เมื่อวันที่ ๒๙ สค. ๔๙ คุณธวัชและผมคุยกับคุณสยาม โชคสว่างวงศ์ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ซี พี เซเว่น อีเลฟเว่น      เสียงคุยของตนเองยังคงก้องอยู่ในสมอง     แปลกแท้ๆ     ที่ติดใจก็เพราะถ้าไม่ถูกกระตุ้นด้วยบรรยากาศ ผมก็ "ฝอย" ออกมาอย่างนั้นไม่ได้

         ผมเล่าว่า สคส. ต้องการขับเคลื่อน KM ประเทศไทย      ดังนั้นเราต้องทำงานแบบตรงกันข้ามกับการรวมศูนย์      คือทำงานแบบกระจายกำลัง      คือโตออกภายนอก     ไม่โตที่ตัวเอง     ซึ่งหมายความว่าหาทางทำให้ ภาคี และ เครือข่ายเติบโต     ไม่ขยายกำลังคนของ สคส. เพราะถ้าขยาย ก็จะเป็นการเติบโตภายใน      ซึ่งจะทำให้การกระจายทักษะ KM ไปทั่วสังคมไทย ทำได้ไม่ดี

          ผมอธิบายว่า ด้วยวิธีคิดและวิธีปฏิบัติเช่นนี้ ทำให้ สคส. (ซึ่งมีคนเพียง ๑๑ คนรวมทั้งผม)  สามารถขับเคลื่อน KM ตามแนวทางที่ถูกต้องออกไปทั่วสังคมไทยได้

         เสียงก้องในสมอง ทำให้ผมกลับมาคิดต่อ     ว่าในช่วงของการทำงานที่ สคส. ได้ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ในอีกมิติหนึ่งในชีวิตของผม     คือฝึกให้คิดแบบจิตใหญ่     คิดพุ่งเป้าหมายไปที่ประเทศไทยหรือสังคมไทยในภาพรวม     ไม่ใช่ที่ตนเองหรือหน่วยงานของตนเอง     และไม่ใช่คิดเฉยๆ แต่ปฏิบัติตามนั้นด้วย     ผมสังเกตว่าเมื่อทำเช่นนี้    ความสำเร็จของงานกลับยิ่งมากขึ้น  มีคุณภาพหรือพลังมากขึ้น     และจิตใจของตัวเองก็แจ่มใสโปร่งสบาย      น่าจะเป็นผลของจิตอันเป็นกุศล     จิตมุ่งให้ไม่ใช่มุ่งเอา

        ผมสรุปกับตัวเองว่า ผมมีจริตในการฝึกจิตโดยการกระทำ     โดยการคิดเพื่อการปฏิบัติ     และเมื่อปฏิบัติแล้วก็ตรวจสอบผล     ทั้งที่เป็นผลการปฏิบัติ และผลที่จิตใจของตนเอง     และนำมาเป็นบทเรียนตอกย้ำความรู้สึกและความเข้าใจของตนเอง

วิจารณ์ พานิช
๓๑ สค. ๔๙