราะข้อจำกัดเรื่องการพิมพ์และคงมีไว้เป็นแนวปฏิบัติกลางๆ ด้วย

ต่อมาก็คิดว่าเพราะนอนได้น้อยจากที่ไอ ทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มช้า ดังนั้นต้องนอนให้หลับสนิทแม้จะเป็นระยะสั้นๆ จึงทำสมาธินอน

สุดท้ายก็ทบทวนการใช้ชีวิตที่ประมาท นึกว่าตัวเองแข็งแรงเลยเพิกเฉยกับสิ่งเล็กๆน้อยๆที่สะสม รวมๆกันเข้า ร่างกายเลยสั่งสอนให้รู้จักพักเสียบ้าง

พ่วงท้ายนิดหน่อยว่า ระหว่างป่วยทำให้มีเวลานอนพักมากขึ้นและได้คิดถึงใครต่อมิใครๆหลายๆคน...สรุปดื้อๆว่า ถ้าไม่ป่วยคงไม่ได้คิดถึง

แต่สัญญากับตัวเองว่า คราวหน้าไม่ต้องรอให้ป่วยก็จะคิดถึงบ่อยๆ