รักและศรัทธาต่ออาชีพอันยิ่งใหญ่ของเป็น "คร" เพราะคุณครู ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อสอนหนังสือ หากแต่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ในการสอนชีวิต ชวนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ชีวิต และเรียนรู้ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของการเป็นมนุษย์

นักเรียนเคารพ :...สวัสดีครับ คุณครู




สาบานได้เลยว่า  ผมอยากเป็นครูมาก  เสียดายไม่ได้เป็นครู  อันหมายถึงครูสอนหนังสือในโรงเรียนชนบทๆ เพียงเพราะหลักสูตรที่เรียนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นครู  ยิ่งเรียนยิ่งทำกิจกรรม  เลยไม่สามารถบริหารเวลาให้ไปเก็บหน่วยกิตวิชาชีพครูได้  จึงไม่มีสิทธิ์สอบบรรจุครู

หากแต่โตขึ้นมุมคิดเปลี่ยนไป  ความเป็นครูอาจมีหลายสถานะ  ครูอาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย  ไม่ว่าใครก็ล้วนเป็นครู  ขอเพียงสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คนในสังคมได้เรียนรู้ร่วมกัน  เป็นแบบอย่างอันดี –

หากแต่บันทึกนี้ขออนุญาตพุ่งประเด็นไปยัง “ครู”  ที่หมายถึงครูในระบบการเรียนการสอนในสถานศึกษาตามวาระโครงการ สรอ. ขอความรู้ในหัวข้อ "ทักษะของครูในศตวรรษที่ 21" ซึ่งในมุมมองของผมนั้น  ควรประกอบด้วยทักษะหลักๆ ที่สำคัญ คือ


๑.ทักษะแห่งปราชญ์ (สุ จิ ปุ ลิ) :  ทักษะสี่ประการนี้ ยุคสมัยปัจจุบันถูกพูดถึงในชั้นเรียนไม่มากนัก ทั้งๆ ที่เป็นบันไดแห่งปราชญ์ (หัวใจแห่งปราชญ์)  ที่ควรปลูกฝังและเสริมสร้างให้เกิดเป็นทักษะแก่ผู้เรียน  ซึ่งผมมองว่ามีกลิ่นอายที่เป็นไทยร่วมสมัย หรือสากลอยู่มากเลย

๒.ทักษะแห่งภาษาและการสื่อสารสร้างสุข :  ถึงแม้ยุคสมัยนี้จะมีชื่อเรียกขานกันหลากชื่อ โลกใบนี้เชื่อมโยงมุมต่างๆ มาอยู่ใกล้กันอย่างมหัศจรรย์ด้วยระบบและกลไกแห่งเทคโนโลยีหลากชนิด  แต่ทักษะแห่งความเป็นครูนั้น  ผมยังคิดว่าควรมีทักษะในการใช้ “ภาษาไทย”  เข้าใจ ”หลักภาษา” และความเป็น “พลวัตของภาษา”  ที่ถูกกระหน่ำซัดจากยุคสมัย  สิ่งเหล่านี้คือตัวตน-คือหัวใจ-คืออัตลักษณ์แห่งความเป็นชาติ  ถึงแม้วันนี้จะเป็นวาทกรรม “อาเซียน” ก็เถอะ  เป็นโลกสองภาษาก็จริง  ครูควรมีทักษะในทางภาษาที่มากกว่าหนึ่งภาษา  แต่ก็ไม่อยากให้ละเลยต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องภาษาประจำชาติให้เข้มแข็ง  พร้อมๆ กับการมีทักษะแห่งการสื่อสารที่สร้างสุขหลากมิติ  อาจไม่ใช่การ “สอนแบบสอน”  ที่เน้นการถ่ายทอดในเชิงอำนาจ หากแต่มีทักษะของการเล่าเรื่อง มีทักษะของการเป็นนักเล่าเรื่อง หรือเรื่องเล่าเร้าพลัง (storytelling) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน 




๓.ทักษะแห่งการเป็น “ผอ”  อันหมายถึง “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (facilitator)  หรือวิทยากรกระบวนการนั่นเอง  ทักษะเช่นนี้จะก่อเกิดกระบวนการในการสร้างทักษะการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดี  เพราะผู้เรียนจะกลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ไปโดยปริยาย  ซึ่งจะเห็นได้ว่าทักษะดังกล่าวจะหลากด้วยวิทยายุทธ และยิ่งดูยิ่งเห็นว่าเกี่ยวโยงกับ “สุจิปุลิ” อย่างเห็นได้ชัดเหมือนกัน

๔.ทักษะแห่งเทคโนโลยี (Technology)   ซึ่งครอบคลุมถึงการใช้  ICT และการสร้างนวัตกรรม (Innovation) นั่นเอง  เนื่องเพราะสังคมวันนี้เป็นสังคมแห่งความรู้ สังคมแห่งสารสนเทศ สังคมไร้พรมแดน  การที่ครูมีทักษะในการใช้สิ่งเหล่านี้จะทำให้ครูเห็นโลกที่กว้างไกล ทันสถานการณ์ สามารถยึดโยงองค์ความรู้หลากมุมและหลากบรรยากาศมาสื่อสารและสร้างทักษะการเรียนรู้แก่ผู้เรียน  สามารถนำสื่อ หรือนวัตกรรมต่างๆ มาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้  หรือแม้แต่นำพาผู้เรียนไปสู่การเรียนรู้ในระบบ ICT ที่สร้างสรรค์ได้  ช่วยให้ทั้งครูและผู้เรียนไม่ตกยุคสมัย

๕.ทักษะแห่งการเรียนรู้ชุมชน  เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการย้ำให้ผู้เรียนตระหนักว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม”  สังคมในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้คนไปจนถึงระบบนิเวศวัฒนธรรมทั้งปวง  วิธีคิดหรือทักษะเช่นนี้จะช่วยผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน  ร่วมมือกัน (Collaboration) ไว้ใจกัน (Trust)  ทำงานร่วมกัน  เชื่อและศรัทธาต่อแนวคิด “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้”  ไม่ใช่ความรู้มีอยู่แต่ในห้องสมุดของโรงเรียนเท่านั้น  ทักษะการเรียนรู้ชุมชนเช่นนี้  ยังหนุนเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนทัศน์ในเรื่องของการรักท้องถิ่น หรือจิตสาธารณะไปในตัว ซึ่งไม่ควรละข้ามไปโดยเด็ดขาด




๖.ทักษะแห่งใจ อันหมายถึง “ใจนำพา ศรัทธานำทาง”  ซึ่งฟังดูแล้วเป็นนามธรรมมากๆ ยากต่อการอธิบายว่าทักษะแห่งใจที่ว่านี้ดูและเห็นได้อย่างไร  หากแต่ในมุมของผมนั้นหมายถึงการรักและศรัทธาต่ออาชีพอันยิ่งใหญ่ของเป็น "ครู"   เพราะคุณครู  ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อสอนหนังสือ  หากแต่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ในการสอนชีวิต ชวนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ชีวิต และเรียนรู้ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของการเป็นมนุษย์


ให้กำลังใจคุณครูทุกท่านนะครับ  เราทุกคนมีวันนี้ได้ ครึ่งหนึ่งก็ล้วนผ่านการปั้นแต่งมาจากครูด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ว่ายุคสมัยใด  หรือยุคสมัยจะถูกเรียกขานอย่างไร  ความเป็นครูก็ยังคงต้องแบกความหวังในการสร้างคนไปอย่างไม่รู้จบ...




นักเรียนเคารพ :...ขอบคุณครับคุณครู