โครงการธรรมศึกษาวิจัย
: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑
๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
อินทรียสังวร
การปฏิบัติที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา “แล้วแต่จริต” และ “ไปถึงที่หมายเดียวกัน”โดยละเลยการทำความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนว่าอะไรอย่างไรในความแตกต่างนั้นอินทรียสังวร๓
เหตุการณ์ทั้ง๒นี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับอริยสาวกผู้ประกอบพร้อมด้วยโสตาปัตติยังคะ๔ ผู้ถึงซึ่งศรัทธาอย่างไม่หวั่นไหวในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในพระธรรมในพระสงฆ์เป็นอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ถึงการนับว่าเป็นคนของพระพุทธเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัยแล้วย่อมที่จะรู้ด้วยอสาธารณญาณโดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกจากใครอื่นว่าธรรมะที่ถูกบัญญัติโดยพระพุทธเจ้านั้นจะมีคุณลักษณะคล้องเกลียวเชื่อมโยงเป็นหนึ่ง
“ภิกษุทั้งหลายนับแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณจนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วย อนุปทิเสสนิพพานธาตุตลอดเวลาระหว่างนั้นตถาคตได้กล่าวสอนพร่ำสอนแสดงออกซึ่งถ้อยคำใดถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้นไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย”–อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.
ไปก่อนพุทธปรินิพพานทรงรับสั่งไว้กับพระอานนท์เถระว่าความสอดคล้องเข้ากันเป็นหนึ่งนี้ให้ใช้เป็นหลักมาตรฐานในการตรวจสอบว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่พระธรรมวินัย (มหาปเทส๔)ยิ่งไปกว่านั้นทรงระบุไว้ด้วยว่าหากรู้แล้วว่าไม่ใช่พระธรรมวินัยให้เราละทิ้งสิ่งนั้นไปเสียความสามารถในการใช้บทพยัญชนะที่มีอรรถะ(ความหมาย) สอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียวนี้เป็นพุทธวิสัยมิใช่สาวกวิสัยทั้งนี้เพราะเหตุคือความต่างระดับชั้นกันของบารมีที่สร้างสมมาพระตถาคตสร้างบารมีมาในระดับพุทธภูมิเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะพระสาวกสร้างบารมีในระดับสาวกภูมิเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสในการเป็นสาวกในธรรมวินัยนี้
ที่มาที่ไปของคำว่าดูจิตหรือตามดูตามรู้ฯไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนที่จะสืบค้นตัวสูตรที่เป็นพุทธวจนเพื่อใช้ตรวจสอบเทียบเคียงตามหลักมหาปเทสก็มีอยู่ใช่หรือไม่ว่าปัญหาที่แท้จริงทั้งกับในกรณีนี้และอื่นๆทำนองเดียวกันนี้คือความขี้เกียจความมักง่ายของชาวพุทธนั่นเองที่ไม่อยากเข้าไปลงทุนลงแรงศึกษาสืบค้นพุทธวจนแล้วไปคาดหวังลมๆแล้งๆว่าน่าจะมีใครสักคนหนึ่งหรือสองคนที่มีความสามารถพิเศษคิดค้นย่นย่อหลักธรรมที่พระตถาคตบัญญัติไว้เป็นสวากขาโตแล้วนั้นให้ง่ายสั้นลงกว่าได้การเชื่อเช่นนี้เป็นลักษณะความเชื่อของปุถุชนผู้มิได้สดับ- มิได้เห็นพระอริยเจ้า -
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า - ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้าจึงไม่ทราบว่าพระสาวกมีภูมิธรรมจำกัดอยู่เพียงแค่เป็นผู้เดินตามมรรคที่พระตถาคตบัญญัติไว้เท่านั้น
(มคฺคานุคาจภิกฺขเวเอตรหิสาวกาวิหรนฺติปจฺฉาสมนฺนาคตา)
อินทรียสังวร๕
ผู้ที่สร้างบารมีมาในระดับสาวกภูมิไม่มีความสามารถในการคิดสร้างมรรคขึ้นเองไม่เว้นแม้แต่พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา (ปญฺญาวิมุตฺเตนภิกฺขุนาติ) ก็ตามพระพุทธเจ้า (อรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธ) ในฐานะพระศาสดานั้นมีคุณสมบัติเหนือไปกว่าคือทรงเป็นผู้รู้มรรค (มคฺคญฺญู) รู้แจ้งในมรรค (มคฺควิทู) และเป็นผู้ฉลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท)พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าสูตรใดๆก็ตามที่แต่งขึ้นใหม่ในภายหลังแม้จะมีความสละสลวยวิจิตรเป็นของนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวกให้เราไม่สำคัญตนว่าเป็นสิ่งที่ควรเล่าเรียนศึกษาในทางกลับกันคำกล่าวของตถาคตอันมีความหมายลึกซึ้งนั้นให้เราสำคัญตนว่าเป็นสิ่งที่ควรเล่าเรียนศึกษาและให้พากันเล่าเรียนศึกษาคำของตถาคตนั้นแล้วให้ไต่ถามทวนถามกันและกันในเรื่องนั้นๆว่าพระพุทธเจ้าทรงกล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างไรข้างต้นนี้คือวิธีการเปิดธรรมที่ถูกปิดด้วยพุทธวจนและชาวพุทธที่มีการศึกษาในลักษณะนี้(ปฏิปุจฺฉาวินีตาปริสาโนอุกฺกาจิตวินีตา) พระพุทธองค์ทรงเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทอันเลิศในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นแบ่งฐานที่ตั้งแห่งสติออกเป็น๔ฐานคือกายเวทนาจิตธรรมโดยแต่ละฐานมีรายละเอียดระบุชัดเจนว่าปฏิบัติอย่างไรขอบเขตแค่ไหนและจบลงอย่างไรผู้ที่ศึกษาพุทธวจนโดยละเอียดรอบคอบย่อมที่จะเข้าใจแง่มุมต่างๆโดยลึกซึ้งครบถ้วนและย่อมที่จะรู้ได้ว่าความแตกต่างในมรรควิธีมีได้แต่ไม่ใช่มีโดยสะเปะสะปะไร้เงื่อนไขขอบเขต
หากแต่มีได้หลากหลายได้ภายใต้พุทธบัญญัติซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงสอดคล้องเป็นหนึ่งผลอานิสงส์มุ่งหมายในที่สุดก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีอันหลากหลายภายใต้ความเป็นหนึ่งนี้
ในวาระนี้จะขอยกหมวดของจิตตานุปัสสนาคือการตามเห็นในกรณีของจิตขึ้นเป็นตัวอย่างปัจจุบันมีผู้ที่ดูจิตหรือดูอาการของจิตโดยใช้คำอธิบายสภาวะของจิตซึ่งบัญญัติขึ้นใหม่เองแล้วหลงเข้าใจไปว่าการฝึกตามดูตามรู้สภาวะนั้นๆไปเรื่อยๆคือการเจริญสติคือการดูจิต
หากพิจารณาโดยแยบคายแล้วคำเรียกอาการของจิตที่คิดขึ้นใหม่เองทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพียงการตั้งชื่อเรียกอารมณ์อันมีประมาณต่างๆและการตามเห็นสภาวะนั้นๆไปเรื่อยๆก็คือการฝึกผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน (ฝึกจิตให้มีสัญโญคะ)จะด้วยเหตุอย่างไรก็ตามแต่ระบบคำเรียกที่ต่างกันตรงนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่หากเทียบในระดับความละเอียดของจิตแล้วองศาที่เบี่ยงเพียงเล็กน้อยณจุดตรงนี้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สุดในการปฏิบัติคืออานิสงส์มุ่งหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นัยยะหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้เราตามเห็นจิต (จิตฺตานุปสฺสนา) แท้จริงแล้วก็เพื่อให้เห็นเหตุเกิดและเสื่อมไปโดยอาศัยการตามเห็น “อาการของจิต” เพียงแค่๘คู่อาการเท่านั้น
อินทรียสังวร๗
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
(๑) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีราคะว่า “จิตมีราคะ”
(๒) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากราคะว่า “จิตปราศจากราคะ”
(๓) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะว่า “จิตมีโทสะ”
(๔) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากโทสะว่า “จิตปราศจากโทสะ”
(๕) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโมหะว่า “จิตมีโมหะ”
(๖) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากโมหะว่า “จิตปราศจากโมหะ”
(๗) รู้ชัดซึ่งจิตอันหดหู่ว่า “จิตหดหู่”
(๘) รู้ชัดซึ่งจิตอันฟุ่งซ่านว่า “จิตฟุ้งซ่าน”
(๙) รู้ชัดซึ่งจิตอันถึงความเป็นจิตใหญ่ว่า “จิตถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตใหญ่”
(๑๐) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่ถึงความเป็นจิตใหญ่ว่า “จิตไม่ถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตใหญ่”
(๑๑) รู้ชัดซึ่งจิตอันยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าว่า “จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า”
(๑๒) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าว่า “จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า”
(๑๓) รู้ชัดซึ่งจิตอันตั้งมั่นว่า “จิตตั้งมั่น”
(๑๔) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่ตั้งมั่นว่า “จิตไม่ตั้งมั่น”
(๑๕) รู้ชัดซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้วว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว”
(๑๖) รู้ชัดซึ่งจิตอันยังไม่หลุดพ้นว่า “จิตยังไม่หลุดพ้น”
ด้วยอาการอย่างนี้แลที่ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตฺเตจิตฺตานุปสฺสีวิหรติ)อันเป็นภายในอยู่บ้าง, ในจิตอันเป็นภายนอกอยู่บ้าง, ในจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ;และเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นในจิตอยู่บ้าง,
เห็นธรรมเป็นเหตุเสื่อมไปในจิตอยู่บ้าง,
เห็นธรรมเป็นเหตุทั้งเกิดขึ้นและเสื่อมไปในจิตอยู่บ้าง ;
ก็แหละสติ(คือความระลึก) ว่า “จิตมีอยู่” ดังนี้ของเธอนั้น
เป็นสติที่เธอดำรงไว้เพียงเพื่อความรู้เพียงเพื่อความอาศัยระลึก.
ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้และเธอไม่ยึดมั่นอะไรๆในโลกนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปกติตามเห็นจิตในจิตอยู่แม้ด้วยอาการอย่างนี้.- มหาสติปัฏฐานสูตร๑๐/๓๓๑/๒๘๙.
อินทรียสังวร๙
จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้ามิได้ให้เราฝึกตามดูตามรู้เรื่องราวในอารมณ์ไปเรื่อยๆและการตามดูตามรู้ซึ่งจิต (จิตฺตานุปสฺสนา) จะต้องเป็นไปภายใต้๘คู่อาการนี้เท่านั้นสมมุติสถานการณ์ตัวอย่างเช่นในขณะที่เรากำลังโกรธอยู่
ในกรณีนี้หน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ได้คือ“รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะว่าจิตมีโทสะ”ไม่ใช่ไปตามดูตามรู้โทสะ (หรือรู้ในอารมณ์ที่จิตผูกติดอยู่) ในจิตอันมีโทสะขณะนั้นปัญหามีอยู่ว่าโดยธรรมชาติของจิตมันรู้ได้อารมณ์เดียวในเวลาเดียว (one at a time)ในขณะที่เรากำลังโกรธอยู่นั้นเราจึงต้องละความเพลินในอารมณ์ที่ทำให้เราโกรธเสียก่อนไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีทาง “รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะว่าจิตมีโทสะ” ได้เลยมีผัสสะจิตรับรู้อารมณ์มีสติละความเพลินรู้ชัดซึ่งจิตในระหว่างขั้นตอนข้างต้นถ้าเราสามารถเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นหรือเสื่อมไปในจิตได้การเห็นตรงนี้เรียกว่าวิปัสสนาซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่
โปรดสังเกตุสติปัฏฐานสี่ทุกหมวดจบลงด้วยการเห็นธรรมอันเป็นเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไปขั้นตอนของสติที่เข้าไปตั้งอาศัยในฐานทั้งสี่เป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่จุดหมาย เมื่อผัสสะถูกต้องแล้วๆหากเราหลงเพลิน “รู้สึก” ตามไปเรื่อยๆนี่คืออนุสัย (ตามนอน)หากละความเพลินในอารมณ์แล้วมาเห็นจิตโดยอาการ๘คู่ข้างต้นนี่คืออนุปัสสนา(ตามเห็น)และถ้ามีการเห็นแจ้งในธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นและเหตุเสื่อมไปในจิตนี่คือวิปัสสนา (เห็นแจ้ง)ถ้าหากว่าเราไม่สามารถรู้ชัดซึ่งจิตโดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน๘คู่ข้างต้นได้ให้ดึงสติกลับมารู้ที่ฐานคือกายเช่นอิริยาบถหรือลมหายใจพลิกกลับเป็นกายานุปัสสนาอย่ามักง่ายไปคิดคำขึ้นใหม่เพื่อมาเรียกอารมณ์ที่จิตหลงอยู่ในขณะนั้นเพราะนั่นคือจุดเริ่มของการเบี่ยงออกนอกมรรควิธี (ไปใช้คำอธิบายอาการของจิตที่นอกแนวจากพุทธบัญญัติเป็นผลให้หลงเข้าใจได้ว่ากำลังดูจิตทั้งๆที่กำลังเพลินอยู่ในอารมณ์ขาดสติแต่หลงว่ามีสติ)นี้เป็นเพียงตัวอย่างของการตามเห็นในกรณีจิตตานุปัสสนาคือใช้จิตเป็นฐานที่ตั้งของสติ
ในกรณีของกายานุปัสสนาเวทนานุปัสสนาธรรมานุปัสสนาพึงศึกษาในลักษณะเดียวกันคือปฏิบัติตามพุทธวจนในกรณีนั้นๆให้ถูกต้องครบถ้วนทั้งโดยอรรถะและโดยพยัญชนะพระพุทธเจ้ามองเห็นธรรมชาติในจิตของหมู่สัตว์ในแบบของผู้ที่สร้างบารมีมาเพื่อบอกสอนการบัญญัติมรรควิธีจึงเป็นพุทธวิสัยหน้าที่ของเราในฐานะพุทธสาวกมีเพียงอย่างเดียวคือ
ปฏิบัติตามพุทธบัญญัติโดยระมัดระวังอย่างที่สุด
(มคฺคานุคาจภิกฺขเวเอตรหิสาวกาฯ)
เมื่อเข้าใจความหมายของการตามเห็น (อนุปสฺสนา) และการเห็นแจ้ง (วิปสฺสนา) แล้วทีนี้จะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้อัตราส่วน Ratio ของวิปัสสนาต่ออนุปัสสนามีค่าสูงที่สุด(คือเน้นการปฏิบัติที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อความลัดสั้นสู่มรรคผล)
อินทรียสังวร๑๑
ตัวแปรหลักที่เป็นกุญแจไขปัญหานี้คือสมาธิ
ตราบใดที่จิตยังซัดส่ายไปๆมาๆทั้งการอนุปัสสนาก็ดีและการวิปัสสนาก็ดีต่างก็ทำได้ยากพระพุทธเจ้าจึงทรงรับสั่งว่าให้เราเจริญสมาธิเพื่อให้ธรรมทั้งหลายปรากฏตามเป็นจริง
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ.
ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง.
ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงอย่างไร ?
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป
ความเกิดและความดับแห่งเวทนา
ความเกิดและความดับแห่งสัญญา
ความเกิดและความดับแห่งสังขาร
ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ.- ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗-๑๘//๒๗.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตามความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตามย่อมมีไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ- มหา. สํ. ๑๙/๔๐๐/๑๓๒๕.
ความสงบแห่งจิต (สมถะ) นั้นจะต้องดำเนินไปควบคู่และเกื้อหนุนกับระดับความสามารถในการเห็นแจ้ง (วิปัสสนา)ซึ่งพระพุทธองค์เองได้ทรงตรัสเน้นย้ำในเรื่องนี้ไว้โดยตรงด้วย
ภิกษุทั้งหลาย.! ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นอย่างไรเล่า?
สมถะและวิปัสสนาเหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.- จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๔/๒๕๔.
อินทรียสังวร๑๓
ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งมีสองอย่างคือทั้งสมถะและวิปัสสนานั่นหมายความว่าทั้งสมถะและวิปัสสนาเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยปัญญาอันยิ่งในการได้มา ดังนั้นใครก็ตามที่มีความสามารถในการทำจิตให้ตั่งมั้นได้บุคคลนั้นมีปัญญาอันยิ่งใครก็ตามที่จิตตั้งมั่นแล้วสามารถเห็นแจ้งในธรรมอันเป็นเหตุบุคคลนั้นมีปัญญาอันยิ่งสำหรับบางคนที่อาจจะเข้าใจความหมายได้ดีกว่าจากตัวอย่างอุปมาเปรียบเทียบ พระพุทธองค์ได้ทรงยกอุปมาเปรียบเทียบไว้ในฌานสูตรว่าเหมือนกับการฝึกยิงธนูเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่ามีตัวแปรต่างๆที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องปรับให้สมดุลย์เช่นความนิ่งของกายวิธีการจับธนูการเล็งน้ำหนักและจังหวะในการปล่อยลูกศร
อุปมานี้พอจะทำให้เราเห็นภาพได้ดีในการเจริญสมถะวิปัสสนาด้วยปัญญาอันยิ่งว่าการเห็นแจ้งในธรรมอันเป็นเหตุนั้นจะต้องอาศัยความสมดุลต่างๆอย่างไรบ้าง หากจะพูดให้สั้นกระชับที่สุดการตามดูไม่ตามไปนี้แท้จริงแล้วคือการไม่ตามไปเพราะเมื่อไม่ตาม (อารมณ์อันมีประมาณต่างๆ) ไปมันก็เหลือแค่การตามดูที่ถูกต้องหลักการไม่ตามไปนี้ก็คือหลักการละนันทิซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับหลักอินทรีย์สังวร
ภิกษุมิคชาละฟังธรรมเรื่องการละนันทิแล้วหลีกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียวก็บรรลุอรหัตผลความเร็วในการละนันทิยังถูกใช้เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติจิตภาวนา(ดูความเชื่อมโยงได้ในเรื่องอินทรียสังวร, การไม่ประมาท, อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ)๑๔ตามดูไม่ตามไปหนังสือตามดูไม่ตามไปเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวพุทธโดยการคัดเลือกพุทธวจนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญสติเป็นจำนวนกว่า๖๐พระสูตร ซึ่งมีเนื้อหาสอดรับเชื่อมโยงคล้องเกลียวถึงกันเพื่อให้เราได้ศึกษาให้เข้าใจถึงมรรควิธีที่ถูกต้องทุกแง่มุมในความหลากหลายภายใต้ความเป็นหนึ่งจากพุทธบัญญัติโดยตรงขอให้บุญบารมีที่ได้สร้างมาของชาวพุทธผู้ที่กำลังถือหนังสือเล่มนี้อยู่จงเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านค้นพบคำตอบโดยแจ่มแจ้งในข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติที่ท่านอาจจะติดข้องอยู่และสำหรับบางท่านที่เข้าใจคลาดเคลื่อนปฏิบัติคลาดเคลื่อนไปบ้างมาแต่ทีแรกก็ขอให้ได้พบได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกและนำไปใช้ขยับปรับเปลี่ยนให้ตรงทางได้โดยเร็วสำหรับท่านที่ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลยก็ถือเป็นบุญกุศลที่ได้พบแผนที่ฉบับนี้แต่แรก คณะผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขอนอบน้อมสักการะต่อตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะและภิกษุสาวกในธรรมวินัยนี้ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงยุคปัจจุบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสืบทอดพุทธวจนคือธรรมและวินัยที่ทรงประกาศไว้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้ว คณะศิษย์พระตถาคต อินทรียสังวร๑๕
ผลเสียของการปล่อยจิตให้เพลินกับอารมณ์๑๖ตามดูไม่ตามไป
ก่อให้เกิดอนุสัยทั้ง๓
ภิกษุทั้งหลาย !เพราะอาศัยตาด้วยรูปทั้งหลายด้วยจึงเกิดจักขุวิญญาณการประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยหูด้วยเสียงทั้งหลายด้วยจึงเกิดโสตวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยจมูกด้วยกลิ่นทั้งหลายด้วยจึงเกิดฆานวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยลิ้นด้วยรสทั้งหลายด้วยจึงเกิดชิวหาวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
อินทรียสังวร๑๗
เพราะอาศัยกายด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วยจึงเกิดกายวิญญาณการประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยใจด้วยธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณการประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย
จึงเกิดเวทนาอันเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้นเมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่;
อนุสัยคือราคะย่อมตามนอนแก่บุคคลนั้น
(ตสฺสราคานุสโยอนุเสติ) เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมเศร้าโศกย่อมระทมใจย่อมคร่ำครวญย่อมตีอกร่ำไห้ย่อมถึงความหลงใหลอยู่;
อนุสัยคือปฏิฆะย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น๑๘ตามดูไม่ตามไป
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่เขาย่อมไม่รู้ตามเป็นจริงซึ่งสมุทยะ (เหตุเกิด) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัตถังคมะ (ความดับไม่เหลือ) แห่งเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย;
อนุสัยคืออวิชชาย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้นบุคคลนั้นหนอ(สุขายเวทนายราคานุสยํอปฺปหาย)
ยังละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาไม่ได้;
(ทุกฺขายเวทนายปฏิฆานุสยํอปฺปฏิวิโนเทตฺวา)
ยังบรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้;
(อทุกฺขมสุขายเวทนายอวิชฺชานุสยํอสมูหนิตฺวา)
ยังถอนอวิชชานุสัยอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้;
อินทรียสังวร๑๙
(อวิชฺชํอปฺปหายวิชฺชํอนุปฺปาเทตฺวา)
เมื่อยังละอวิชชาไม่ได้และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว,
(ทิฏฺเฐวธมฺเมทุกฺขสฺสนฺตกโรภวิสฺสตีติ)
เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (รู้เห็นได้เลย) นี้ได้นั้น;
(เนตํฐานํวิชฺชติฯ)
ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒.
อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น๓๙๒
๒๐ตามดูไม่ตามไป
ไม่อาจที่จะหลุดพ้นไปจากทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในรูป
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในเวทนา
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสัญญา
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสังขารทั้งหลาย
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในวิญญาณ
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
อินทรียสังวร๒๑
เรากล่าวว่า
“ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์” ดังนี้.
ขนฺธสํ. ๑๗/๓๙/๖๔.
๒๒ตามดูไม่ตามไป
เพลินอยู่กับอายตนะเท่ากับเพลินอยู่ในทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในจักษุ
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในโสตะ
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในฆานะ
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในชิวหา
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในกายะ
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในมนะ
ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
อินทรียสังวร๒๓
เรากล่าวว่า ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙.
(ในพระสูตรต่อไปได้ตรัสถึงในกรณีแห่งอายตนะภายนอก๖
ซึ่งมีข้อความเหมือนในกรณีแห่งอายตนะภายใน๖ทุกประการ
โดยลักษณะการตรัสตรงนี้คือทรงตรัสแยกเป็นกรณีๆจนครบ
ซึ่งผู้อ่านควรจะทำความเข้าใจแยกไปตามกรณีจนครบเช่นกัน
การที่ละไว้ด้วย ... ก็เพื่อให้รู้ว่ามีข้อความสรุปที่เหมือนกัน)
ลักษณะของการอยู่อย่างมีตัณหาเป็นเพื่อน
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ
ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองพระเจ้าข้า ?”
มิคชาละ !
รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ
อันเป็นรูปที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจมีลักษณะน่ารัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจมีอยู่.ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญสยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นไซร้;แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญสยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ,
นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น
เมื่อนันทิมีอยู่, สาราคะ (ความพอใจอย่างยิ่ง) ย่อมมี;
เมื่อสาราคะมีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี :
อินทรียสังวร๒๕
มิคชาละ !
ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน
นั่นแลเราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง”
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินดีด้วยหู,
กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูก,
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น,
โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย,
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ, ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน).
มิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้
แม้จะส้องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าและป่าชัฏซึ่งเงียบสงัดมีเสียงรบกวนน้อยมีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อยปราศจากลมจากผิวกายคนเป็นที่ทำการลับของมนุษย์เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้นเช่นนี้แล้วก็ตามถึงกระนั้นภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองอยู่นั่นเอง.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า
ตัณหานั่นแลเป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น.
ตัณหานั้นอันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว
เพราะเหตุนั้นภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง” ดังนี้.“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล
ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวพระเจ้าข้า !”
มิคชาละ !
รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ
อันเป็นรูปที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจมีลักษณะน่ารัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจมีอยู่ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่สยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นไซร้แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่สยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นนั่นแหละ
นันทิย่อมดับ
เมื่อนันทิไม่มีอยู่, สาราคะย่อมไม่มี
เมื่อสาราคะไม่มีอยู่, สัญโญคะย่อมไม่มี
อินทรียสังวร๒๗
มิคชาละ !
ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้วด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน
นั่นแลเราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว”
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินดีด้วยหู,
กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูก,
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น,
โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย,
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ, ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน)
มิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้
แม้อยู่ในหมู่บ้านอันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย
ด้วยพระราชามหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย
ด้วยเดียรถีย์สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลายก็ตาม
ถึงกระนั้นภิกษุนั้นเราก็เรียกว่าผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้
๒๘ตามดูไม่ตามไป
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า
ตัณหานั่นแลเป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ;
ตัณหานั้นอันภิกษุนั้นละเสียได้แล้ว
เพราะเหตุนั้นภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว” ดังนี้แล.สฬา. สํ. ๑๘/๔๓–๔๔/๖๖-๖๗.
อินทรียสังวร๒๙
ไม่อาจถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัย
ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง๑๑อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่องนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือคนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล, ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ๑๑อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือภิกษุในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขางเป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ)
ไม่ละ (นปชหติ)
ไม่บรรเทา (นวิโนเทติ)
ไม่ทำให้สิ้นสุด (นพฺยนฺตีกโรติ)
ไม่ทำให้หมดสิ้น (นอนภาวงฺคเมติ)
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขางเป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผลเป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ,
แล้วก็มีจิตยึดถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)และการถือเอาโดยการแยกเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
สิ่งอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสจะพึงไหลไปตามผู้ที่
ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ
เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์เหล่านั้นไว้
เธอไม่รักษาและไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผลเป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ยกมาให้เห็นเพียง๒จากทั้งหมด๑๑คุณสมบัติ)
มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕.
อินทรียสังวร๓๑
ตัวอย่างพุทธวจนที่ทรงตรัสไม่ให้ปล่อยจิต
ให้เพลินกับอารมณ์ ละความเพลินจิตหลุดพ้น
สมฺมาปสฺสํนิพฺพินฺทติ
เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้องย่อมเบื่อหน่าย
นนฺทิกฺขยาราคกฺขโย
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ
จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ
ราคกฺขยานนฺทิกฺขโย
เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ
จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ
นนฺทิราคกฺขยาจิตฺตํสุวิมุตฺตนฺติวุจฺจตีติ
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ
กล่าวได้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี” ดังนี้สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๕-๖.
อินทรียสังวร๓๓
ความพอใจเป็นเหตุแห่งทุกข์
“ทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต
ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูลมีฉันทะเป็นเหตุ
เพราะว่าฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์
ทุกข์ใดๆอันจะเกิดขึ้นในอนาคต
ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูลมีฉันทะเป็นเหตุ
เพราะว่าฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์.
และทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้น
ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูลมีฉันทะเป็นเหตุ
เพราะว่าฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์”
สฬา. สํ. ๑๘/๔๐๓/๖๒๗.
(ในเนื้อความพระสูตรทรงชี้ให้เห็นถึงเหตุของทุกข์ในปัจจุบันซึ่งก็คือฉันทะ
เป็นความรู้ที่เห็นกันได้แล้วจึงได้สรุปให้เห็นไปถึงนัยยะโดยอดีตกับอนาคต)
เมื่อคิดถึงสิ่งใดแสดงว่าพอใจในสิ่งนั้น
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมคิดถึงสิ่งใดอยู่ (เจเตติ)
ย่อมดำริถึงสิ่งใดอยู่ (ปกปฺเปติ)
และย่อมมีจิตฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ (อนุเสติ)
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.
เมื่ออารมณ์มีอยู่,
ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี;
เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะเจริญงอกงามแล้ว,
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปย่อมมี;
เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปมี,
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป :
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕.
อินทรียสังวร๓๕
ภพแม้ชั่วขณะดีดนิ้วมือก็ยังน่ารังเกียจ
ภิกษุทั้งหลาย !
คูถแม้นิดเดียวก็เป็นของมีกลิ่นเหม็นฉันใด,
ภิกษุทั้งหลาย !
สิ่งที่เรียกว่าภพก็ฉันนั้นเหมือนกัน,
แม้มีประมาณน้อยชั่วลัดนิ้วมือเดียวก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้.
เอก. อํ. ๒๐/๔๖/๒๐๓.
(พระสูตรต่อไปทรงตรัสถึงมูตรน้ำลายหนองโลหิตด้วยข้อความเดียวกัน)
อินทรียสังวร๓๗
ตัณหาคือ “เชื้อแห่งการเกิด”
วัจฉะ ! เราย่อมบัญญัติความบังเกิดขึ้น
สำหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่ (สอุปาทานสฺส)
ไม่ใช่สำหรับสัตว์ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน
วัจฉะ ! เปรียบเหมือนไฟที่มีเชื้อย่อมโพลงขึ้นได้
(อคฺคิสอุปาทาโนชลติ)
ที่ไม่มีเชื้อก็โพลงขึ้นไม่ได้
อุปมานี้ฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น
วัจฉะ ! เราย่อมบัญญัติความบังเกิดขึ้น
สำหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่
ไม่ใช่สำหรับสัตว์ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน
“พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าสมัยใดเปลวไฟถูกลมพัดหลุดปลิวไปไกล,
สมัยนั้นพระโคดมย่อมบัญญัติซึ่งอะไรว่าเป็นเชื้อแก่เปลวไฟนั้นถ้าถือว่ามันยังมีเชื้ออยู่ ?”
วัจฉะ ! สมัยใดเปลวไฟถูกลมพัดหลุดปลิวไปไกล
เราย่อมบัญญัติเปลวไฟนั้นว่ามีลมนั่นแหละเป็นเชื้อ
วัจฉะ ! เพราะว่าสมัยนั้นลมย่อมเป็นเชื้อของเปลวไฟนั้น
“พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าสมัยใดสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น,
สมัยนั้นพระโคดมย่อมบัญญัติซึ่งอะไรว่าเป็นเชื้อแก่สัตว์นั้นถ้าถือว่ามันยังมีเชื้ออยู่ ?”
วัจฉะ ! สมัยใดสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น
เรากล่าวสัตว์นี้ว่ามีตัณหานั่นแหละเป็นเชื้อ
เพราะว่าสมัยนั้นตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้นแล.
สฬา. สํ. ๑๘/๔๘๕/๘๐๐.
อินทรียสังวร๓๙
เมื่อมีความพอใจย่อมมีตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่พึงลุกโพลงด้วยไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง
ยี่สิบเล่มเกวียนบ้างสามสิบเล่มเกวียนบ้างสี่สิบเล่มเกวียนบ้าง.
บุรุษพึงเติมหญ้าแห้งบ้างมูลโคแห้งบ้างไม้แห้งบ้าง
ลงไปในกองไฟนั้นตลอดเวลาที่ควรเติมอยู่เป็นระยะๆ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แลไฟกองใหญ่
ซึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น
มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น
ก็จะพึงลุกโพลงตลอดกาลยาวนาน
ข้อนี้ฉันใดภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้
มีปกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี)
ในอุปาทานิยธรรม (ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน) อยู่
ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ
เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๒/๑๙๖-๑๙๗.
อินทรียสังวร๔๑
ตัณหาคือเครื่องนำไปสู่ภพใหม่อันเป็นเหตุเกิดทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมคิดถึงสิ่งใดอยู่ (เจเตติ)
ย่อมดำริถึงสิ่งใดอยู่ (ปกปฺเปติ)
และย่อมมีใจฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ (อนุเสติ)
(อารมฺมณเมตํโหติวิญฺญาณสฺส ิติยา)
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
(อารมฺมเณสติปติฏฺฐาวิญฺญาณสฺสโหติ)
เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี
(ตสฺมึปติฏฺฐิเตวิญฺญาเณวิรูเฬฺหนติโหติ)
เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะเจริญงอกงามแล้ว, ย่อมมีการน้อมไป
(นติยาสติอาคติคติโหติ)
เมื่อมีการน้อมไป, ย่อมมีการไปการมา
(อาคติคติยาสติจุตูปปาโตโหติ)
เมื่อมีการไปการมา, ย่อมมีการเคลื่อนการบังเกิด
เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะฯจึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด
ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด
แต่เขายังมีใจปักลงไปในสิ่งใดอยู่
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.
เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะเจริญงอกงามแล้ว, ย่อมมีการน้อมไป
เมื่อมีการน้อมไป, ย่อมมีการไปการมา
เมื่อมีการไปการมา, ย่อมมีการเคลื่อนการบังเกิด
เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะฯจึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
นิทาน. สํ. ๑๖/๖๘๐/๑๔๙.
อินทรียสังวร๔๓
สิ้นความอยากก็สิ้นทุกข์
นิสฺสิตสฺสจลิตํ
ความหวั่นไหวย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยแล้ว
อนิสฺสิตสฺสจลิตํนตฺถิ;
ความหวั่นไหวย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว
จลิเตอสติปสฺสทฺธิ;
เมื่อความหวั่นไหวไม่มี, ปัสสัทธิย่อมมี
ปสฺสทฺธิยาสตินตินโหติ;
เมื่อปัสสัทธิมี, ความน้อมไปย่อมไม่มี
นติยาอสติอาคติคตินโหติ;
เมื่อความน้อมไปไม่มี, การไปและการมาย่อมไม่มี
อาคติคติยาอสติจุตูปปาโตนโหติ;
เมื่อการไปการมาไม่มี, การเคลื่อนและการบังเกิดย่อมไม่มี
จุตูปปาเตอสติเนวิธนหุรํนอุภยมนฺตเร:
เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิดไม่มี,
อะไรๆก็ไม่มีในโลกนี้ไม่มีในโลกอื่นไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง
เอเสวนฺโตทุกฺขสฺส
นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ.อุ. ขุ. ๒๕/๒๐๘/๑๖๑.
อินทรียสังวร๔๕
มีความเพลินคือมีอุปาทาน
ผู้มีอุปาทานย่อมไม่ปรินิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งรูป.
เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งรูป,
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น
ความเพลินใดในรูป, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งเวทนา.
เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งเวทนา,
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น
ความเพลินใดในเวทนา, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...
๔๖ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสัญญา.
เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งสัญญา
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น
ความเพลินใดในสัญญา, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสังขาร.
เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งสังขาร
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น
ความเพลินใดในสังขาร, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ.
เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น.
ความเพลินใดในวิญญาณ, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน
อินทรียสังวร๔๗
เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัยจึงมีภพ
เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัยชาติชรามรณะโสกะปริเทวะฯจึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘/๒๘.
อินทรียสังวร๔๙
ในอริยมรรคมีองค์๘
ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาสังกัปปะเป็นอย่างไรเล่า ?
(เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป)
ความดำริในการออกจากกาม
(อพฺยาปาทสงฺกปฺโป)
ความดำริในการไม่มุ่งร้าย
(อวิหึสาสงฺกปฺโป)
ความดำริในการไม่เบียดเบียน
ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่าสัมมาสังกัปปะ
๕๐ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาวายามะเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อละอกุศลอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อความตั้งอยู่ความไม่เลอะเลือนความงอกงามยิ่งขึ้นความไพบูลย์
ความเจริญความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่าสัมมาวายามะ มหา. ที๑๐/๓๘๔/๒๙๙.
อินทรียสังวร๕๑
ทรงตรัสว่า “เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งกระทำ”
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้เมื่อเป็นเช่นนั้น
เธอพึงทำความสำเหนียกว่า “เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน” ดังนี้เถิด.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตนเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่ชอบแต่งตัว
ส่องดูเงาหน้าของตนที่แว่นส่องหน้าหรือที่ภาชนะน้ำอันบริสุทธิ์หมดจดใสสะอาด
ถ้าเห็นธุลีหรือต่อมที่หน้าก็พยายามนำธุลีหรือต่อมนั้นออกเสีย
ถ้าไม่เห็นธุลีหรือต่อมก็ยินดีพอใจว่าเป็นลาภหนอบริสุทธิ์ดีแล้วหนอข้อนี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ! การพิจารณาของภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันคือ
จะมีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลายในเมื่อเธอพิจารณาว่า
๕๒ตามดูไม่ตามไป
“เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีอภิชฌาหรือไม่มีอภิชฌา
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีจิตพยาบาทหรือไม่มีจิตพยาบาท
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่หรือปราศจากถีนมิทธะ
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีความฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่าน
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีวิจิกิจฉาหรือหมดวิจิกิจฉา
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยเป็นผู้มักโกรธหรือไม่มักโกรธ
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีจิตเศร้าหมองหรือไม่มีจิตเศร้าหมอง
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีกายอันเครียดครัดในการปฏิบัติธรรมหรือมีกายไม่เครียดครัด
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยเป็นผู้เกียจคร้านหรือเป็นผู้ปรารภความเพียร
เรามีชีวิตอยู่โดยมากโดยมีจิตตั้งมั่นหรือไม่มีจิตตั้งมั่น” ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้สึกว่า
“เราอยู่โดยมากโดยความเป็นผู้มากด้วยอภิชฌามีจิตพยาบาท
ถีนมิทธะกลุ้มรุมฟุ้งซ่านมีวิจิกิจฉามักโกรธมีจิตเศร้าหมอง
มีกายเครียดครัดเกียจคร้านมีจิตไม่ตั้งมั่น” ดังนี้แล้ว
อินทรียสังวร๕๓
ภิกษุนั้นพึงกระทำซึ่งฉันทะ (ความพอใจ) วายามะ (ความพยายาม)
อุสสาหะอุสโสฬ๎หี (ความขมักเขม้น) อัปปฏิวานี (ความไม่ถอยหลัง)
สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า
เพื่อละเสียซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น
เช่นเดียวกับบุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้วจะพึงกระทำ
ฉันทะวายามะอุสสาหะอุสโสฬ๎หีอัปปฏิวานีสติและสัมปชัญญะอันแรงกล้าเพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย, ฉันใดก็ฉันนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้สึกว่า
“เราอยู่โดยมากโดยความเป็นผู้ไม่มีอภิชฌาไม่มีจิตพยาบาท
ไม่ถีนมิทธะกลุ้มรุมไม่ฟุ้งซ่านหมดวิจิกิจฉาไม่มักโกรธมีจิตไม่เศร้าหมองมีกายไม่เครียดครัดปรารภความเพียรมีจิตตั้งมั่น” ดังนี้แล้ว
ภิกษุนั้นพึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ
แล้วประกอบโยคกรรมเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป.
ทสก. อํ. ๒๔/๙๗/๕๑.
ต้องเพียรละความเพลินในทุกๆอิริยาบถ
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังเดินอยู่
ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม (กามวิตก)
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น (พยาบาทวิตก)
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ (วิหิงสาวิตก) ขึ้นมาและภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ
ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังเดินอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังยืนอยู่
ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆขึ้นมา
และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ
ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังยืนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.
อินทรียสังวร๕๕
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังนั่งอยู่
ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆขึ้นมา
และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้
สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ
ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังนั่งอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังนอนอยู่
ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆขึ้นมา
และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้
สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ
ภิกษุที่เป็นเช่นนี้แม้กำลังนอนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามกเป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจแล. จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑.
ความเพียร๔ประเภท (นัยที่๑)
ภิกษุทั้งหลาย !
ปธานสี่อย่างเหล่านี้มีอยู่. สี่อย่างอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ
สังวรปธาน (เพียรระวัง), ปหานปธาน (เพียรละ)
ภาวนาปธาน (เพียรบำเพ็ญ), อนุรักขนาปธาน (เพียรตามรักษาไว้)
ภิกษุทั้งหลาย ! สังวรปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าสังวรปธาน
ภิกษุทั้งหลาย ! ปหานปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้เพื่อจะละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าปหานปธาน
อินทรียสังวร๕๗
ภิกษุทั้งหลาย ! ภาวนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าภาวนาปธาน
ภิกษุทั้งหลาย ! อนุรักขนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามปรารภความเพียรประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อความตั้งอยู่ความไม่เลอะเลือนความงอกงามยิ่งขึ้นความไพบูลย์
ความเจริญความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่าอนุรักขนาปธาน
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แลปธานสี่อย่าง จตุกฺก. อํ. ๒๑/๙๖/๖๙.
ความเพียร๔ประเภท (นัยที่๒)
ภิกษุทั้งหลาย ! ปธานสี่อย่างเหล่านี้มีอยู่. สี่อย่างอย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ
สังวรปธานปหานปธานภาวนาปธานอนุรักขนาปธาน.
ภิกษุทั้งหลาย ! สังวรปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้เห็นรูปด้วยตาแล้ว
ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการรวบถือเอาทั้งหมด
ไม่เป็นผู้ถือเอาในลักษณะที่เป็นการถือเอาโดยแยกเป็นส่วนๆ
อกุศลธรรมอันเป็นบาปคืออภิชฌาและโทมนัส
จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ซึ่งอินทรีย์อันเป็นต้นเหตุคือตาใด,
เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมซึ่งอินทรีย์นั้น
ย่อมรักษาอินทรีย์คือตาย่อมถึงการสำรวมในอินทรีย์คือตา
(ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหูอินทรีย์คือจมูกอินทรีย์คือลิ้น
อินทรีย์คือกายอินทรีย์คือใจก็มีข้อความที่ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน)
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าสังวรปธาน.
อินทรียสังวร๕๙
ภิกษุทั้งหลาย ! ปหานปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ไม่รับเอาไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกทำให้สิ้นสุดเสียทำให้ถึงความไม่มี
ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว...
ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว...
ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว...
ซึ่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้วๆ
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าปหานปธาน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภาวนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมเจริญซึ่งสติสัมโพชฌงค์...ซึ่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์...
ซึ่งวิริยสัมโพชฌงค์...
ซึ่งปีติสัมโพชฌงค์ ....ซึ่งสมาธิสัมโพชฌงค์ซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์
อัน (แต่ละอย่างๆ) อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะอาศัยนิโรธน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าภาวนาปธาน.
๖๐ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย ! อนุรักขนาปธานเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมตามรักษาซึ่งสมาธินิมิตอันเจริญที่เกิดขึ้นแล้วคือ
อัฏฐิกสัญญาปุฬวกสัญญาวินีลกสัญญา
วิปุพพกสัญญาวิจฉิทกสัญญาอุทธุมาตกสัญญา
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่าอนุรักขนาปธาน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ปธานสี่อย่างเหล่านี้แล.จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๐/๑๔.
อินทรียสังวร๖๑
จิตที่เพลินกับอารมณ์
ละได้ด้วยการมีอินทรียสังวร
(การสำรวมอินทรีย์)
เมื่อมีสติความเพลินย่อมดับ
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรูปอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก
ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...
ภิกษุนั้นได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในเสียงอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก
ย่อมไม่ขัดเคืองในเสียงอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...
ภิกษุนั้นรู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้ว
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในกลิ่นอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก
ย่อมไม่ขัดเคืองในกลิ่นอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...
อินทรียสังวร๖๓
ภิกษุนั้นลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรสอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก
ย่อมไม่ขัดเคืองในรสอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...
ภิกษุนั้นถูกต้องสัมผัสด้วยกายแล้ว
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในสัมผัสทางกายอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก
ย่อมไม่ขัดเคืองในสัมผัสทางกายอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...ภิกษุนั้นรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ย่อมไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก
ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง
เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว
มีจิตหาประมาณมิได้ด้วย
ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ
อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลายด้วย
ภิกษุนั้นเป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้ายอย่างนี้แล้ว
เสวยเวทนาใดๆอันเป็นสุขก็ตามเป็นทุกข์ก็ตามมิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม
ย่อมไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้นๆ
เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้นๆนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับไป
เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้นจึงมีความดับแห่งอุปาทาน
เพราะมีความดับแห่งอุปทานจึงมีความดับแห่งภพ
เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแลชาติชรามรณะโสกะปริเทวะฯจึงดับสิ้น
ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
มู. ม. ๑๒/๔๙๔/๔๕๘.
อินทรียสังวร๖๕
กายคตาสติมีความสำคัญต่ออินทรียสังวร
ลักษณะของผู้ไม่ตั้งจิตในกายคตาสติ
(จิตที่ไม่มีเสาหลัก)
ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิดอันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน
มีที่เที่ยวหากินต่างกันมาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง
คือเขาจับงูมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง,
จับจระเข้...จับนก...จับสุนัขบ้าน...จับสุนัขจิ้งจอก...
จับลิงมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่งๆ
แล้วผูกรวมเข้าด้วยกันเป็นปมเดียวในท่ามกลางปล่อยแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย !
ครั้งนั้นสัตว์เหล่านั้นทั้งหกชนิดมีที่อาศัยและที่เที่ยวต่างๆกัน
ก็ยื้อแย่งฉุดดึงกันเพื่อจะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยวของตนๆ :
งูจะเข้าจอมปลวก, จระเข้จะลงน้ำ, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ,
สุนัขจะเข้าบ้าน, สุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้า, ลิงก็จะไปป่า.
๖๖ตามดูไม่ตามไป
ครั้นเหนื่อยล้ากันทั้งหกสัตว์แล้วสัตว์ใดมีกำลังกว่า
สัตว์นอกนั้นก็ต้องถูกลากติดตามไปตามอำนาจของสัตว์นั้น
ข้อนี้ฉันใดภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุใดไม่อบรมทำให้มากในกายคตาสติแล้ว
ตาก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ
รูปที่ไม่น่าพอใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
หูก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง
เสียงที่ไม่น่าฟังก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
จมูกก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากลิ่นที่น่าสูดดม
กลิ่นที่ไม่น่าสูดดมก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
ลิ้นก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ
รสที่ไม่ชอบใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
กายก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ
สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
และใจก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ
ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจก็กลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
อินทรียสังวร๖๗
ลักษณะของผู้ตั้งจิตในกายคตาสติ(จิตที่มีเสาหลักมั่นคง)
ภิกษุทั้งหลาย !เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หกชนิดอันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน
มีที่เที่ยวหากินต่างกันมาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง
คือเขาจับงูมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่งจับจรเข้... จับนก... จับสุนัขบ้าน...จับสุนัขจิ้งจอก...และจับลิงมาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่งๆ
ครั้นแล้วนำไปผูกไว้กับเสาเขื่อนหรือเสาหลักอีกต่อหนึ่ง
ภิกษุทั้งหลาย !ครั้งนั้นสัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้นมีที่อาศัยและที่เที่ยวต่างๆกันก็ยื้อแย่งฉุดดึงกันเพื่อจะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยวของตนๆ
งูจะเข้าจอมปลวกจระเข้จะลงน้ำนกจะบินขึ้นไปในอากาศ
สุนัขจะเข้าบ้านสุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้าลิงก็จะไปป่า
ภิกษุทั้งหลาย !ในกาลใดแลความเป็นไปภายในของสัตว์ทั้งหกชนิดเหล่านั้นมีแต่ความเมื่อยล้าแล้วในกาลนั้นมันทั้งหลายก็จะพึงเข้าไป
ยืนเจ่านั่งเจ่านอนเจ่าอยู่ข้างเสาเขื่อนหรือเสาหลักนั้นเอง
ข้อนี้ฉันใดภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุใดได้อบรมทำให้มากในกายคตาสติแล้ว
ตาก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ
รูปที่ไม่น่าพอใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
หูก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง
เสียงที่ไม่น่าฟังก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
จมูกก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากลิ่นที่น่าสูดดม
กลิ่นที่ไม่น่าสูดดมก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
ลิ้นก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ
รสที่ไม่ชอบใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
กายก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ
สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
และใจก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณ์ที่ถูกใจ
อินทรียสังวร๖๙
ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง
ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลาย !คำว่า “เสาเขื่อนหรือเสาหลัก” นี้เป็นคำเรียกแทนชื่อแห่งกายคตาสติ
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่า“กายคตาสติของเราทั้งหลายจักเป็นสิ่งที่เราอบรมกระทำให้มาก
กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไปกระทำให้เป็นของที่อาศัยได้
เพียรตั้งไว้เนืองๆเพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบเพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๒๔๖,๒๔๘/๓๔๘, ๓๕๐.
อินทรียสังวรปิดกั้นการเกิดขึ้นแห่งบาปอกุศล
ภิกษุทั้งหลาย !
เรื่องเคยมีมาแต่ก่อนเต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็น
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็เที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็นเช่นเดียวกัน.
เต่าตัวนี้ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากินแต่ไกล,
ครั้นแล้วจึงหดอวัยวะทั้งหลายมีศีรษะเป็นที่ห้า
เข้าในกระดองของตนเสียเป็นผู้ขวนขวายน้อยนิ่งอยู่.
แม้สุนัขจิ้งจอกก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกลเหมือนกัน,
ครั้นแล้วจึงเดินตรงเข้าไปที่เต่าคอยช่องอยู่ว่า
“เมื่อไรหนอเต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก
ในบรรดาอวัยวะทั้งหลายมีศีรษะเป็นที่ห้า
แล้วจักกัดอวัยวะส่วนนั้นคร่าเอาออกมากินเสีย” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา
สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาสต้องหลีกไปเอง;
อินทรียสังวร๗๑
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น;
มารผู้ใจบาปก็คอยช่องต่อพวกเธอทั้งหลายติดต่อไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า
“ถ้าอย่างไรเราคงได้ช่องไม่ทางตาก็ทางหูหรือทางจมูก
หรือทางลิ้นหรือทางกายหรือทางใจ”, ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้
พวกเธอทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด;
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, หรือได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด,
อย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการแยกถือเป็นส่วนๆเลย,
สิ่งที่เป็นบาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสจะพึงไหลไปตามบุคคล
ผู้ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ.
พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อการปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
พวกเธอทั้งหลายจงรักษาและถึงความสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเถิด.
ภิกษุทั้งหลาย !ในกาลใดพวกเธอทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่;
ในกาลนั้นมารผู้ใจบาปจักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอทั้งหลายและจักต้องหลีกไปเอง,เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ช่องจากเต่าก็หลีกไปเองฉะนั้น.
“เต่าหดอวัยวะไว้ในกระดองฉันใด,
ภิกษุพึงตั้งมโนวิตก (ความตริตรึกทางใจ) ไว้ในกระดองฉันนั้น.
เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้,
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น,
ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด,
เป็นผู้ดับสนิทแล้ว” ดังนี้แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐.
อินทรียสังวร๗๓
ความสำคัญแห่งอินทรียสังวร
อินทรียสังวรเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ
ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือนต้นไม้เมื่อสมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบแล้วสะเก็ดเปลือกนอกก็บริบูรณ์;
เปลือกชั้นในก็บริบูรณ์; กระพี้ก็บริบูรณ์; แก่นก็บริบูรณ์นี้ฉันใด;
ภิกษุทั้งหลาย !เมื่ออินทรียสังวรมีอยู่, ศีลก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อศีลมีอยู่, สัมมาสมาธิก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่, ยถาภูตยาณทัสสนะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อยถาภูตญาณทัสนะมีอยู่, นิพพิทาวิราคะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่วิมุตติญาณทัสสนะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย;
ฉันนั้นเหมือนกันแลฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๐๒/๓๒๑.
อินทรียสังวร๗๕
ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์คือผู้ประมาท
ผู้สำรวมอินทรีย์คือผู้ไม่ประมาท
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาทเป็นอย่างไรเล่าก
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุไม่สำรวมระวังซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่
จิตย่อมเกลือกกลั้วในรูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา;
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตเกลือกกลั้วแล้วปราโมทย์ย่อมไม่มี;
เมื่อปราโมทย์ไม่มี, ปีติก็ไม่มี;
เมื่อปีติไม่มี, ปัสสัทธิก็ไม่มี;
เมื่อปัสสัทธิไม่มี, ภิกษุนั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์;
เมื่อมีทุกข์, จิตย่อมไม่ตั้งมั่น;
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น, ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ;
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ
ภิกษุนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาทโดยแท้.(ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหูจมูกลิ้นกายและใจก็มีนัยยะอย่างเดียวกัน)ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาท.ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทเป็นอย่างไรเล่า ?กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุสำรวมระวังซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่
จิตย่อมไม่เกลือกกลั้วในรูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา;
เมื่อภิกษุนั้นไม่มีจิตเกลือกกลั้วแล้วปราโมทย์ย่อมเกิด;
เมื่อปราโมทย์แล้วปีติย่อมเกิด;
เมื่อใจมีปีติปัสสัทธิย่อมมี;
เมื่อมีปัสสัทธิภิกษุนั้นย่อมอยู่เป็นสุข;
เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น;
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ;
เพราะธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ
ภิกษุนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทโดยแท้.(ในกรณีแห่งอินทรีย์คือหูจมูกลิ้นกายและใจก็มีนัยยะอย่างเดียวกัน)
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท.
สฬา. สํ. ๑๘/๙๗/๑๔๓-๔.
อินทรียสังวร๗๗
ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรม
ภิกษุทั้งหลาย !สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้ามีสองเท้ามีมากเท้าก็ดี
มีรูปไม่มีรูปมีสัญญาไม่มีสัญญามีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้ก็ดี, มีประมาณเท่าใด;ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะย่อมปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดาสัตว์เหล่านั้น.
ภิกษุทั้งหลาย !กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี
กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูลมีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลงความไม่ประมาทย่อมปรากฏว่าเป็นเลิศกว่าบรรดากุศลธรรมเหล่านั้น; ฉันใดก็ฉันนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย !ข้อนี้เป็นสิ่งที่ภิกษุผู้ไม่ประมาทพึงหวังได้คือเธอจักเจริญกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์๘
มหาวาร. สํ. ๑๙/๖๒-๖๗/๒๕๔-๒๖๓.
(การที่ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
ในสูตรนี้ทรงอุปมาด้วยพระตถาคตเป็นสัตว์เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง.
ส่วนในสูตรอื่นอีกมากแห่ง;
ทรงอุปมาด้วยรอยเท้าช้างเลิศคือใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยยอดเรือนเลิศคืออยู่เหนือไม้โครงเรือนทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยรากไม้โกฏฐานุสาริยะเลิศกว่ารากไม้หอมทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยแก่นจันทร์แดงเลิศกว่าไม้แก่นหอมทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยดอกวัสสิกะ(มะลิ) เลิศกว่าดอกไม้หอมทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยราชาจักรพรรดิเลิศกว่าพระราชาเมืองขึ้นเมืองออกทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยแสงจันทร์เลิศคือรุ่งเรืองกว่าแสงดาวทั้งหลาย
ทรงอุปมาด้วยแสงอาทิตย์ภายหลังฝนตกไม่มีเมฆในฤดูสารทแจ่มใสกว่าฯทรงอุปมาด้วยผ้ากาสีเลิศกว่าบรรดาผ้าทอด้วยเส้นด้ายทั้งหลาย)
อินทรียสังวร๗๙
ผู้มีอินทรียสังวรจึงสามารถเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔ได้
ภิกษุทั้งหลาย! บุคคลอาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่
เพราะเขาละธรรมหกอย่าง. หกอย่างอย่างไรเล่า ? หกอย่างคือ
ความเป็นผู้ยินดีในการงาน
ความเป็นผู้ยินดีในการคุยฟุ้ง
ความเป็นผู้ยินดีในการหลับ
ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่
ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะละธรรมหกอย่างเหล่านี้แล
บุคคลจึงเป็นผู้อาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๙๙-๕๐๐/๓๘๘-๓๙๔.
(ผู้อาจเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายในภายใน - ในภายนอก - ในภายในและภายนอกและผู้อาจเป็นผู้มีปกติตามเห็นเวทนาในเวทนา - ตามเห็นจิตในจิต - ตามเห็นธรรมในธรรมล้วนแต่มีข้อความที่ทรงตรัสไว้อย่างเดียวกัน)อาสวะบางส่วนสามารถละได้ด้วยการสำรวม
ภิกษุทั้งหลาย ! อาสวะทั้งหลายส่วนที่จะพึงละเสียด้วยการสำรวมเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรในอินทรีย์คือตาหูจมูกลิ้นกายใจอันเป็นอินทรีย์ที่เมื่อภิกษุไม่สำรวมแล้ว,อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น.และเมื่อภิกษุเป็นผู้สำรวมแล้วเป็นอยู่,
อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อภิกษุไม่สำรวมด้วยอาการอย่างนี้,
อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น
และเมื่อภิกษุสำรวมแล้วเป็นอยู่อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าว่าอาสวะทั้งหลายส่วนที่จะพึงละเสียด้วยการสำรวม.มู. ม. ๑๒/๑๖/๑๓.
อินทรียสังวร๘๑
อาสวะบางส่วนสามารถละได้ด้วยการบรรเทา
ภิกษุทั้งหลาย ! อาสวะทั้งหลายส่วนที่จะพึงละเสียด้วยการบรรเทาเป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
พิจารณาโดยแยบคายแล้วย่อมไม่รับเอาไว้ในใจ
ย่อมละเสียย่อมบรรเทาทำให้สิ้นสุดทำให้ถึงความมีไม่ได้
ซึ่งกามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้ว;
และย่อมไม่รับเอาไว้ในใจย่อมละเสียย่อมบรรเทาทำให้สิ้นสุดทำให้ถึงความมีไม่ได้ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว.ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อภิกษุไม่บรรเทาด้วยอาการอย่างนี้,อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น,
และเมื่อภิกษุบรรเทาอยู่ อาสวะทั้งหลายอันเป็นเครื่องคับแค้นและเร่าร้อนจะไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าอาสวะทั้งหลายส่วนที่จะละเสียด้วยการบรรเทา.มู. ม. ๑๒/๑๙/๑๗ผลที่ได้เพราะเหตุแห่งการปิดกั้นอาสวะ
ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อใดภิกษุละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลายอันจะพึงละได้ด้วยการสังวร, ...
ละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลายอันจะถึงละได้ด้วยการบรรเทา,.... แล้ว;
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ปิดกั้นแล้วด้วยการปิดกั้นซึ่งอาสวะทั้งปวงอยู่;
ตัดตัณหาได้ขาดแล้วรื้อถอนสังโยชน์ได้แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว
เพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ, ดังนี้แล.มู. ม. ๑๒/๒๐/๑๙.
อินทรียสังวร๘๓
ความหมายและลักษณะของการมีอินทรียสังวร
ความหมายแห่งอินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย ! อินทรีย์หกเหล่านี้มีอยู่. หกเหล่าไหนเล่า ? หกอย่างคือ
อินทรีย์คือตา, อินทรีย์คือหู, อินทรีย์คือจมูก, อินทรีย์คือลิ้น, อินทรีย์กาย, อินทรีย์คือใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดแจ้งตามเป็นจริง
ซึ่งความเกิดขึ้น (สมุทัย)
ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ)
ซึ่งรสอร่อย (อัสสาทะ)
ซึ่งโทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ)
และซึ่งอุบายเครื่องออก (นิสสรณะ) แห่งอินทรีย์หกเหล่านี้;
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้เราเรียกว่าเป็นโสดาบัน
มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพานจักตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า.มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๑/๙๐๒.
อินทรียสังวร๘๕
ลักษณะของผู้สำรวมอินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไรเล่า ?ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, และได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วก็ไม่รวบถือเอาทั้งหมด (โดยนิมิต)และไม่แยกถือเอาเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ),
อกุศลธรรมอันเป็นบาปคืออภิชฌาและโทมนัสมักไหลไปตามภิกษุ
ผู้ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุเธอก็ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
เธอรักษาและถึงความสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๕๐/๓๗.
ผู้ที่ถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัย
ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยองค์คุณ๑๑อย่างเหล่านี้แล้ว
ย่อมเหมาะสมที่จะเลี้ยงโคทำให้เพิ่มกำไรได้. องค์คุณ๑๑อย่างนั้นคืออะไรบ้างเล่า ?
คือคนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ปิดแผล, ...
ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยองค์คุณเหล่านี้แล้ว
ย่อมเหมาะสมที่จะเลี้ยงโคทำให้เพิ่มกำไรได้, ข้อนี้ฉันใด;
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์คุณเหล่านี้แล้วย่อมเหมาะสมที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ฉันนั้น...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขางเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อดกลั้นได้ (นาธิวาเสติ)
ละ (ปชหติ)
บรรเทา (วิโนเทติ)
ทำให้สิ้นสุด (พฺยนฺตีกโรติ)
ทำให้หมดสิ้น (อนภาวํคเมติ)
อินทรียสังวร๘๗
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขางเป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผลเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ก็ไม่มีจิตยึดถือเอาทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)
และไม่ถือเอาโดยการแยกเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
อกุศลธรรมอันเป็นบาปคืออภิชฌาและโทมนัสมักไหลไปตามภิกษุ
ผู้ไม่สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ,เธอก็ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
เธอรักษาและถึงการสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ปิดแผลเป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ยกมาให้เห็นเพียง๒จากทั้งหมด๑๑คุณสมบัติ)
เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๘๑/๒๒๔.
อินทรียสังวร๘๙
รูปแบบการละความเพลินในอารมณ์โดยวิธีอื่นกระจายซึ่งผัสสะ
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณย่อมมีขึ้นเพราะอาศัยธรรมสองอย่าง.
สองอย่างอะไรเล่า? สองอย่างคือ,
ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วยซึ่งรูปทั้งหลายด้วยจักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น.
จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
รูปทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น :
ธรรมทั้งสองอย่างนี้แลเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย
ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
จักขุวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ,
แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวน
มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! จักขุวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว
เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้จักขุวิญญาณเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.
อินทรียสังวร๙๑
ภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อมความประชุมพร้อมความมาพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) ๓อย่างเหล่านี้อันใดแล;
ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่าจักขุสัมผัส. ภิกษุทั้งหลาย !
แม้จักขุสัมผัสก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น.เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุสัมผัส,แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! จักขุสัมผัสเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้จักขุสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.(ในกรณีแห่งโสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, กายวิญญาณ, ก็มีนัยเดียวกัน).
ภิกษุทั้งหลายเพราะอาศัยซึ่งมโนด้วยซึ่งธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยมโนวิญญาณจึงเกิดขึ้นมโนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
ธรรมารมณ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น :ธรรมทั้งสองอย่างนี้แลเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย
ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
มโนวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนวิญญาณ,แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! มโนวิญญาณเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้มโนวิญญาณเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.ภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อมความประชุมพร้อมความมาพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย (มโน+ธรรมารมณ์+มโนวิญญาณ) ๓อย่างเหล่านี้อันใดแล;
ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่ามโนสัมผัส. ภิกษุทั้งหลาย !
แม้มโนสัมผัสก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น.
เหตุอันใดก็ตามปัจจัยอันใดก็ตามเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัส,
แม้เหตุอันนั้นแม้ปัจจัยอันนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวน
มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ภิกษุทั้งหลาย ! มโนสัมผัสเกิดขึ้นแล้ว
เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้มโนสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน
อินทรียสังวร๙๓
ภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก (เวเทติ),
ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ),
ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) :
แม้ธรรมทั้งหลายอย่างนี้เหล่านี้ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย
ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนมีความเป็นไปโดยประการอื่น;
สฬา. สํ. ๑๘/๘๕/๑๒๔-๗.
ตามแนวแห่งสัมมาสังกัปปะ
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆมาก
จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้นๆ :
ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงกามวิตกมาก
ก็เป็นอันว่าละเนกขัมมวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก
จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในกาม
ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงพ๎ยาปาทวิตกมาก
ก็เป็นอันว่าละอัพ๎ยาปาทวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งพ๎ยาปาทวิตก
จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท
ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงวิหิงสาวิตกมาก
ก็เป็นอันว่าละอวิหิงสาวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งวิหิงสาวิตก
จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก
อินทรียสังวร๙๕
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารทคือเดือนสุดท้ายแห่งฤดูฝนคนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้า
เขาต้องตีต้อนห้ามกันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหารการถูกจับกุมการถูกปรับไหมการติเตียนเพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุ,ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุทั้งหลาย ! ถึงเราก็ฉันนั้น
ได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทรามเศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย,
เห็นอานิสงส์ในการออกจากกามความเป็นฝักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอย่างนี้
เนกขัมมวิตกย่อมเกิดขึ้น .... อัพ๎ยาปาทวิตกย่อมเกิดขึ้น....อวิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้น.
เราย่อมรู้แจ้งชัดว่าอวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว
ก็อวิหิงสาวิตกนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่นหรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายแต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญาไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น
เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพานแม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดคืนก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ
แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวันหรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวันก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่าเมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนักกายก็เมื่อยล้าเมื่อกายเมื่อยล้าจิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิตอ่อนเพลียจิตก็ห่างจากสมาธิ,เพราะเหตุนั้นเราจึงดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายในกระทำให้มีอารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? เพราะเราประสงค์อยู่ว่าจิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลยดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดๆมาก
จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่านั้นๆ
ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมาก
ก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก
จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม
ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอัพ๎ยาปาทวิตกมาก
ก็เป็นอันว่าละพ๎ยาปาทวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากในอัพ๎ยาปาทวิตก
จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่พยาบาท
ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกมาก
ก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก
อินทรียสังวร๙๗
จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน
ข้าวกล้าทั้งหมดเขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้วคนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้.
เมื่อเขาไปพักใต้ร่มไม้หรือไปกลางทุ่งแจ้งๆพึงทำแต่ความกำหนดว่า
นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันนั้นเหมือนกัน.มู. ม. ๑๒/๒๓๒-๒๓๖/๒๕๒.
อินทรียสังวร๙๙
ย่อมยุบย่อมไม่ก่อย่อมขว้างทิ้งย่อมไม่ถือเอาซึ่ง... ขันธ์๕
ภิกษุทั้งหลาย !สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมตามระลึกถึงซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้าหรือขันธ์ใดขันธ์หนึ่งแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้านั้น. ห้าอย่างไรกันเล่า ? ห้าคือ
ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งรูปนั่นเทียวว่า
“ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งเวทนานั่นเทียวว่า
“ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งสัญญานั่นเทียวว่า
“ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งสังขารนั่นเทียวว่า
“ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! เขาเมื่อตามระลึกย่อมตามระลึกถึงซึ่งวิญญาณนั่นเทียวว่า“ในอดีตกาลนานไกลเราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้” ดังนี้บ้าง.
๑๐๐ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่ารูป ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมสลาย (รุปฺปติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่ารูป
สลายเพราะอะไร ? สลายเพราะความเย็นบ้างเพราะความร้อนบ้างเพราะความหิวบ้างเพราะความระหายบ้างเพราะการสัมผัสกับเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานบ้าง
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมสลายเหตุนั้นจึงเรียกว่ารูป
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าเวทนา ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นอันบุคคลรู้สึกได้ (เวทยติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่าเวทนา
รู้สึกซึ่งอะไร ? รู้สึกซึ่งสุขบ้างซึ่งทุกข์บ้างซึ่งอทุกขมสุขบ้าง
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นอันบุคคลรู้สึกได้เหตุนั้นจึงเรียกว่าเวทนา
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าสัญญา ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมหมายรู้ได้พร้อม (สญฺชานาติ)
เหตุนั้นจึงเรียกว่าสัญญา. หมายรู้ได้พร้อมซึ่งอะไร ?
หมายรู้ได้พร้อมซึ่งสีเขียวบ้างซึ่งสีเหลืองบ้างซึ่งสีแดงบ้างซึ่งสีขาวบ้าง
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมหมายรู้ได้พร้อมเหตุนั้นจึงเรียกว่าสัญญา
อินทรียสังวร๑๐๑
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าสังขาร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมปรุงแต่ง (อภิสงฺขโรนฺติ) ให้เป็นของปรุงแต่งเหตุนั้นจึงเรียกว่าสังขาร. ปรุงแต่งอะไรให้เป็นของปรุงแต่ง ?
ปรุงแต่งรูปให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นรูป
ปรุงแต่งเวทนาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นเวทนา
ปรุงแต่งสัญญาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสัญญา
ปรุงแต่งสังขารให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสังขาร
ปรุงแต่งวิญญาณให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นวิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมปรุงแต่งให้เป็นของปรุงแต่งเหตุนั้นจึงเรียกว่าสังขาร
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่าวิญญาณ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมรู้แจ้ง (วิชานาติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่าวิญญาณ
รู้แจ้งซึ่งอะไร ? รู้แจ้งซึ่งความเปรี้ยวบ้างซึ่งความขมบ้างซึ่งความเผ็ดร้อนบ้างซึ่งความหวานบ้างซึ่งความขื่นบ้างซึ่งความไม่ขื่นบ้างซึ่งความเค็มบ้างซึ่งความไม่เค็มบ้าง
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้นย่อมรู้แจ้งเหตุนั้นจึงเรียกว่าวิญญาณ
๑๐๒ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย !ในขันธ์ทั้งห้านั้นอริยสาวกผู้มีการสดับย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ชัดดังนี้ว่า“ในกาลนี้เราถูกรูปเคี้ยวกินอยู่, แม้ในอดีตกาลนานไกลเราก็ถูกรูปเคี้ยวกินแล้วเหมือนกับที่ถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ในกาลนี้ฉันใดก็ฉันนั้น.ถ้าเราเพลิดเพลินรูปในอนาคต, แม้ในอนาคตนานไกลเราก็จะถูกรูปเคี้ยวกิน
เหมือนกับที่เราถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ในกาลนี้ฉันใดก็ฉันนั้น”.
อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่เพ่งต่อรูปอันเป็นอดีตไม่เพลิดเพลินรูปอนาคตย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับไม่เหลือแห่งรูปอันเป็นปัจจุบัน.
(ในกรณีแห่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณทรงตรัสไว้อย่างเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจะสำคัญความสำคัญข้อนี้ว่าอย่างไร
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
“ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า !”
สิ่งใดที่ไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
“เป็นทุกข์พระเจ้าข้า !”
สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาควรหรือหนอ ?
ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า 'นั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นอัตตาของเรา' ดังนี้.
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า !”
(ในกรณีแห่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณมีการถามตอบแบบเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)
อินทรียสังวร๑๐๓
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้
รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันมีในภายในหรือภายนอกก็ตามหยาบหรือละเอียดก็ตามเลวหรือประณีตก็ตามมีในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตามรูปทั้งหมดนั้นบุคคลควรเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า
“นั่นไม่ใช่ของเรานั่นไม่ใช่เป็นเรานั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” ดังนี้.
(ในกรณีแห่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณทรงตรัสไว้อย่างเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า
เธอย่อมยุบ - ย่อมไม่ก่อ ; ย่อมขว้างทิ้ง - ย่อมไม่ถือเอา;
ย่อมทำให้กระจัดกระจาย - ย่อมไม่ทำให้เป็นกอง ; ย่อมทำให้มอด - ย่อมไม่ทำให้โพลง.
อริยสาวกนั้นย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อซึ่งอะไร ?
เธอย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.
อริยสาวกนั้นย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอาซึ่งอะไร ?
เธอย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอาซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.
อริยสาวกนั้นย่อมทำให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่ทำให้เป็นกองซึ่งอะไร?
เธอย่อมทำให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่... ซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.
อริยสาวกนั้นย่อมทำให้มอด-ย่อมไม่ทำให้ลุกโพลงซึ่งอะไร ?
เธอย่อมทำให้มอด-ย่อมไม่ทำให้ลุกโพลงซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปแม้ในเวทนาแม้ในสัญญาแม้ในสังขารแม้ในวิญญาณ.เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด,
เพราะความคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น,
เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว.
อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า
“ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ (ผู้ซึ่งหลุดพ้นแล้ว) นี้เราเรียกว่า
ไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่แต่เป็นอันว่ายุบแล้ว-ดำรงอยู่;
ไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งแล้ว-ดำรงอยู่;
ไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำให้เป็นกองอยู่แต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายแล้ว-ดำรงอยู่;
ไม่ทำให้มอดอยู่-ไม่ทำให้โพลงอยู่แต่เป็นอันว่าทำให้มอดแล้ว-ดำรงอยู่.
ภิกษุนั้นไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่
แต่เป็นอันว่ายุบซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?
เธอไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่แต่เป็นอันว่ายุบซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่
อินทรียสังวร๑๐๕
ภิกษุนั้นไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่
แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?
เธอไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่
แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่.
ภิกษุนั้นไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำให้เป็นกองอยู่
แต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?
เธอไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำให้เป็นกองอยู่แต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่ภิกษุนั้นไม่ทำให้มอดอยู่-ไม่ทำให้โพลงอยู่
แต่เป็นอันว่าทำให้มอดซึ่งอะไรแล้วดำรงอยู่ ?
เธอไม่ทำให้มอดอยู่-ไม่ทำให้โพลงอยู่
แต่เป็นอันว่าทำให้มอดซึ่งรูปซึ่งเวทนาซึ่งสัญญาซึ่งสังขารซึ่งวิญญาณแล้วดำรงอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งอินทร์พรหมและปชาบดี
ย่อมนมัสการภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้มาจากที่ไกลเทียวกล่าวว่า
“ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ! ข้าแต่ท่านบุรุษผู้สูงสุด ! ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านเพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะทราบสิ่งซึ่งท่านอาศัยแล้วเพ่งของท่าน” ดังนี้ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕-๑๑๐/๑๕๘-๑๖๔.
เห็นประจักษ์ตามความเป็นจริงสัตว์โลกนี้เกิดความเดือนร้อนแล้วมีผัสสะบังหน้าย่อมกล่าวซึ่งโรคนั้นโดยความเป็นตนเขาสำคัญสิ่งใดโดยความเป็นประการใดแต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่นจากที่เขาสำคัญนั้นสัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพถูกภพบังหน้าแล้ว
มีภพโดยความเป็นอย่างอื่นจึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใดสิ่งนั้นก็เป็นภัย
เขากลัวต่อสิ่งใดสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.
พรหมจรรย์นี้อันบุคคลย่อมประพฤติก็เพื่อการละขาดซึ่งภพนั้นเอง.
สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดกล่าวความหลุนพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ;
เรากล่าวว่าสมณะทั้งปวงนั้นมิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดกล่าวความออกไปได้จากภพว่ามีได้เพราะวิภพ;
เรากล่าวว่าสมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้นก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.
อินทรียสังวร๑๐๗
ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่งอุปธิทั้งปวง.
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ไม่มีก็เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง.
ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว;และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้นย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใดอันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง
เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง;
ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้นไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่;
เขาย่อมละภวตัณหาได้และไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหาด้วย.
ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวงนั้นคือนิพพานภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้นผู้ดับเย็นสนิทแล้วเพราะไม่มีความยึดมั่น.
ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำมารได้แล้วชนะสงครามแล้ว
ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้วเป็นผู้คงที่ดังนี้แล.อุ. ขุ. ๒๕/๑๒๑/๘๔.
พึงเห็นว่าชีวิตนั้นแสนสั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ฝ่ายภิกษุพวกที่เจริญมรณสติอย่างนี้
ว่า “โอหนอเราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะฉันอาหารเสร็จเพียงคำเดียวเราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
การปฏิบัติตามคำสอนควรทำให้มากแล้วหนอ” ดังนี้ก็ดี,
ว่า “โอหนอเราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออกหรือชั่วหายใจออกแล้วหายใจเข้า
เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.
การปฏิบัติตามคำสอนควรทำให้มากแล้วหนอ” ดังนี้ก็ดี
ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว,
เป็นผู้เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริง.
อินทรียสังวร๑๐๙
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่า“เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นอยู่,
จักเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริง” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล
อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๒๗/๑๗๐.
อินทรียสังวร๑๑๑
ผลที่สุดของการละความเพลินในอารมณ์ผู้ได้ชื่อว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
อานนท์ ! อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตราอินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัยเป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ในกรณีนี้
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา.
ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า
“อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต)
เป็นของหยาบๆ (โอฬาริก)
เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจสมุปฺปนฺน) ;
แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคืออุเบกขา” ดังนี้.
(เมื่อรู้ชัดอย่างนี้)อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ - เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อินทรียสังวร๑๑๓
อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ - เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจอันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคนอุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อานนท์ ! นี้แลเราเรียกว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัยในกรณีแห่งรูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.
(ในกรณีแห่งเสียงที่รู้แจ้งด้วยโสตะกลิ่นที่รู้แจ้งด้วยฆานะรสที่รู้แจ้งด้วยชิวหาโผฎฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยผิวกายและธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจทรงตรัสอย่างเดียวกันต่างกันแต่อุปมาแห่งความเร็วในการดับแห่งอารมณ์นั้นๆ, คือ
กรณีเสียงเปรียบด้วยความเร็วแห่งการดีดนิ้วมือ,
กรณีกลิ่นเปรียบด้วยความเร็วแห่งหยดน้ำตกจากใบบัว,
กรณีรสเปรียบด้วยความเร็วแห่งน้ำลายที่ถ่มจากปลายลิ้นของคนแข็งแรง,
กรณีโผฏฐัพพะเปรียบด้วยความเร็วแห่งการเหยียดแขนพับแขนของคนแข็งแรง,
กรณีธรรมารมณ์เปรียบด้วยความเร็วแห่งการแห้งของหยดน้ำบนกระทะเหล็กที่ร้อนแดงอยู่ตลอดวัน)อุปริ. ม. ๑๔/๕๔๒–๕๔๕/๘๕๖–๘๖๑.
ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้นผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น
ภิกษุทั้งหลาย !ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้น ; ผู้ไม่เข้าไปหาเป็นผู้หลุดพ้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอารูปตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสัญญาตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสังขารตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
อินทรียสังวร๑๑๕
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“เราจักบัญญัติซึ่งการมาการไปการจุติการอุบัติ
ความเจริญความงอกงามและความไพบูลย์ของวิญญาณ
โดยเว้นจากรูปเว้นจากเวทนาเว้นจากสัญญาและเว้นจากสังขาร”
ดังนี้นั้น. นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุในเวทนาธาตุในสัญญาธาตุ
ในสังขารธาตุในวิญญาณธาตุเป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว
เพราะละราคะได้อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลงที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นก็ไม่งอกงามหลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไปก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่นก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเองก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหวก็ปรินิพพานเฉพาะตน
ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๖/๑๐๕.
เพราะไม่เพลินจึงละอนุสัยทั้ง๓ได้
ภิกษุทั้งหลาย !เพราะอาศัยตาด้วยรูปทั้งหลายด้วยจึงเกิดจักขุวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยหูด้วยเสียงทั้งหลายด้วยจึงเกิดโสตวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยจมูกด้วยกลิ่นทั้งหลายด้วยจึงเกิดฆานวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยลิ้นด้วยรสทั้งหลายด้วยจึงเกิดชิวหาวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
อินทรียสังวร๑๑๗
เพราะอาศัยกายด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วยจึงเกิดกายวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัยใจด้วยธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย
จึงเกิดเวทนาอันเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้นเมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่
ย่อมไม่เพลิดเพลินย่อมไม่พร่ำสรรเสริญไม่เมาหมกอยู่;
อนุสัยคือราคะย่อมไม่ตามนอน (ตสฺสราคานุสโยนานุเสติ) แก่บุคคลนั้น.
เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่
เขาย่อมไม่เศร้าโศกย่อมไม่ระทมใจย่อมไม่คร่ำครวญ
ย่อมไม่ตีอกร่ำไห้ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่;
อนุสัยคือปฏิฆะย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
๑๑๘ตามดูไม่ตามไป
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่
เขาย่อมรู้ตามเป็นจริง
ซึ่งสมุทยะ (เหตุเกิด) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัตถังคมะ (ความดับไม่เหลือ) แห่งเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย;
อนุสัยคืออวิชชาย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ
(สุขายเวทนายราคานุสยํปหาย)
ละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาเสียได้แล้ว
(ทุกฺขายเวทนายปฏิฆานุสยํปฏิวิโนเทตฺวา)
บรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว
(อทุกฺขมสุขายเวทนายอวิชฺชานุสยํสมูหนิตฺวา)
ถอนอวิชชานุสัยอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้ว;
อินทรียสังวร๑๑๙
(อวิชฺชํปหายวิชฺชํอุปฺปาเทตฺวา)
เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้วและทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้แล้ว;
(ทิฏฺเฐวธมฺเมทุกฺขสฺสนฺตกโรภวิสฺสตีติ)
เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (รู้เห็นได้เลย) นี้ได้นั้น;
(ฐานเมตํวิชฺชติฯ)
ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๘/๘๒๓.
ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในรูป
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในเวทนา
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสัญญา
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสังขารทั้งหลาย
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในวิญญาณ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
อินทรียสังวร๑๒๑
เรากล่าวว่า
“ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๕.
๑๒๒ตามดูไม่ตามไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ...(ทรงตรัสกรณีเพลินแล้วทรงตรัสกรณีไม่เพลินต่อเทียบกัน)...ส่วนผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในจักษุ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในโสตะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในฆานะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในชิวหา
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในกายะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
อินทรียสังวร๑๒๓
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในมนะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่าผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ...(ทรงตรัสกรณีเพลินแล้วทรงตรัสกรณีไม่เพลินต่อเทียบกัน)...ส่วนผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในรูป
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในเสียง
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในกลิ่น
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
๑๒๔ตามดูไม่ตามไป
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในรส
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในโผฏฐัพพะ
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในธรรมารมณ์
ผู้นั้นเท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า
ผู้ใดไม่เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ดังนี้.สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙-๒๐.
อินทรียสังวร๑๒๕
ลักษณะของบุคคลสี่ประเภท
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลสี่จำพวกเหล่านี้มีอยู่หาได้อยู่ในโลก. สี่จำพวกอย่างไรเล่า? สี่จำพวกคือ
กายออกแต่จิตไม่ออก (นิกฺกฏฺฐกาโยอนิกฺกฏฺฐจิตฺโต)
กายไม่ออกแต่จิตออก (อนิกฺกฏฺฐกาโยนิกฺกฏฺฐจิตฺโต)
กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (อนิกฺกฏฺฐกาโยจอนิกฺกฏฺฐจิตฺโตจ)
กายก็ออกจิตก็ออก (นิกฺกฏฺฐกาโยจนิกฺกฏฺฐจิตฺโตจ)
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายออกแต่จิตไม่ออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งกามวิตกบ้างซึ่งพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลบุคคลกายออกแต่จิตไม่ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายไม่ออกแต่จิตออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้างซึ่งอัพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งอวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลกายไม่ออกแต่จิตออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งกามวิตกบ้างซึ่งพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลบุคคลที่กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ชื่อว่ากายก็ออกจิตก็ออกเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้บุคคลบางคนเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าทึบ,ในที่นั้นๆเขาวิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้างซึ่งอัพ๎ยาปาทวิตกบ้างซึ่งอวิหิงสาวิตกบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แลบุคคลที่กายก็ออกจิตก็ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล๔จำพวกเหล่านี้แลมีอยู่หาได้อยู่ในโลก.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๕/๑๓๘.
อินทรียสังวร๑๒๗
ข้อย้ำเตือนจากพระตถาคต
ความไม่ประมาทยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่มองเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นหรืออกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วย่อมเสื่อมสิ้นไป, เหมือนความไม่ประมาทนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว,
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นและอกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้วก็เสื่อมสิ้นไป.เอก. อํ. ๒๐/๑๓/๖๐.
อินทรียสังวร๑๒๙
พินัยกรรมของพระสังฆบิดา
ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้ตถาคตขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
นี่แลเป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า
มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.
อินทรียสังวร๑๓๑
บันทึกท้ายเล่ม
จิตมีตัณหาภพ,ชาติผูกกับอารมณ์ชรามรณะ
(เกิดขึ้น) (เพลินตั้งอยู่) (ดับไป)อินทรียสังวรจึงเป็นหลักการแห่งความไม่ประมาทที่ตรัสไว้ด้วยการดับเหตุ
ที่จะเป็นไปเพื่อชราและมรณะอันเป็นที่มาของการ “ตามดูไม่ตามไป”
ที่แสดงให้เห็นด้วยพุทธวจนกว่า๖๐พระสูตรบ่งบอกถึงความสอดรับกันของพุทธวจนคือคำตถาคตที่เป็นอินทรียสังวรอันเป็นตัวชี้วัดของความเป็นผู้ไม่ประมาทและเป็นการยืนยันภายใต้หลักการแห่งมหาปเทส๔ (หลักการตรวจสอบว่าเป็นคำตถาคตหรือไม่คือหลักที่ตถาคตบัญญัติไว้เพื่อใช้วัดสอบว่าเป็นคำของพระองค์จริงหรือไม่จริงโดยนำเนื้อความหลักการนั้นไปเทียบเคียงในพุทธวจนบทอื่นๆว่าเข้ากันได้ลงกันได้สอดรับกันได้หรือไม่ถ้าสอดรับกันได้
นำไปสู่อารมณ์ปรากฏขึ้นแล้วจนกระทั่งดับเสียให้ได้ดับเสียให้ได้
นี้คือวงจรของจิตอันเป็นสังสารวัฏฏ์
ก็ใช่คำของพระองค์แต่ถ้าไม่สอดรับกันก็แสดงว่าไม่ใช่คำของพระองค์
ให้ละทิ้งเนื้อความหลักการนั้นไปเสีย)หวังว่าผู้ปฎิบัติทั้งหลายที่เทิดทูนเคารพและกตัญญูบูชาพระศาสดาคงจะได้เห็นความชัดเจนในหลักการอันเป็นระเบียบถ้อยคำของพระตถาคตชัดแจ้งด้วยตนเองและร่วมแรงใจปฏิบัติตามพระองค์เพื่อแสดงออกถึง“ความกตัญญู” และ “บูชา” ในโอกาสอีก๒ปีจะครบวาระ“๒๖๐๐ปีของการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”__
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี