"ในยามเดินทางสิ่งเดียวที่เราจะนำติดตัวไปด้วยนั่นก็คือหัวใจ" ใครบางคนบอกเอาไว้ แต่สำหรับฉันสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินทางคือหนังสือดีดีสักเล่ม ขณะกำลังยืนเลือกหนังสืออยู่หน้าตู้หนังสือในห้องโถงในบ้าน พอดีเหลือบไปเห็นพ็อกเก็ตบุ้คเล่มเล็กๆ มีรูปกล่องของขวัญที่หน้าปกหนังสือ ชื่อ The Present โดย Spensor Johnson ผู้เขียนหนังสือ Who Moved My Cheese ที่โด่งดัง ด้วยเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี ฉันจึงคิดว่าหนังสือเล่มนี้คงจะให้สิ่งที่มีค่าเป็นของขวัญแก่ตัวเองได้ดี แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งอ่านหนังสือที่นำติดมือไปจนกระทั่งไปถึงปาย

ที่รีสอร์ทริมปายคอทเทจ เราตื่นกันแต่เช้าเพื่อออกไปดูบรรยากาศยามเช้าในเมืองเล็กเมืองนี้ ช่วงเวลาสั้นๆ หลังฟ้าสางก่อนแดดอ่อนๆ จะทอแสง ริมน้ำปายถูกปกคลุมด้วยสายหมอก จนเห็นผู้คนเลือนลาง เป็นบรรยากาศที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน..ฉันยืนซึมซับความปิติสุขนั้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปายอย่างเต็มหัวใจ

หลังอาหารเช้าเรานั่งรับแสงแดดอ่อนที่สาดส่องเข้ามายังศาลาที่ใช้เสริฟอาหารเช้าของรีสอร์ทพร้อมอ่านหนังสือที่นำติดตัวมา....มาค่ะ...มาอ่าน The Present เรื่องราวดีดีนี้ไปพร้อมกัน


เด็กชายคนหนึ่งมีเพื่อนบ้านเป็นชายแก่ที่คุยกันถูกคอ วันหนึ่งเขาคุยกันเรื่อง The Present (คำว่า The Present มีสองความหมายคือของขวัญและปัจจุบันขณะ) ชายแก่บอกเด็กชายว่า "ที่ใครๆ เรียกกันว่า The Present ก็เพราะมันเป็นของขวัญที่เราจะได้รับ และเราจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เพราะเมื่อเราได้รับของขวัญชิ้นนี้เราจะมีความสุข และเราทำทุกอย่างได้ดีในทุกๆ วันของชีวิต" เด็กชายบอกว่าเขาหวังที่จะได้ของขวัญชิ้นนั้นในสักวันหนึ่ง...อาจจะเป็นของขวัญวันเกิดของเขา

ชายแก่ชอบมองเด็กชายเล่นในแถบบ้าน เด็กชายยิ้มแย้มอย่างมีความสุขเวลาเล่นและดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจอะไรนอกจากการเล่นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเด็กชายคนนี้โตขึ้น เขาเห็นเด็กชายตัดหญ้าอยู่ที่ลานบ้านอย่างมีความสุข เขาผิวปากไปด้วยทุกครั้ง แต่เด็กชายคนนั้นก็ยังไม่ลืมเรื่อง The Present ที่เขาเคยคุยกับชายแก่ เด็กชายได้รับของขวัญหลายต่อหลายชิ้นเช่นรถจักรยานเป็นของขวัญวันเกิด หรือของขวัญทุกวันคริสต์มาส แต่เด็กชายก็รู้ดีว่าความสุขที่ได้รับจากของขวัญเหล่านั้นไม่ยั่งยืน แล้ว The Present ที่ชายแก่พูดมันคืออะไร เขาเก็บความสงสัยไว้เรื่อยมา

เมื่อเวลาผ่านไปเด็กชายกลายเป็นเด็กวัยรุ่น เขาเริ่มหงุดหงิด เขาคิดว่าเขาจะมีความสุขเมื่อเขาโตขึ้น  แต่เขากลับต้องการสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง สิ่งของ ความตื่นเต้าเร้าใจ เขารู้สึกหงุดหงิดจึงกลับไปถามชายแก่ว่า The Present คือสิ่งที่จะทำให้เขาร่ำรวยใช่หรือเปล่า "ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ใช่ The Present จะนำพาเราไสู่ความร่ำรวยในหลายๆ ด้าน แต่คุณค่าของมันจริงๆ ไม่อาจวัดด้วยมูลค่า" ชายแก่พูดต่อว่า "เมื่อเราได้รับ The Present เราจะมีศักยภาพที่ดีขึ้น เราจะทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น และเราจะประสบความสำเร็จ" เด็กวัยรุ่นยังไม่เข้าใจว่า The Present จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ย่างไร

ชายแก่ถามเขาว่าเมื่อก่อนตอนเขาตัดหญ้ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีหรือเปล่า เด็กวัยรุ่นรู้ดีว่าการตัดหญ้าเป็นสิ่งที่เขาชอบ และตั้งใจทำอย่างดีจนเป็นที่พอใจของเพื่อนบ้าน จนเพื่อนบ้านขอให้เขาช่วยตัดให้ เขารู้สึกภูมิใจที่สามารถหาเงินได้ค่อนข้างเยอะจากการรับจ้างตัดหญ้า แต่จนแล้วจนเล่าเด็กวัยรุ่นคนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า The Present ที่ว่าคืออะไร

จากเด็กวัยรุ่นกลายเป็นชายหนุ่ม เขาพยายามศึกษาว่า The Present คืออะไร แต่เขาก็หาไม่พบจนเขาเลิกล้มความตั้งใจในที่สุด เขาได้งานทำในบริษัทใกล้บ้าน แต่เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางขาดหายไป ขณะทำงานเขาก็พร่ำคิดว่าจะมีงานที่อื่นอีกไหมที่จะทำให้เขามีความสุขยิ่งกว่า หรือไม่ก็คิดในสิ่งที่เขาจะทำเมื่อกลับถึงบ้าน เขาเหม่อลอยในที่ประชุมบ่อยๆ แม้ในยามทานอาหารเขาก็ไม่อาจรู้รสชาติของอาหารได้ เขาทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ว่าเขาสามารถทำได้ดีกว่านี้ เขารู้ว่าเขาไม่ได้ทุ่มเททั้งหมดให้กับงานแต่เขาก็บอกกับตัวเองว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ สักพักเขารู้ว่าเขาไม่มีความสุข เขาคิดว่าเขาทำดีแล้วด้วยการมาทำงานตรงเวลาในทุกวัน เขาหวังว่าการได้เลื่อนขั้นคงทำให้เขามีความสุขขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้รับโอกาสนั้น เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงไม่ได้เลื่อนขั้น เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปกปิดไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้ถึงความไม่พอใจที่มี แต่ทว่าเขาก็ไม่อาจลืมความน้อยเนื้อต่ำใจนี้ได้ จนมันกลืนกินเขาในที่สุด ยิ่งโกรธมากขึ้น ผลงานของเขาก็ตกต่ำลง ถึงแม้ต่อหน้าคนอื่นเขาพยายามจะแสดงให้ใครต่อใครเห็นว่าการเลื่อนขั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญมากมาย แต่ในใจจริงแล้วเขายังคงสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับการพิจารณา 

ในเรื่องส่วนตัวก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีขึ้น เขาเลิกกับแฟนสาวและกำลังสงสัยว่าเขาจะพบรักจริงอีกหรือเปล่า ท่ามกลางความหดหู่นั้น เขานึกถึง The Present ที่ชายแก่บอกเขาอีกครั้ง เขาจึงไปพบชายแก่และถามถึงสิ่งที่เคยสนทนากันไว้ ชายแก่บอกเขาว่า "การจะค้นพบ The Present ให้ลองคิดถึงช่วงเวลาที่เรามีความสุข เรามีศักยภาพ เวลาที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งและเรารู้สึกประสบความสำเร็จ เธอรู้แล้วว่าจะหามันเจอที่ไหน เพียงแต่เธอยังไม่กระจ่างแก่ใจเท่านั้น" ชายแก่แนะนำให้เขาลาหยุดไปพักผ่อนให้สบายใจ

ชายหนุ่มตัดสินใจไปพักผ่อนที่กระท่อมในภูเขาของเพื่อนเขา เขาออกไปเดินป่ารอบบริเวณนั้นครุ่นคิดถึงชีวิตที่ไม่มีความสุขที่ผ่านมา จนพลบค่ำจึงกลับไปที่กระท่อม และเมื่ออากาศเย็นลงเขาจึงจุดไฟผิง เมื่อแสงไฟที่เตาไฟสว่างขึ้น เขาเริ่มสังเกตเห็นว่าอิฐที่ถูกก่อเป็นเตาไฟวางเรียงรายอยู่อย่างสม่ำเสมอสวยงาม เขานั่งมองความสวยงามของเตาผิงที่อยู่เบื้องหน้า เขานึกชื่นชมช่างก่ออิฐที่บรรจงทำเตาผิงนั้นด้วยความตั้งใจ ไม่คิดวอกแวกไปโน่นไปนี่ เขาจินตนาการถึงความสุขของช่างก่ออิฐขณะก่ออิฐทีละก้อนด้วยใจจดจ่อ เขานึกถึงคำพูดของชายแก่ที่เตือนให้เขานึกถึงความสุขขณะตัดหญ้า ชายหนุ่มหันไปมองรอบๆ กระท่อม เขาจ้องมองไปยังกองไฟเบื้องหน้า ขณะนั้นเขาไม่ได้คิดถึงอดีต เขาไม่กังวลถึงอนาคต เขาชื่นชมสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนั้น เขายิ้มออกมาเพราะเขารู้สึกดีเหลือเกิน เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว เขามีความสุขในสิ่งที่เขาทำ เขามีความสุขขณะอยู่ในปัจจุบันขณะ เขารู้ว่า The Present คือสิ่งที่มีอยู่เสมอในทุกขณะ

ชายหนุ่มได้ตระหนักแล้วว่าการอยู่ในปัจจุบันขณะคือการจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มันหมายถึงการชื่นชมของขวัญที่ได้รับในทุกวัน

..


..

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้พบสิ่งที่เฝ้าติดตามหามานาน The Present มิใช่อดีตและไม่ใช่อนาคต  The Present คือปัจจุบันขณะ The Present คือเวลาขณะนั้น เขารีบไปบอกให้ชายแก่ทราบ ทั้งสองรู้สึกยินดียิ่ง ชายหนุ่มได้นำ The Present ไปใช้ในชีวิตและการทำงาน เขานั่งสะสางงานที่คั่งค้างมานานจนเสร็จ เขาชื่นชมสิ่งที่มีในขณะนั้นและบอกกับตัวเองว่าถึงแม้จะยังไม่ได้เลื่อนขั้นแต่เขาก็ยังมีงานทำ มีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย และยังมีโอกาสจะได้เลื่อนขั้นในคราวต่อไปหากเขามีผลงานที่ดีขึ้น เขาตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุดและทำเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เขามีีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นและรู้สึกว่านานมาแล้วที่เขาไม่ได้มีความสุขในการทำงานเช่นนี้ เมื่อก่อนกว่างานจะเสร็จแต่ละชิ้นเขาใช้เวลานานมากเพราะมัวแต่ใช้เวลาฝันกลางวันหรือไม่ก็มัวแต่เจ็บแค้นที่ไม่ได้เลื่อนขั้น 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เพื่อนร่วมงาน เจ้านายและลูกค้าสัมผัสได้ ในด้านส่วนตัว เพื่อนๆ ของเขาก็รู้สึกว่าเขารู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญเขาได้พบหญิงสาวที่เขาอยากพัฒนาความสัมพันธ์ด้วย

ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น แต่วันหนึ่งเขาก็ได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยรับผิดชอบเท่าไหร่ แทนที่จะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานตรงๆ เขากลับแบกรับภาระนั้นเสียเอง แต่ทว่าเขาก็ทำงานชิ้นนั้นไม่สำเร็จเพราะเวลามีไม่พอ เจ้านายของเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกสับสนอีกครั้งว่าทำไมเขาถึงพลาดอีกแม้จะใช้ The Present ในการทำงานแล้วก็ตาม เขาจึงหันไปปรึกษาชายแก่อีกครั้ง เขาบอกชายแก่ว่า แทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเขากลับพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเหมือนที่เป็นมา และก็ไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แฟนเก่าของเขาก็เคยบอกว่าเขาเฉยเมยต่อปัญหาแล้วนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่เลิกลากันไป ชายแก่จึงบอกกับเขาว่า "มันยากที่จะปล่อยอดีตให้ผ่านไปโดยที่เรายังไม่ได้เรียนรู้จากมัน หากเราเรียนรู้แล้วปล่อยวางเราจะสามารถพัฒนาปัจจุบันขณะให้ดีขึ้นได้ เราไม่อาจเปลี่ยนอดีต แต่เราเรียนรู้จากอดีตได้ และหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมอีก เราจะตอบโต้ต่างไป และเราจะมีวันนี้ที่มีความสุขและสำเร็จ" ก่อนจากกันชายหนุ่มจดโน๊ตเล็กๆ ไว้ในสมุดของเขาว่า "ลองนึกถึงความรู้สึกขณะเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในอดีต เรียนรู้จากมัน แล้วใช้ความรู้นั้นช่วยทำให้งานและเรื่องส่วนตัวเราดีขึ้นในวันนี้"

ชายหนุ่มกลับไปทำงานด้วยความรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เขาพูดกับเพื่อนร่วมงานตรงๆ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและขอให้เธอเอาใจใส่งานในส่วนของเธอเอง เธอไม่ค่อยพอใจในตอนแรกแต่ก็เข้าใจถึงหน้าที่ของตัวเอง ชายหนุ่มมีความสุขในการทำงานจากการอยู่ในปัจจุบันขณะและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วนำบทเรียนมาใช้ในทุกวันของชีวิต เขามีผลงานที่ดีออกมาอย่างต่อเนื่องแลในที่สุดเขาก็ได้เลื่อนขั้นสมดังหวัง ในด้านส่วนตัวเขาก็กำลังตื่นเต้นกับการสร้างความสัมพันธ์อันงดงามกับแฟนสาวของเขา

กับตำแหน่งใหม่ หน้าที่ใหม่ งานที่มากขึ้น เขาเริ่มรู้สึกว่าเขาทำมันได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงเขาจะอยู่ในปัจจุบันขณะจนเป็นนิสัยและนำความรู้จากอดีตมาใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่เขาก็รู้ว่างานที่มีกองสูงขึ้นในทุกๆ วัน งานล่าช้าลงเพราะเขาทำไม่ทัน อีกครั้งกับความทดท้อ เขาเดินไปคุยกับชายแก่เพื่อนบ้านของเขาอีกครั้ง ชายแก่พอจะเดาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีเพราะเขาอาบน้ำร้อนมาก่อน ชายแก่บอกเขาว่า "ในบางครั้งที่เรารู้สึกไม่มีความสุขในปัจจุบันขณะ และอยากทำปัจจุบันให้ดีขึ้น นอกจากการเรียนรู้จากอดีต เราอาจต้องสร้างอนาคตด้วย ไม่มีใครรู้อนาคตล่วงหน้าได้ แต่หากเราจินตนาการภาพในอนาคตได้ สิ่งสำคัญคือให้เราวางแผนเพื่อจะไปให้ถึงจุดนั้น ทำทุกอย่างตามแผนในวันนี้ให้ดีเพื่ออนาคตที่หวังจะตามมา เมื่อมีแผนการตามความเป็นจริง เราจะไม่กังวลถึงอนาคต เราจะมีความสุขมากขึ้นในปัจจุบัน"

ทั้งสามส่วนของ The Present จริงๆ แล้วก็เหมือนขาตั้งกล้องสามขาที่สมดุล อยู่ในปัจจุบันขณะ เรียนรู้จากอดีต และสร้างอนาคต ขาดขาใดขาหนึ่งไปมันจะไม่สมดุล ภาพที่ออกมาอาจไม่แจ่มชัด..ชีวิตเราก็เช่นกัน

อีกครั้งที่ชายหนุ่มนำเอาข้อคิดของชายแก่ไปปรับปรุงใช้ในชีวิตและการทำงาน การวางแผนสำหรับอนาคต...ในขณะเดียวกันเขาก็กำลังวางแผนชีวิตครอบครัวโดยการเรียนรู้จากที่ผ่านมา และการทำทุกวันในปัจจุบันให้ดีที่สุดช่วยให้เขาประสบความสำเร็จขึ้นตามลำดับทั้งในหน้าที่การงานและครอบครัว...

และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวว่าชายแก่คนนั้นเสียชีวิตลงเสียแล้ว อีกครั้งที่เขารู้สึกว่างเปล่าลึกๆ เขากลับไปบ้านของชายแก่อีกครั้ง ชายแก่คนนั้นสร้างตัวขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนเป็นผู้นำองค์กร มีคนนับหน้าถือตามากมาย เขามีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข เขาก็ดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา เขาช่วยเหลือชุมชนที่เขาอาศัยอยู่เสมอมา เขาแบ่งปันประสบการณ์ความรู้ที่มีให้คนอีกมากมาย และชายหนุ่มก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนที่ชายแก่ช่วยชี้แนะ ชายหนุ่มนึกอยากเป็นเหมือนชายแก่บ้าง ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา เขาเหมือนจะได้ยินคำพูดของชายแก่ลอยมาตามลม "ชีวิตคนเราไม่ใช่มีเพียงแค่การอยู่กับปัจจุบัน เรียนรู้จากอดีต และร่วมสร้างอนาคต แต่ยังหมายถึงการทำงาน การใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย และตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อดีต และอนาคตอย่างมีความหมาย... จุดมุ่งหมายในชีวิตไม่ได้ตอบคำถามที่ว่าเราทำอะไร แต่ตอบคำถามว่าเราทำไปทำไม"

เมื่อเรามีชีวิตที่มีจุดมุ่งหมายและตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราจะเป็นคนที่สามารถเป็นผู้นำ ผู้จัดการ ผู้สนับสนุน เพื่อน และเป็นคนที่มีความรักอยู่เต็มหัวใจ

เวลาผ่านไป...ชายหนุ่มมีอายุมากขึ้น เขามีความสุขมากมายในชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงาน เขาประสบความสำเร็จมากขึ้นจนได้เป็นผู้นำองค์กร และเขาก็รู้ตัวดีว่า เขากำลังดำเนินรอยตามชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ชีวิตที่มีค่า มีความหมาย และเป็นผู้หยิบยื่น The Present สิ่งที่มีค่าที่เขาได้เรียนรู้มาในชีวิตให้คนอื่นๆ...เหมือนชายแก่คนนั้น...

.

.


ปีใหม่ที่จะมาถึงขอให้กัลยาณมิตรทุกท่านค้นพบ The Present...ของขวัญที่มีค่า ของขวัญแห่งความสุขและความความสำเร็จนะคะ ปริมขอส่งความสุขปี ๒๕๕๖ ฝากผ่านบันทึกนี้ด้วยค่ะ


ด้วยความนอบน้อม
ปริม ทัดบุปผา
๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๕

นำบรรยากาศของไอหมอกที่ริมฝั่งแม่น้ำปายขณะอ่านหนังสือเล่มนี้มาฝากนะคะ 

..


..


..


..


..


..


..


..

.

This moment in time by Shane Walsh

http://www.youtube.com/watch?v=fHwCWnYJ6CE