จากที่เห็นปฏิบัติกันมานาน คำขวัญวันเด็กแต่ละปี เป็นเพียงข้อความที่นายกรัฐมนตรีกำหนดขึ้นมา แล้วเด็กๆ ก็ท่องจำเพื่อนำไปตอบคำถามที่ผู้จัดกิจกรรมวันเด็กมักจะถามกัน ก่อนมอบรางวัลให้กับเด็ก

                                      

                                                        (ขอบคุณภาพจาก www.kapook.com)

างสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบสารเนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี 2556 วันที่ 2 มกราคม 2556 มีสาระสำคัญ ดังนี้

"เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 ดิฉันขอส่งความรักความปรารถนาดี มายังเด็กและเยาวชน ตลอดจนผู้ปกครองที่มีส่วนสำคัญ ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศทุกคน วันเด็กแห่งชาติได้จัดขึ้นเพื่อ ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญของตน ทั้งในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย ด้วยการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนประพฤติตนเป็นคนดี เชื่อฟังบิดามารดาผู้ปกครอง อยู่ในกฎระเบียบวินัย รู้จักการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม รู้จักการแบ่งปัน รู้รักสามัคคี รู้จักคิด รักตนเอง รักครอบครัว และรักประเทศชาติ ตลอดจนยึดมั่นเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ปี 2556 ดิฉันขอมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ว่า รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” เด็กและเยาวชนล้วนมีอิสระทางความคิด แต่การแสดงออกต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสมและสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการรักษาวินัยของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี โดยเฉพาะปัจจุบัน สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ อย่างกว้างขวาง การแสวงหาความรู้จึงไม่มีขีดจำกัดอยู่เฉพาะภายในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองหลายทาง เช่น การอ่านหนังสือ การเดินทาง การสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เด็กและเยาวชนจึงต้องรู้จักคิด เลือกรับข้อมูลที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในปี 2558 เป็นปีที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ เด็กและเยาวชนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีและภาษาของประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน พร้อมกับการฝึกฝนทักษะด้านภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อเด็ก เยาวชน และประเทศไทย ในการก้าวสู่อาเซียนได้อย่างมั่นใจ..." (http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=163383&catid=176&Itemid=524

จากที่เห็นปฏิบัติกันมานาน คำขวัญวันเด็กแต่ละปี เป็นเพียงข้อความที่นายกรัฐมนตรีกำหนดขึ้นมา แล้วเด็กๆ ก็ท่องจำเพื่อนำไปตอบคำถาม ที่ผู้จัดกิจกรรมวันเด็กมักจะถามก่อนมอบรางวัลให้กับเด็ก แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมืองที่รับผิดชอบดูแลในระดับกระทรวง และข้าราชการประจำตั้งแต่ระดับกระทรวง กรม กอง ไปจนถึงระดับสถานศึกษา และองค์กรต่างๆ ในสังคม จะต้องนำไปเป็นทิศทางในการร่วมกันวางแผนและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทยของเราได้รับการพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ ตามที่คำขวัญวันเด็กระบุไว้ ซึ่งทุกระดับจะต้องดำเนินการให้สอดรับกัน โดยมีสถานศึกษาและครอบครัวที่ใกล้ชิดเด็กที่สุดเป็นหน่วยปฏิบัติหลัก
แต่แค่เริ่มต้นก็เห็นความไม่สอดประสานในการดำเนินการแล้ว นั่นคือ การจัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2556 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การค้าของสกสค.โดย สพฐ. เป็นผู้จัดทำต้นฉบับ และได้ตั้งชื่อหนังสือ ว่า "ต้นกล้าของความซื่อสัตย์" ซึ่งเน้นไปที่การปลูกฝังคุณธรรมด้าน "ความซื่อสัตย์" ในขณะที่คำขวัญวันเด็กปี 2556 เน้นไปที่คุณธรรมด้าน "ความมีวินัย" ผู้เขียนไม่ได้มองว่า ความซื่อสัตย์ไม่สำคัญ (เพียงพูดในประเด็นของความไม่สอดคล้องของจุดเน้นเท่านั้น) ทั้งความซื่อสัตย์และความมีวินัย ต่างก็เป็นเป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่เด็กไทยขาด ทั้งนี้ที่สำคัญก็เกิดจากผู้ใหญ่ในสังคมไม่ได้ปฏิบัติตนให้เห็นเป็นแบบอย่างนั่นเอง (ผู้เขียนได้เขียนเกี่ยวกับการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม [Social] ของเด็กและเยาวชน โดยการซึมซับพฤติกรรมของผู้ใหญ่ในสังคมมาแล้ว ในบันทึกเรื่อง "เด็กวอนสอนผู้ใหญ่ : วันเด็กวันครูแห่งชาติ ปี 2555")

การพัฒนาจิตลักษณะ "ความใฝ่เรียนรู้ (Curiosity)" นั้น นับว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะลักษณะใฝ่รู้(Curious) เป็นอุปนิสัยของชาวตะวันตก ไม่ใช่อุปนิสัยของคนไทยโดยทั่วไป คนที่ใฝ่เรียนรู้ คือ คนที่มีแรงกระตุ้นจากความต้องการจากภายในตน (ภาษาทางจิตวิทยาเรียกว่า มี "แรงจูงใจภายใน : Intrinsic Motivation") ที่จะเรียนรู้และแสวงหาความรู้/ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างหลากหลาย เมื่อได้เรียนรู้แล้วก็จะมีความสุขความพอใจ ผู้ที่ตั้งใจเรียนและขยันอ่านบทเรียน เพราะอยากได้คะแนนดีกว่าเพื่อนๆ ไม่เรียกว่าเป็นผู้ใฝ่รู้ แต่เรียกว่าเป็นผู้ที่มี "แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ : Achievement Motivation" สูง ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผู้เขียนสอนในสถาบันอุดมศึกษา แทบจะไม่พบนักศึกษาที่ใฝ่รู้ ที่พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างก็คือ ผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง

สำหรับการเพิ่มพูนปัญญาทำได้โดยการพัฒนากระบวนการคิด ซึ่งใช้ได้ทั้งแนวตะวันตกและตะวันออก จากการที่ผู้เขียนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการจัดทำหลักสูตร และจัดการเรียนรู้รายวิชาการพัฒนาทักษะการคิด เห็นว่า การพัฒนาปัญญาทำได้ง่ายกว่าการพัฒนาจิต แต่ครูและผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ทำ เลยทำให้เด็กและเยาวชนตลอดจนคนไทยส่วนใหญ่คิดไม่รอบด้าน เช่น ผู้ที่จะได้รับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นวันละ 300 บาท ก็คิดแต่ในสิ่งที่ตนจะได้ แต่ไม่คิดในสิ่งที่ตนจะเสียโดยตรง เช่น อาจจะถูกเลิกจ้าง ต้องซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคแพงขึ้นมากเทียบส่วนไม่ได้กับค่าแรงที่ได้เพิ่มขึ้น (ไม่นับข้อเสียของสังคมโดยรวมที่กลับมากระทบตนอีก) 

ในการเตรียมเด็กและเยาวชนไทยสู่ประชาคมอาเซียน นั้น จุดอ่อนของนักเรียนนักศึกษาและแรงงานไทยที่เป็นข้อกังวลกันมากที่สุดก็คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นภาษาราชการของประชาคมอาเซียน มีข้อมูลว่า ความสามารถด้านการศึกษาภาษาอังกฤษของไทยเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นรองสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผู้เขียนคิดว่า น่าจะรองเมียนมาร์ด้วย  ผู้เขียนเคยเขียนบันทึกเรื่อง "การคิดนอกกรอบ...เตรียมเด็กและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียน 2558 ใน Blog "E-tocommunicate..." โดยเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษให้ได้ผล ช่วงที่เขียนนั้นพบว่า มีสถิติการอ่านเพียงแค่พันต้นๆ ครั้ง แต่พอกลับเข้าไปดูเช้าวันนี้ (12 ม.ค. เวลา 07.00 น.) ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจมาก ที่พบว่า มีสถิติการอ่านเป็นหลักหมื่น คือ 17,968 ครั้ง

ในช่วงวันที่ 25-26 มกราคม 2556 ที่จะถึง ทราบว่า สมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย จะจัดประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง "E-novation and Communication in ELT" ที่ขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการเรียนการสอน และการวิจัยภาษาอังกฤษในชั้นเรียน ที่จะตอบรับการใช้ภาษาอังกฤษในประชาคมอาเชียน และเพื่อการปรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่า กิจกรรมดังกล่าว จะเป็นอานิสงส์ให้เด็กและเยาวชนไทยในสถานศึกษา ได้รับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ให้สามารถนำไปใช้ในการสื่อสารได้ดีขึ้น

สำหรับผู้เขียนเอง เกษียณอายุราชการไปแล้วและไปใช้ชีวิตที่ฟาร์ม (ซึ่งใช้ Internet ไม่ได้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารกับกัลยาณมิตร GotoKnow) แต่ก็มีความคิดว่า ถ้ามีโอกาส จะไปช่วยจัดการเรียนรู้ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในหมู่บ้านที่ตั้งฟาร์ม...วันศุกร์ที่ 11 มกราคม ที่พ่อใหญ่สอผู้จัดการฟาร์มไอดินฯ ไปร่วมกิจกรรมวันเด็กและนำขนมไปแจกเด็กๆ ผู้เขียนได้มอบสมุดเพื่อให้นำไปแจกนักเรียนและครูทุกคน มอบ "ปฎิทินส.ค.ส. ๒๕๕๖ จากฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" (ที่ผู้เขียนทำเองจาก Web.) สำหรับแจกคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองที่ไปร่วมงาน รวมทั้งครูในโรงเรียน และมอบหนังสือที่ระลึกงานเกษียณของตนเองและท่านอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยราชัฏอุบลราชธานีจัดทำขึ้น ให้กับทางโรงเรียน เพื่อเป็นการแนะนำตัวไปพลางๆ ก่อน (ยังไม่สามารถไปร่วมงานได้ เพราะมีภาระในการดูแลลูกสุนัขที่เพิ่งนำไปเลี้ยง และดูแลถากถางวัชพืช พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำไม้ดอกไม้ประดับและพืชผักที่ฟาร์ม)