จุดแรกๆที่ต้องดูก็คือ "สนิม" หลายๆชั้นที่เกิดขึ้นที่ผิวพระรอด ที่จะกร่อน ดูยุ่ย แต่จะยังแกร่งแบบ "สนิมเหล็ก"

มีคนส่งพระมาให้ดูบ่อยๆ และบ่นว่าภาพที่ลงไว้เดิมหายไป

ที่น่าจะเป็นที่ระบบการเชื่อมต่อข้อมูลในเนตมีปัญหา 

ผมเลยคิดว่าจะรวมมาสรุปไว้ใหม่อีกครั้งหนึ่งก็จะดีครับ

โดยหลักการของการสร้างพระรอดนั้น แม้จะกล่าวกันว่าเป็นดินเผา

แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ดินเผาจะแกร่งได้ก็ต้องมีการละลายตัวของสารประกอบ ที่มีสองแบบ ใหญ่ๆ คือ

1. ทราย หรือ ซิลิก้า ที่ละลาย เกาะกันเป็นเนื้อแก้ว จะมีลักษณะเหมือนแก้ว เช่น การทำลูกปัดโบราณ จะผุช้ามาก แบบแก้วใสๆ หรือ

2. เหล็ก หรือสารที่มีแร่เหล็กประกอบมาก เช่น ดินสีแดงเข้มๆ ดินที่เกิดจากหินอัคนีสีดำ หรือแม้กระทั่งนำหินอัคนีมาบด แล้วเติมให้กับส่วนผสม หรือดิน ให้มีเหล็กมาก เทื่อเผาพอเหล็กละลาย แต่ไม่ร้อนถึงระดับ "การถลุงเหล็ก" เหล็กจะละลายและเกาะตัวกัน เป็นก้อนแข็ง แต่เมื่อเก็บไว้นานๆในสภาพมีความชื้น ก็จะค่อยๆเกิดสนิม สีต่างๆของเหล็ก ถ้ามีเหล็กมากก็จะแดงจัด หรือจางลงมาก็จะออกส้ม หรือเหลือง ที่น่าจะเป็นหลักในการสร้างพระรอดมหาวัน

ดังนั้น

จุดแรกๆที่ต้องดูก็คือ "สนิม" หลายๆชั้นที่เกิดขึ้นที่ผิวพระรอด ที่จะกร่อน ดูยุ่ย แต่จะยังแกร่งแบบ "สนิมเหล็ก"

องค์นี้เนื้อแดง มีคราบกรุ คราบสนิม และเนื้อในแกร่งมันนุ่ม "เหมือนขี้ผึ้ง" ตามตำนานการดูพระ

องค์นี้คราบสนิมยังอยู่ครบ มองแทบไม่เป็นผิวเนื้อใน

 องค์นี้มีเหล็กละลายออกมาเป็น "หมัดไฟ" เม็ดดำๆ ด้วย

สององค์นี้ผ่านสภาพการใช้มาจนผิวมัน แต่สนิมก็ยังเห็นบางๆ

 

โดยเฉพาะด้านหลังจะสังเกตได้ง่ายกว่าด้านหน้า

เนื้อในจะแกร่งมัน เพราะมีความแข็งมาก

ถ้าไม่กร่อน ไม่ยุ่ย มักเป็นของทำขึ้นเลียนแบบครับ

ถ้าเนื้อได้แล้ว พิมพ์มักไม่พลาดครับ

เพราะลักษระสนิมนี้ยืนยันทั้งความเก่าถึงยุค และ เป็นเอกลักษณ์ของกรุมหาวันโดยแท้ครับ

นี่คือจุดฟันธงง่ายๆครับ

แต่บอกไว้ก่อนนะครับ

พระรอดมหาวันหาไม่ง่ายอย่างที่คิดนะครับ

ผมหามาตลอด ยังมีไม่กี่องค์เองครับ