ผมมาทำงานที่กรุงเทพฯ ....เป็นวันสุดท้ายของปีนี้...

รู้สึกใจหายบ้าง...เพราะถึงแม้มาด้วยความไม่อยากมา...

แต่ด้วยหัวใจที่พร้อมเรียนรู้ และเข้าใจสิ่งที่รายรอบด้วย

อดที่จะใจหายไม่ได้...



คิดถึง...ที่ทำงาน...โต๊ะทำงาน...ทีมงานที่นี้...

ด้วยความเคารพ และนอบน้อมที่ทำให้ผมเดินทางมาตามฝัน

แรกๆ ผมเห็นเงาลางๆ ของฝันร้าย....แต่เมื่อเข้าใจและครุ่นคิด

ความดี หรือฝันร้าย เป็นเพราะภาพมายาคติที่ผมสร้างขึ้นเอง



สิ่งที่ค้างคาใจกับเวลาที่ผ่านมา คือ

  • ผมไม่ได้สนใจกับความสุขรอบข้างเท่าไรนัก...ในช่วงแรกๆ...เวลาของผม ผูกมัดด้วยเป้าหมายที่ต้องทำงานให้เสร็จ....ตื่นเช้า...เดินทาง...ทำงานเกือบหกโมงเย็น...เดินทางกลับที่พัก...ทำงานต่อจนดึก...ความเคร่งครัดทำให้ขาดสุนทรียภาพ....ลื่มกระทั่งแม้จะชื่นชมดอกหญ้าดอกเล็กๆ ....ก้อนหินที่ระเบียบเรียงรายบนถนน....ท้องฟ้าที่พร้อมจะโอบกอดผมทุกเมื่อ...แต่ผมกลับโอบกอดความเหงาและบ้าหอบฟาง...บ้าหอบงาน


  • ผมสัญญาว่า จะโทรไปคุยกับพี่ใหญ่...(พี่ใหญ่...นงนาท)...อยากคุย...อยากเลี้ยงกาแฟ...ข้าวสักมื้อ...แต่ด้วยเงื่อนไขเวลาและความเร่งรีบ ที่ผมได้มีโอกาสมาแล้ว...ไม่ได้เจอกับผู้ใหญ่ใจดีเลย....อยากโทรศัพท์ไปหา...แต่กลัวว่า จะทำให้อดเสียใหญ่ที่เดินทางไม่เจอกันสักทีครับ....ถ้าพี่ใหญ่มาอ่านเห็น...."หวังว่าสักวันคงจะได้เจอกันครับ


  • ผมสัญญาอีกเช่นเคยว่า...จะไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวพี่แก้ว (พี่แก้ว... อุบล) ตอนเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา...สถานที่มงคล คือ บ้านคุณแม่พี่แก้ว...บ้านไม้เก่า ที่เต็มด้วยความอบอุ่นและงดงามที่ทำให้พี่แก้วเป็นผู้สาวที่แสนดีและแบ่งปันน้ำใจให้กับคนรอบข้าง....สวนกล้วยที่เป็นระเบียบเป็นแถวเรียงรายยาว...ทำให้ผมและครอบครัวโหยหาและสัมผัส...และอยากไปกราบคุณยาย....อวยพรชีวิตการแต่งงานของหลานสาว...แต่ด้วยสภาพร่างกายของผมที่นอนตอนตีสี... วันศุกร์...ไม่สามารถยกร่างของผมหลุดออกจากเตียงได้....เช้าวันเสาร์ได้....ขอโทษพี่แก้วมากครับ...แต่ก็รู้สึกว่า ใจผมลอยไปถึงบ้านพี่แก้วแล้วครับ...


เช้าวันศุกร์วันนี้ 28 ธันวาคม 2555
ผมมาถึงที่ทำงาน และแวะโรงอาหาร...ผมได้กาแฟร้อนมาปลุกพลังที่ซ่อนตัวมาในแก้วกระดาษ
ผู้คนบางตาไปบ้าง...บางส่วนน่าจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด....แม่ค้าพ่อค้าหลายร้านก็ปิดตัวและเขียนป้ายว่า "เจอกันอีกทีวันที่ 2 ปีหน้า...."
ผมมองรายรอบตัว....มองโลกของที่นี้....ผมว่า ผมมีโลกหลายใบในตัว....มีมากกว่าหนึ่งใบแน่นอน
เมื่อภาระหน้าที่ที่หนักอึ้ง...มันหมดลง...ร่างกายและใจของผม...ราวกับไม่มีพันธนาการที่ขังผมไว้
ผมพร้อมที่จะหลุดลอย....และโบยบินไปสู่วิถีชีวิตที่อิสระและงดงามอีกครั้ง
ในใจมีจุดประกายเกิดขึ้น...รำพึงรำพันในใจตนเองว่า
"เราคิดถึงบ้าน Gotoknow จัง...ชีวิตผมมีมากมายให้เขียน...ถ้าใครมาอ่านเข้าคงได้ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
หรือเมื่อผมกลับมาอ่านภายหลัง...ก็คงครุ่นคิดอะไรบางอย่างในห้วงเวลาหนึ่งก็ได้....



ความสุขและความงดงาม...ซ่อนตัวมากับความอบอุ่นในใจเสมอ...
รอยยิ้มที่งดงามของแม่ค้าขายกาแฟ...เป็นรอยยิ้มที่งดงามรอยยิ้มที่สองของวันนี้ของผม
เพราะรอยยิ้มแรก...ผมยิ้มให้ตนเองก่อนออกมาจากที่พัก
และผมก็ได้พบรอยยิ้มที่สาม...รอยยิ้มที่แสนอบอุ่น...เหมือนเคยรู้สึกกันมานาน...จากผู้ชายคนนี้...
แอบลอบมองผู้ชายคนนี้เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้รู้ตัว...หรือรู้สึกสูญเสียความเป็นส่วนตัว
ปกติผมก็ชอบมองผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนสูงอายุ  คนขอทาน  คนพิการ และคนทั่วๆ ไป เสมอ
ผมชอบมองแต่สิ่งที่ดีงาม...ที่ผมสัมผัสได้...อย่างอื่นๆ ผมมองข้ามเสมอๆ 



ผู้ชายคนนี้...ผมคุ้นเคยท่านมากๆ ....แต่ท่านคงไม่รู้จักผมแน่นอน...
ท่านมาซื้อกาแฟเย็น...ท่านเดินผ่านผม...ทำไม? ผมไม่ถามว่า ท่านเป็นใคร ให้หายสงสัยนะ
พอรู้ตัว ท่านก็เดินไปชมอาหาร....เดินไปมา...แต่ท่านหย่อนตัวลงนั่งโต๊ะอาหารหน้าสุดติดกับร้านอาหาร....คนเดียว
ผมเอาแก้วกระดาษไปทิ้งขยะ...เอาแก้วน้ำไปวางที่ถาดสำหรับแก้วที่ใช้แล้ว
ผมสอดมือเข้าไปในเป้ และหอบกระเป๋าอีกสองใบที่หนักรุงรัง...วินาทีผมตัดสินใจอะไรบางอย่าง...



ผมเดินเข้าไปหาผู้ชายที่แลดูอบอุ่นคนนั้น...
ผมยกมือสวัสดี..."อาจารย์ครับ ใช่อาจารย์เป็น ผอ. โรงพยาบาล....จ.เพชรบุรี ใช่ไหมครับ?"
ด้วยความตื้นเต้นและควบคุมสติไม่ได้ ตามประสานิสัยผม...ผมบอกชื่อโรงพยาบาลผิด
ท่านยิ้มกำกึ่งหัวเราะอย่างอารมณ์บอกว่า ไม่ใช่คนที่เป็น ผอ. เขาย้ายไปเพชรบูรณ์แล้ว
อ้าว...คนละเพชรหรือนี้....ไม่ใช่ตามที่ผมคิด....ท่านเห็นผมหอบสัมภาระมาก....เชิญผมนั่งต่อหน้าท่าน...



แต่ผมก็ปล่อยหมัดเด็ด...อาจารย์เป็นแฟนพี่เปิ้น...สมศรี หรือเปล่าครับ?
ท่านยิ้มด้วยมุมองศาที่มากกว่าเดิม "ใช่ครับ ....ผมอยู่บ้านลาด เพชรบุรี...."
ด้วยสมองที่ซีกหนึ่งเหมือนปลาทองของผม ..."จำง่าย และพร้อมจะลืมได้ง่าย"



ผมขอฝากไดอารี่  หนังสือ "ฝนประปราย" และใบโพธิ์จากพุทธคยา ให้พี่เปิ้ลด้วยครับ
ผมยกมือเพื่อขอลาจากท่าน....ท่านบอกว่า เดี๋ยวคุยกันก่อน....คุณชื่ออะไร...

ท่านบอกก่อนว่า "วันนี้ท่านมาประชุมที่นี้"

ผมบอกว่า...ผมเป็นแฟนคลับพี่เปิ้น...ที่เขียน Gotoknow ครับ
เลยคุ้นเคยหน้าอาจารย์ และหลานสาวทั้งสองคน
แต่ผมกับพี่เปิ้น...ไม่เคยเจอหน้ากันครับ...แต่เราสนิทสนมกันราวเป็นพี่น้อง
เราเป็นกัลยาณมิตรกัน...และมีหัวใจแห่งการแบ่งปันกัน....เหมือนทุกท่านใน Gotoknow




(หยิบมาจากบันทึกของพี่เปิ้นนะครับ)



ท่านอาจารย์ หรือแฟนพี่เปิ้นแปลกใจที่ผมรู้ว่า ท่านมีลูกสาวฝาแฝด...คนหนึ่งเป็นนักเขียน
รู้ว่าตอนนี้ พี่เปิ้นกำลังเจ็บข้อเท้า...
ท่านอาจารย์เล่าว่า....พี่เปิ้นเพิ่งได้รับรางวัลการนำเสนองาน ระดับนานาชาติ
พี่สาวของบ้านเรา...มีความเก่ง...และมีความดีงามทุกคนครับ



ท่านเลยเอาโทรศัพท์ท่าน...กดให้คุยกับพี่เปิ้น...
มีเรื่องราวหลายอย่างที่ผมและพี่เปิ้นได้คุยกัน
จับประเด็นสำคัญไม่ได้สักอย่าง
รู้เพียงว่า "ดีใจที่ได้คุยกัน....การให้แรงบันดาล และกำลังใจกันและกัน
ความฝันที่เราจะทำและแบ่งปันเพื่อผู้อื่น และสังคม
เหมือนรังสีที่ฉายแสงโชนอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในใจของผม



พวกเราจะเขียนบันทึก...บอกเล่า...ชีวิต...ครอบครัว....การทำงาน และจิตอาสา
ที่บ้านของเรา Gotoknow....
บ้านที่ไม่เคยเหือดหายกำลังใจที่งดงามให้กัน
บ้านที่ทำให้พวกเรามาอยู่ด้วยกัน...
กับโลกอีกใบของผม....โลกที่หมุนรอบตัว...
ที่ทำให้ผมได้เจอกับทุกคนที่นี้
แม้เราจะไม่เคยได้เห็นรูปร่างหน้าตาหรือเอื้อนเอ่ยต่อกัน.....ชั่วชีวิต
แต่จะสำคัญอะไร...หรือจะมีอะไรสำคัญไปมากกว่า
กำลังใจที่แบ่งปันให้กันและกัน...และผู้อื่น...
สิ่งนั้นจะยิ่งใหญ่มากกว่าการอยู่ร่วมกัน...ได้เห็นหน้ากัน
แต่ไม่เคยมองเห็น "เงา" ตนเอง และเห็น "ใจ" กันและกัน...ทั้งชีวิต.....