ผมมองว่าผู้บริหาร ต้องบริหารมากกว่าการจัดการ , มีปัญหาต้องเยียวยา แก้ไข มิใช่เอ่ยอ้างต้องเคลียร์ๆ แต่ไม่เคยมีเวทีอันเป็น "วัฒนธรรม" ของ "คนบ้านเดียวกัน" มานั่งคุยกัน รับรู้รับฟัง ร่วมคิด ร่วมแก้ไข และให้กำลังใจต่อกัน สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการแบบมีส่วนร่วม ได้งานและได้คนไปพร้อมๆ กัน

นานเป็นปีเลยทีเดียวที่ผมไม่ได้เขียนบันทึกว่าด้วย "คิดเรื่องงาน"   และนานเป็นปีเหมือนกันที่ผมตัดสินใจเดินหน้าแบบ "ศิลปินเดี่ยว"  เพื่อมารับผิดชอบการงานตามนโยบายเชิงรุกของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อว่า "1 หลักสูตร 1 ชุมชน"

ผมเป็นคนชอบมองหาความ "ท้าทาย"  ใหม่ๆ ให้กับตัวเองเสมอ  นับตั้งแต่การผุดไอเดีย "1 คณะ 1 หมู่บ้าน"  ในระดับกิจกรรมนอกหลักสูตร  สู่การสร้างวิชา "พัฒนานิสิต"  อันเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของการสื่อให้เห็นถึงมิติของการหลอมรวมความเป็นกิจกรรมนอกชั้นเรียน (นอกหลักสูตร)  กับกิจกรรมในชั้นเรียน  (ในหลักสูตร)  เข้าด้วยกัน

การทำงานแบบบินเดี่ยว  ภายใต้องค์กรใหม่และวัฒนธรรมใหม่  เป็นโจทย์ที่ "ท้าทาย" สำหรับผมเป็นอย่างมาก  ผมเดินหน้าทิ้งหลักคิด "สอนงานสร้างทีม" ไว้กับองค์กรเดิม  ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการโครงการ 1 หลักสูตร 1 ชุมชนเต็มสูบกับทีมงานใหม่ (ซึ่งใหม่จริงๆ)  พร้อมกับการสอนหนังสือในรายวิชาที่เข็นฝันขึ้นกับมือของตัวเอง   

การงานในองค์กรใหม่  สร้างมุมมองใหม่ๆ ในทางปฏิบัติการให้กับผมหลายเรื่อง  และหลายเรื่องก็เป็นสิ่งผมเคย "ขายฝัน" ไว้ในองค์กรด้วยเช่นกัน

ครับ  ผมขายฝันกับทีมงานเล็กๆ  แต่ยังไม่มีโอกาส ผลักขึ้นเป็นความฝันในระดับองค์กรใหญ่  ความฝันที่ว่านั้นก็คือ  กระบวนการ "สรุปงาน"  ในแบบองค์รวมร่วมกัน

ที่นี่ อันหมายถึงกองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ  มีนาฏการณ์ที่ผมพยายามบุกเบิกในองค์กรเดิมอย่างเห็นได้ชัด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจัดโครงการใดโครงการหนึ่งเสร็จสิ้นลง  ทุกคนจะมาสรุป "ค่าใช้จ่าย" (งบประมาณ) ร่วมกัน  โดยมี "ผู้อำนวยการ"  ทำหน้าที่เป็น "ผอ : ผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้"  

ผมชอบบรรยากาศแบบนี้มาก  ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะมีสรุปค่าใช้จ่ายอย่างเปิดเผยร่วมกัน  ใครรับงบประมาณไปในส่วนใด ใช้เท่าไหร่  เหลือเท่าไหร่ ติดลบกี่บาท  ขาดหลักฐานอะไรบ้าง ฯลฯ

ประเด็นเหล่านั้นถูกฉายขึ้นจอโปรเจคเตอร์   แต่ละคนได้รับรู้  ร่วมคิดเห็น หรือแม้แต่ร่วมแก้ปัญหาร่วมกัน  ขาดเหลืออะไร ทุกคนระดมความคิด เปิดใจ คลี่คลาย หนุนหนำแบกรับร่วมกัน

วิธีการเช่นนี้  ผมถือว่าเป็นวิธีการสร้างสรรค์  ทำให้เรารู้สึกว่า "ปัญหามีทางออก"  หรือ "ทางออกยังไม่ถูกปิด"  หรือถ้าจะปิด  คนในองค์กรก็พร้อมที่จะออกแรงผลักให้ประตูถูกเปิดออกร่วมกัน



ครับ  เมื่อมองย้อนกลับไปยังกระบวนการในองค์กรเดิมนั้น  วัฒนธรรมเช่นนี้ยังไม่ได้สร้างขึ้นอย่างเด่นชัด   ฝ่ายการเงินการทอง  ดูเหมือนมีค่านิยมการปักหลักปักฐานในสำนักงานมากกว่าการตะลุยเที่ยวท่องไปในภาคสนาม  ซึ่งแน่ล่ะ เราไม่ว่ากัน  จะด้วยเหตุผลแห่งการงานและชีวิตของแต่ละคน  มันทำให้เรารู้สึกละวางที่จะเพ่งโทษและโบยตีต่อกัน

แต่วิธีการเช่นนี้มันทำให้คนทำงาน (คนหน้างาน)  หนักหนามิใช่ย่อย  เพราะแทนที่จะทำงานในเชิงรุกทั่วไป  แต่กลับต้องมาแบกหามเรื่องการเงินการทอง  แทนที่จะบริหารภาพรวมได้เต็มที่  แต่กลับมาพะวงกับการจัดเก็บเอกสารต่างๆ นานา  หลายครั้งพองานปิดตัวลง  ต้องมาสะสาง  รื้อถอน เก็บเกี่ยว ควานหาย้อนหลังให้วุ่น  เพราะในความเป็นจริง  การประมาณการกับการปฏิบัติจริง  บางทีก็เดินสวนทางกันอยู่มาก  ยิ่งเป็นกรณีของนิสิตแล้ว  สารภาพเลยว่า "สาหัส"  และ "เหนื่อย"


กรณีเช่นนี้-- ในกลุ่มงานที่ผมเคยดูแล  ผมก็ใช้กระบวนการเช่นนี้มาระยะหนึ่ง  แต่มันก็เหนื่อยหนักไม่น้อย  เพราะเราไม่มีเจ้าหน้าที่สายวิชาชีพที่มารับผิดชอบเรื่องงบประมาณโดยตรง  ยิ่งผมและทีมงาน จัดอยู่ในประเภททำงานไปเรื่อย อันหมายถึงงานดาหน้ามาเป็นมหกรรม  จนไม่มีเวลาเคลียร์เอกสาร  ไหนจะเอกสารงานตัวเอง  ไหนจะเอกสารเบิกจ่ายของนิสิต  ไหนจะไปราชการ  ฯลฯ  ทุกอย่างไหลรวนไม่หยุดหย่อน  จะเคลียร์งานแต่ละที  ก็ค้างคาแรมเดือน แรมปี  ติดหนี้ติดสินอย่างแสนสาหัส


กรณีดังกล่าว ผมเคยขออัตราพิเศษมาทำเรื่องนี้โดยตรง  ผู้บังคับบัญชา เข้าใจ เห็นใจ  ก็ให้ความอนุเคราะห์ตามที่ขอ  ซึ่งสาบานได้เลยว่าการงานในช่วงนั้น คล่องตัว ไหลรื่น  ทั้งเราและนิสิตทำงานได้เบิกบาน  ไม่ต้องวิตกเรื่องการจัดเก็บเอกสารเพื่อเบิกจ่าย หรือเคลียร์โครงการฯ ใดๆ  เพราะมีคนมารับผิดชอบโดยตรง --

แต่พระเจ้าช่วย  ไม่นาน  กระบวนการเหล่านี้ ก็ถดถอยไป  มีการเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายเปลี่ยน  ไม่สนใจการวิเคราะห์ "ระบบและกลไก" ใดๆ  มีแต่จะเปลี่ยนใหม่ สร้างตำนานใหม่  จนที่สุดแล้ว ก็ถอยหลังคืนคลองเหมือนเดิม
หรือแม้แต่หนักไปกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

...

ครับ, ฟังดูเรื่องราวอาจบีบรัดอยู่บ้าง  แต่ผมก็พยาามเล่าเรื่องราวให้ "ถอดรหัส"  เองว่าจริงๆ แล้วผมกำลังพูดถึงอะไรกันแน่

ผมมองว่าผู้บริหาร  ต้องบริหารมากกว่าการจัดการ   ,  มีปัญหาต้องเยียวยา แก้ไข  มิใช่เอ่ยอ้างต้องเคลียร์ๆ  แต่ไม่เคยมีเวทีอันเป็น "วัฒนธรรม" ของ "คนบ้านเดียวกัน"  มานั่งคุยกัน  รับรู้รับฟัง  ร่วมคิด ร่วมแก้ไข  และให้กำลังใจต่อกัน   สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการแบบมีส่วนร่วม  ได้งานและได้คนไปพร้อมๆ กัน  

ผมเสียดายที่ยังทำเรื่องนี้ได้ไม่ดีพอ  แต่ก็ดีใจที่เห็นองค์กรอื่นๆ มีวิธีการคล้ายคลึงกับ "ความฝัน" ที่ผม "ขายฝัน" ไว้ในหลายปีก่อน


...ครับ  ผมดีใจที่เห็นคนในองค์กรมานั่งสรุปงานในเรื่องการจัดการค่าใช้จ่ายร่วมกัน   เร่งรีบประเมินผล เคลียร์การเบิกจ่ายให้ทันเวลา  (เปิดเผย โปร่งใส ใส่ใจ ร่วมสร้างสรรค์และแก้ไขร่วมกัน)  เพราะบุคลากรที่ยืมเงิน  จะได้ไม่ต้องโดนหักเงินเดือน  และมีโทษในทางวินัย  ทั้งๆ ที่จริงๆ มันก็ไม่สมควรจริงๆ

แต่จะมีพลังมาก  หากมีการสรุปงานที่มากกว่าประเด็นของงบประมาณ  โดยพูดถึงผลลัพธ์ในเชิงการบรรลุวัตถุประสงค์การดำเนินงานไปพร้อมๆ กัน

ผมว่านั่นแหละ  ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว...

เห็นผลลัพธ์ในเชิงปริมาณ คู่กับเชิงคุณภาพ  เห็นงบประมาณ ควบคู่ไปกับความคิดและปัญญาของการบริหารจัดการโครงการ ฯลฯ

และที่สำคัญ เห็นการจัดการความรัก  ควบคู่ไปกับการจัดการความรู้