โครงการธรรมศึกษาวิจัย

อินทรียสังวร

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑

๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

อินทรียสังวร

การปฏิบัติที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา “แล้วแต่จริต” และ “ไปถึงที่หมายเดียวกัน”โดยละเลยการทำความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนว่าอะไรอย่างไรในความแตกต่างนั้นอินทรียสังวร๓

เหตุการณ์ทั้ง๒นี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับอริยสาวกผู้ประกอบพร้อมด้วยโสตาปัตติยังคะ๔  ผู้ถึงซึ่งศรัทธาอย่างไม่หวั่นไหวในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในพระธรรมในพระสงฆ์เป็นอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ถึงการนับว่าเป็นคนของพระพุทธเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัยแล้วย่อมที่จะรู้ด้วยอสาธารณญาณโดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกจากใครอื่นว่าธรรมะที่ถูกบัญญัติโดยพระพุทธเจ้านั้นจะมีคุณลักษณะคล้องเกลียวเชื่อมโยงเป็นหนึ่ง

“ภิกษุทั้งหลายนับแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณจนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วย  อนุปทิเสสนิพพานธาตุตลอดเวลาระหว่างนั้นตถาคตได้กล่าวสอนพร่ำสอนแสดงออกซึ่งถ้อยคำใดถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้นไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย”อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.

ไปก่อนพุทธปรินิพพานทรงรับสั่งไว้กับพระอานนท์เถระว่าความสอดคล้องเข้ากันเป็นหนึ่งนี้ให้ใช้เป็นหลักมาตรฐานในการตรวจสอบว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่พระธรรมวินัย (มหาปเทส๔)ยิ่งไปกว่านั้นทรงระบุไว้ด้วยว่าหากรู้แล้วว่าไม่ใช่พระธรรมวินัยให้เราละทิ้งสิ่งนั้นไปเสียความสามารถในการใช้บทพยัญชนะที่มีอรรถะ(ความหมาย) สอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียวนี้เป็นพุทธวิสัยมิใช่สาวกวิสัยทั้งนี้เพราะเหตุคือความต่างระดับชั้นกันของบารมีที่สร้างสมมาพระตถาคตสร้างบารมีมาในระดับพุทธภูมิเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะพระสาวกสร้างบารมีในระดับสาวกภูมิเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสในการเป็นสาวกในธรรมวินัยนี้

ที่มาที่ไปของคำว่าดูจิตหรือตามดูตามรู้ฯไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนที่จะสืบค้นตัวสูตรที่เป็นพุทธวจนเพื่อใช้ตรวจสอบเทียบเคียงตามหลักมหาปเทสก็มีอยู่ใช่หรือไม่ว่าปัญหาที่แท้จริงทั้งกับในกรณีนี้และอื่นๆทำนองเดียวกันนี้คือความขี้เกียจความมักง่ายของชาวพุทธนั่นเองที่ไม่อยากเข้าไปลงทุนลงแรงศึกษาสืบค้นพุทธวจนแล้วไปคาดหวังลมๆแล้งๆว่าน่าจะมีใครสักคนหนึ่งหรือสองคนที่มีความสามารถพิเศษคิดค้นย่นย่อหลักธรรมที่พระตถาคตบัญญัติไว้เป็นสวากขาโตแล้วนั้นให้ง่ายสั้นลงกว่าได้การเชื่อเช่นนี้เป็นลักษณะความเชื่อของปุถุชนผู้มิได้สดับ- มิได้เห็นพระอริยเจ้า -

ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า - ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้าจึงไม่ทราบว่าพระสาวกมีภูมิธรรมจำกัดอยู่เพียงแค่เป็นผู้เดินตามมรรคที่พระตถาคตบัญญัติไว้เท่านั้น

(มคฺคานุคาจภิกฺขเวเอตรหิสาวกาวิหรนฺติปจฺฉาสมนฺนาคตา)

อินทรียสังวร

ผู้ที่สร้างบารมีมาในระดับสาวกภูมิไม่มีความสามารถในการคิดสร้างมรรคขึ้นเองไม่เว้นแม้แต่พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา (ปญฺญาวิมุตฺเตนภิกฺขุนาติ) ก็ตามพระพุทธเจ้า (อรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธ) ในฐานะพระศาสดานั้นมีคุณสมบัติเหนือไปกว่าคือทรงเป็นผู้รู้มรรค (มคฺคญฺญู) รู้แจ้งในมรรค (มคฺควิทู) และเป็นผู้ฉลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท)พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าสูตรใดๆก็ตามที่แต่งขึ้นใหม่ในภายหลังแม้จะมีความสละสลวยวิจิตรเป็นของนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวกให้เราไม่สำคัญตนว่าเป็นสิ่งที่ควรเล่าเรียนศึกษาในทางกลับกันคำกล่าวของตถาคตอันมีความหมายลึกซึ้งนั้นให้เราสำคัญตนว่าเป็นสิ่งที่ควรเล่าเรียนศึกษาและให้พากันเล่าเรียนศึกษาคำของตถาคตนั้นแล้วให้ไต่ถามทวนถามกันและกันในเรื่องนั้นๆว่าพระพุทธเจ้าทรงกล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างไรข้างต้นนี้คือวิธีการเปิดธรรมที่ถูกปิดด้วยพุทธวจนและชาวพุทธที่มีการศึกษาในลักษณะนี้(ปฏิปุจฺฉาวินีตาปริสาโนอุกฺกาจิตวินีตา) พระพุทธองค์ทรงเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทอันเลิศในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นแบ่งฐานที่ตั้งแห่งสติออกเป็น๔ฐานคือกายเวทนาจิตธรรมโดยแต่ละฐานมีรายละเอียดระบุชัดเจนว่าปฏิบัติอย่างไรขอบเขตแค่ไหนและจบลงอย่างไรผู้ที่ศึกษาพุทธวจนโดยละเอียดรอบคอบย่อมที่จะเข้าใจแง่มุมต่างๆโดยลึกซึ้งครบถ้วนและย่อมที่จะรู้ได้ว่าความแตกต่างในมรรควิธีมีได้แต่ไม่ใช่มีโดยสะเปะสะปะไร้เงื่อนไขขอบเขต

หากแต่มีได้หลากหลายได้ภายใต้พุทธบัญญัติซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงสอดคล้องเป็นหนึ่งผลอานิสงส์มุ่งหมายในที่สุดก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีอันหลากหลายภายใต้ความเป็นหนึ่งนี้

ในวาระนี้จะขอยกหมวดของจิตตานุปัสสนาคือการตามเห็นในกรณีของจิตขึ้นเป็นตัวอย่างปัจจุบันมีผู้ที่ดูจิตหรือดูอาการของจิตโดยใช้คำอธิบายสภาวะของจิตซึ่งบัญญัติขึ้นใหม่เองแล้วหลงเข้าใจไปว่าการฝึกตามดูตามรู้สภาวะนั้นๆไปเรื่อยๆคือการเจริญสติคือการดูจิต

หากพิจารณาโดยแยบคายแล้วคำเรียกอาการของจิตที่คิดขึ้นใหม่เองทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพียงการตั้งชื่อเรียกอารมณ์อันมีประมาณต่างๆและการตามเห็นสภาวะนั้นๆไปเรื่อยๆก็คือการฝึกผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน (ฝึกจิตให้มีสัญโญคะ)จะด้วยเหตุอย่างไรก็ตามแต่ระบบคำเรียกที่ต่างกันตรงนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่หากเทียบในระดับความละเอียดของจิตแล้วองศาที่เบี่ยงเพียงเล็กน้อยณจุดตรงนี้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สุดในการปฏิบัติคืออานิสงส์มุ่งหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นัยยะหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้เราตามเห็นจิต (จิตฺตานุปสฺสนา) แท้จริงแล้วก็เพื่อให้เห็นเหตุเกิดและเสื่อมไปโดยอาศัยการตามเห็น “อาการของจิต” เพียงแค่๘คู่อาการเท่านั้น

อินทรียสังวร

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้

(๑) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีราคะว่า “จิตมีราคะ”

(๒) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากราคะว่า “จิตปราศจากราคะ”

(๓) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะว่า “จิตมีโทสะ”

(๔) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากโทสะว่า “จิตปราศจากโทสะ”

(๕) รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโมหะว่า “จิตมีโมหะ”

(๖) รู้ชัดซึ่งจิตอันปราศจากโมหะว่า “จิตปราศจากโมหะ”

(๗) รู้ชัดซึ่งจิตอันหดหู่ว่า “จิตหดหู่”

(๘) รู้ชัดซึ่งจิตอันฟุ่งซ่านว่า “จิตฟุ้งซ่าน”

(๙) รู้ชัดซึ่งจิตอันถึงความเป็นจิตใหญ่ว่า “จิตถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตใหญ่”

(๑๐) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่ถึงความเป็นจิตใหญ่ว่า “จิตไม่ถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตใหญ่”

(๑๑) รู้ชัดซึ่งจิตอันยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าว่า “จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า”

(๑๒) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าว่า “จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า”

(๑๓) รู้ชัดซึ่งจิตอันตั้งมั่นว่า “จิตตั้งมั่น”

(๑๔) รู้ชัดซึ่งจิตอันไม่ตั้งมั่นว่า “จิตไม่ตั้งมั่น”

(๑๕) รู้ชัดซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้วว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว”

(๑๖) รู้ชัดซึ่งจิตอันยังไม่หลุดพ้นว่า “จิตยังไม่หลุดพ้น”

ด้วยอาการอย่างนี้แลที่ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตฺเตจิตฺตานุปสฺสีวิหรติ)อันเป็นภายในอยู่บ้าง, ในจิตอันเป็นภายนอกอยู่บ้าง, ในจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ;และเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นในจิตอยู่บ้าง,

เห็นธรรมเป็นเหตุเสื่อมไปในจิตอยู่บ้าง,

เห็นธรรมเป็นเหตุทั้งเกิดขึ้นและเสื่อมไปในจิตอยู่บ้าง ;

ก็แหละสติ(คือความระลึก) ว่า “จิตมีอยู่” ดังนี้ของเธอนั้น

เป็นสติที่เธอดำรงไว้เพียงเพื่อความรู้เพียงเพื่อความอาศัยระลึก.

ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้และเธอไม่ยึดมั่นอะไรๆในโลกนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปกติตามเห็นจิตในจิตอยู่แม้ด้วยอาการอย่างนี้.- มหาสติปัฏฐานสูตร๑๐/๓๓๑/๒๘๙.

อินทรียสังวร

จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้ามิได้ให้เราฝึกตามดูตามรู้เรื่องราวในอารมณ์ไปเรื่อยๆและการตามดูตามรู้ซึ่งจิต (จิตฺตานุปสฺสนา) จะต้องเป็นไปภายใต้๘คู่อาการนี้เท่านั้นสมมุติสถานการณ์ตัวอย่างเช่นในขณะที่เรากำลังโกรธอยู่

ในกรณีนี้หน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ได้คือ“รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะว่าจิตมีโทสะ”ไม่ใช่ไปตามดูตามรู้โทสะ (หรือรู้ในอารมณ์ที่จิตผูกติดอยู่) ในจิตอันมีโทสะขณะนั้นปัญหามีอยู่ว่าโดยธรรมชาติของจิตมันรู้ได้อารมณ์เดียวในเวลาเดียว (one at a time)ในขณะที่เรากำลังโกรธอยู่นั้นเราจึงต้องละความเพลินในอารมณ์ที่ทำให้เราโกรธเสียก่อนไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีทาง “รู้ชัดซึ่งจิตอันมีโทสะว่าจิตมีโทสะ” ได้เลยมีผัสสะจิตรับรู้อารมณ์มีสติละความเพลินรู้ชัดซึ่งจิตในระหว่างขั้นตอนข้างต้นถ้าเราสามารถเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นหรือเสื่อมไปในจิตได้การเห็นตรงนี้เรียกว่าวิปัสสนาซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่

โปรดสังเกตุสติปัฏฐานสี่ทุกหมวดจบลงด้วยการเห็นธรรมอันเป็นเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไปขั้นตอนของสติที่เข้าไปตั้งอาศัยในฐานทั้งสี่เป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่จุดหมาย  เมื่อผัสสะถูกต้องแล้วๆหากเราหลงเพลิน “รู้สึก” ตามไปเรื่อยๆนี่คืออนุสัย (ตามนอน)หากละความเพลินในอารมณ์แล้วมาเห็นจิตโดยอาการ๘คู่ข้างต้นนี่คืออนุปัสสนา(ตามเห็น)และถ้ามีการเห็นแจ้งในธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นและเหตุเสื่อมไปในจิตนี่คือวิปัสสนา (เห็นแจ้ง)ถ้าหากว่าเราไม่สามารถรู้ชัดซึ่งจิตโดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน๘คู่ข้างต้นได้ให้ดึงสติกลับมารู้ที่ฐานคือกายเช่นอิริยาบถหรือลมหายใจพลิกกลับเป็นกายานุปัสสนาอย่ามักง่ายไปคิดคำขึ้นใหม่เพื่อมาเรียกอารมณ์ที่จิตหลงอยู่ในขณะนั้นเพราะนั่นคือจุดเริ่มของการเบี่ยงออกนอกมรรควิธี (ไปใช้คำอธิบายอาการของจิตที่นอกแนวจากพุทธบัญญัติเป็นผลให้หลงเข้าใจได้ว่ากำลังดูจิตทั้งๆที่กำลังเพลินอยู่ในอารมณ์ขาดสติแต่หลงว่ามีสติ)นี้เป็นเพียงตัวอย่างของการตามเห็นในกรณีจิตตานุปัสสนาคือใช้จิตเป็นฐานที่ตั้งของสติ

ในกรณีของกายานุปัสสนาเวทนานุปัสสนาธรรมานุปัสสนาพึงศึกษาในลักษณะเดียวกันคือปฏิบัติตามพุทธวจนในกรณีนั้นๆให้ถูกต้องครบถ้วนทั้งโดยอรรถะและโดยพยัญชนะพระพุทธเจ้ามองเห็นธรรมชาติในจิตของหมู่สัตว์ในแบบของผู้ที่สร้างบารมีมาเพื่อบอกสอนการบัญญัติมรรควิธีจึงเป็นพุทธวิสัยหน้าที่ของเราในฐานะพุทธสาวกมีเพียงอย่างเดียวคือ

ปฏิบัติตามพุทธบัญญัติโดยระมัดระวังอย่างที่สุด

(มคฺคานุคาภิกฺขเวเอตรหิสาวกา)

เมื่อเข้าใจความหมายของการตามเห็น (อนุปสฺสนา) และการเห็นแจ้ง (วิปสฺสนา) แล้วทีนี้จะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้อัตราส่วน Ratio ของวิปัสสนาต่ออนุปัสสนามีค่าสูงที่สุด(คือเน้นการปฏิบัติที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อความลัดสั้นสู่มรรคผล)

อินทรียสังวร๑๑

ตัวแปรหลักที่เป็นกุญแจไขปัญหานี้คือสมาธิ

ตราบใดที่จิตยังซัดส่ายไปๆมาๆทั้งการอนุปัสสนาก็ดีและการวิปัสสนาก็ดีต่างก็ทำได้ยากพระพุทธเจ้าจึงทรงรับสั่งว่าให้เราเจริญสมาธิเพื่อให้ธรรมทั้งหลายปรากฏตามเป็นจริง

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ.

ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง.

ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงอย่างไร ?

ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป

ความเกิดและความดับแห่งเวทนา

ความเกิดและความดับแห่งสัญญา

ความเกิดและความดับแห่งสังขาร

ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ.- ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗-๑๘//๒๗.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตามความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตามย่อมมีไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ- มหา. สํ. ๑๙/๔๐๐/๑๓๒๕.

ความสงบแห่งจิต (สมถะ) นั้นจะต้องดำเนินไปควบคู่และเกื้อหนุนกับระดับความสามารถในการเห็นแจ้ง (วิปัสสนา)ซึ่งพระพุทธองค์เองได้ทรงตรัสเน้นย้ำในเรื่องนี้ไว้โดยตรงด้วย

ภิกษุทั้งหลาย.! ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นอย่างไรเล่า?

สมถะและวิปัสสนาเหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.- จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๔/๒๕๔.

อินทรียสังวร๑๓

ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งมีสองอย่างคือทั้งสมถะและวิปัสสนานั่นหมายความว่าทั้งสมถะและวิปัสสนาเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยปัญญาอันยิ่งในการได้มา  ดังนั้นใครก็ตามที่มีความสามารถในการทำจิตให้ตั่งมั้นได้บุคคลนั้นมีปัญญาอันยิ่งใครก็ตามที่จิตตั้งมั่นแล้วสามารถเห็นแจ้งในธรรมอันเป็นเหตุบุคคลนั้นมีปัญญาอันยิ่งสำหรับบางคนที่อาจจะเข้าใจความหมายได้ดีกว่าจากตัวอย่างอุปมาเปรียบเทียบ  พระพุทธองค์ได้ทรงยกอุปมาเปรียบเทียบไว้ในฌานสูตรว่าเหมือนกับการฝึกยิงธนูเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่ามีตัวแปรต่างๆที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องปรับให้สมดุลย์เช่นความนิ่งของกายวิธีการจับธนูการเล็งน้ำหนักและจังหวะในการปล่อยลูกศร

อุปมานี้พอจะทำให้เราเห็นภาพได้ดีในการเจริญสมถะวิปัสสนาด้วยปัญญาอันยิ่งว่าการเห็นแจ้งในธรรมอันเป็นเหตุนั้นจะต้องอาศัยความสมดุลต่างๆอย่างไรบ้าง หากจะพูดให้สั้นกระชับที่สุดการตามดูไม่ตามไปนี้แท้จริงแล้วคือการไม่ตามไปเพราะเมื่อไม่ตาม (อารมณ์อันมีประมาณต่างๆ) ไปมันก็เหลือแค่การตามดูที่ถูกต้องหลักการไม่ตามไปนี้ก็คือหลักการละนันทิซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับหลักอินทรีย์สังวร

ภิกษุมิคชาละฟังธรรมเรื่องการละนันทิแล้วหลีกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียวก็บรรลุอรหัตผลความเร็วในการละนันทิยังถูกใช้เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติจิตภาวนา(ดูความเชื่อมโยงได้ในเรื่องอินทรียสังวร, การไม่ประมาท, อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ)๑๔ตามดูไม่ตามไปหนังสือตามดูไม่ตามไปเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวพุทธโดยการคัดเลือกพุทธวจนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญสติเป็นจำนวนกว่า๖๐พระสูตร ซึ่งมีเนื้อหาสอดรับเชื่อมโยงคล้องเกลียวถึงกันเพื่อให้เราได้ศึกษาให้เข้าใจถึงมรรควิธีที่ถูกต้องทุกแง่มุมในความหลากหลายภายใต้ความเป็นหนึ่งจากพุทธบัญญัติโดยตรงขอให้บุญบารมีที่ได้สร้างมาของชาวพุทธผู้ที่กำลังถือหนังสือเล่มนี้อยู่จงเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านค้นพบคำตอบโดยแจ่มแจ้งในข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติที่ท่านอาจจะติดข้องอยู่และสำหรับบางท่านที่เข้าใจคลาดเคลื่อนปฏิบัติคลาดเคลื่อนไปบ้างมาแต่ทีแรกก็ขอให้ได้พบได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกและนำไปใช้ขยับปรับเปลี่ยนให้ตรงทางได้โดยเร็วสำหรับท่านที่ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลยก็ถือเป็นบุญกุศลที่ได้พบแผนที่ฉบับนี้แต่แรก คณะผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขอนอบน้อมสักการะต่อตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะและภิกษุสาวกในธรรมวินัยนี้ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงยุคปัจจุบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสืบทอดพุทธวจนคือธรรมและวินัยที่ทรงประกาศไว้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้ว คณะศิษย์พระตถาคต อินทรียสังวร๑๕

ผลเสียของการปล่อยจิตให้เพลินกับอารมณ์๑๖ตามดูไม่ตามไป

ก่อให้เกิดอนุสัยทั้ง

ภิกษุทั้งหลาย !เพราะอาศัยตาด้วยรูปทั้งหลายด้วยจึงเกิดจักขุวิญญาณการประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัยหูด้วยเสียงทั้งหลายด้วยจึงเกิดโสตวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัยจมูกด้วยกลิ่นทั้งหลายด้วยจึงเกิดฆานวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรม๓ประการนั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัยลิ้นด้วยรสทั้งหลายด้วยจึงเกิดชิวหาวิญญาณ

การประจวบพร้อมแห่งธรรมประการนั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

อินทรียสังวร๑๗

เพราะอาศัยกายด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วยจึงเกิดกายวิญญาณการประจวบพร้อมแห่งธรรมประการนั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...

เพราะอาศัยใจด้วยธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณการประจวบพร้อมแห่งธรรมประการนั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย

จึงเกิดเวทนาอันเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.

บุคคลนั้นเมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ย่อมเพลิดเพลินย่อมพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่;

อนุสัยคือราคะย่อมตามนอนแก่บุคคลนั้น

(ตสฺสราคานุสโยอนุเสติ) เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมเศร้าโศกย่อมระทมใจย่อมคร่ำครวญย่อมตีอกร่ำไห้ย่อมถึงความหลงใหลอยู่;

อนุสัยคือปฏิฆะย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น๑๘ตามดูไม่ตามไป

เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่เขาย่อมไม่รู้ตามเป็นจริงซึ่งสมุทยะ (เหตุเกิด) ของเวทนานั้นด้วย

ซึ่งอัตถังคมะ (ความดับไม่เหลือ) แห่งเวทนานั้นด้วย

ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย

ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย

ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย;

อนุสัยคืออวิชชาย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้นบุคคลนั้นหนอ(สุขายเวทนายราคานุสยํอปฺปหาย)

ยังละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาไม่ได้;

(ทุกฺขายเวทนายปฏิฆานุสยํอปฺปฏิวิโนเทตฺวา)

ยังบรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้;

(อทุกฺขมสุขายเวทนายอวิชฺชานุสยํอสมูหนิตฺวา)

ยังถอนอวิชชานุสัยอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้;

อินทรียสังวร๑๙

(อวิชฺชํอปฺปหายวิชฺชํอนุปฺปาเทตฺวา)

เมื่อยังละอวิชชาไม่ได้และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว,

(ทิฏฺเฐวธมฺเมทุกฺขสฺสนฺตกโรภวิสฺสตีติ)

เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (รู้เห็นได้เลย) นี้ได้นั้น;

(เนตํฐานํวิชฺชติ)

ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.

อุปริ. . ๑๔/๕๑๖/๘๒๒.

อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น๓๙๒

๒๐ตามดูไม่ตามไป

ไม่อาจที่จะหลุดพ้นไปจากทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย !

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในรูป

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในเวทนา

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสัญญา

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในสังขารทั้งหลาย

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์...

ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่ในวิญญาณ

ผู้นั้นเท่ากับเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์